อภินิหารหลวงปู่ทวด

ในห้อง 'พระเครื่อง วัตถุมงคล' ตั้งกระทู้โดย Golfito, 19 พฤศจิกายน 2016.

  1. Golfito

    Golfito สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    29 ตุลาคม 2016
    โพสต์:
    27
    ค่าพลัง:
    +10
    คุณอภินิหารของพระเครื่องหลวงพ่อทวดฯ
    เท่าที่ปรากฏเห็นประจักษ์แล้ว

    บันทึกและรวบรวมโดยนายอนันต์ คณานุรักษ์ จำนวน ๓๒ เรื่อง จากหนังสือประวัติ
    หลวงพ่อทวดเหยียบน้ำทะเลจืด และคุณอภินิหารพระเครื่องหลวงพ่อทวดฯ วัดช้างให้
    จัดพิมพ์เนื่องในงานฉลองโบสถ์วัดช้างให้ ๒๔-๓๐ เมษายน ๒๕๐๔


    เรื่องที่ ๑

    ในงานพิธีแจกพระเครื่องสมเด็จหลวงพ่อทวดเหยียบน้ำทะเลจืดวันแรก มีเด็กชายกับเด็กหญิงหมนสองคนพี่น้อง ได้รับแจกพระทั้งสองคน เด็กหญิงหมนเมื่อได้รับพระแล้วก็เอาพระเครื่องนั้นห่อชายพกกลับบ้าน ซึ่งอยู่ที่บ้านป่าไร่ ต.ป่าไร่ อ.โคกโพธิ์ จ.ปัตตานี ครั้นถึงบ้านแก้ห่อผ้าจากพกให้แม่ดูปรากฏว่า พระรูปนั้นกลายเป็นถ่านไฟไปเสียแล้ว ส่วนเด็กชายขณะที่เดินกลับบ้าน ได้เอาพระเครื่องโยนขึ้นแล้วใช้มือรับเช่นเดียวกับโยนก้อนหินเล่นตามประสาของเด็ก แต่รับไม่ทันพระจึงตกลงบนพื้นดิน เขาจึงก้มลงเก็บพระด้วยมือ ทันทีนั้นเด็กชายผู้นั้นก็ยืนแกว่งมือตกใจร้องไห้ขึ้น พ่อเขาจึงลงมาดูเห็นลูกยืนแกว่งมือร้องไห้อยู่ จึงเข้าไปจับมือแกะออกดู ปรากฏว่ามีพระหลวงพ่อทวดฯ อยู่ในกำมือ พ่อและแม่ของเด็กทั้งสองเชื่อว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้เกิดจากอภินิหารของหลวงพ่อทวดฯ บันดาลให้เกิดขึ้น เขาทั้งสองจึงนำลูกทั้งสองคนมาพบท่านอาจารย์เจ้าอาวาสที่วัดช้างให้ประมาณเวลา ๒๑.๐๐ น. แล้วเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้ท่านทราบ ท่านอาจารย์จึงแนะนำให้เขาพาเด็กทั้งสองไปกราบไหว้ที่สถูปของหลวงพ่อทวดฯ และกล่าวคำขอโทษเสีย คืนนั้นข้าพเจ้ากลับบ้านเวลา ๒๐.๓๐ น. จึงมิได้ประสพด้วยตนเองแต่ได้รับคำบอกเล่าจากท่านอาจารย์ฯ

    นายอนันต์ คณานุรักษ์ บันทึก

    เรื่องที่ ๒

    นายไสว ปลื้มสำราญ ครูประชาบาล โรงเรียนตำบลบ้านไร่ ได้พบกับข้าพเจ้าที่วัดช้างให้ และเล่าให้ข้าพเจ้าฟังว่า คืนวันที่ ๒๔ เมษายน ๒๔๙๗ เวลากลางคืน ภรรยาของเขาถูกตะขาบกัด มีอาการเจ็บปวดทุรนทุรายไม่ได้สติ เวลาค่ำคืนเช่นนี้จะหายาที่ไหนก็ไม่ได้ นายธำรงบุตรชายคนโต จึงนิมนต์พระเครื่องหลวงพ่อทวดเหยียบน้ำทะเลจืดวางลงในน้ำพอเปียกแล้วเอาตั้งลงบนแผลนานประมาณ ๒ - ๓ นาที แล้วก็หายปวดทันที นายไสวบอกว่าเขาได้ประสพอภินิหารของหลวงพ่อทวดฯ ในครั้งแรกจึงเลื่อมใส วันนี้ผมจึงมาขอพระเครื่องอีก

    เรื่องเอาพระเครื่องรักษาคนถูกตะขาบกัดมีมากราย ปรากฏว่าศักดิ์สิทธิ์นัก แต่ผู้เขียนเห็นว่าไม่จำเป็นจะบันทึกลงทุกๆ คน เพราะยังมีเรื่องอื่นๆ อีกมาก

    นายอนันต์ คณานุรักษ์ บันทึก

    เรื่องที่ ๓

    เมื่อปลายเดือนเมษายน ๒๔๙๗ ในค่ำวันหนึ่งเวลาประมาณ ๑๙.๐๐ น. ข้าพเจ้าออกจากบ้านเพื่อจะไปซื้อของบางอย่างที่หน้าโรงภาพยนตร์ปัตตานี ก่อนจะออกจากบ้านข้าพเจ้าได้พนมมือที่หน้าหิ้งพระ ระลึกถึงหลวงพ่อทวดเหยียบน้ำทะเลจืด อธิษฐานในใจว่า ขอให้หลวงพ่อทวดคุ้มครองบ้านและบุตรด้วย แล้วก็ออกจากบ้านไป เวลาประมาณ ๒๒.๐๐ น. จึงกลับบ้าน ขณะที่ข้าพเจ้าเดินกลับเข้าบ้านนั้น ได้มองไปที่ประตูชั้นล่างอาศัยแสงสว่างข้างแรมสลัวๆ เห็นรูปคนดำทมึนยืนอยู่ ณ ที่นั้น ข้าพเจ้าสะดุ้งตกใจนึกว่าคนร้าย จึงเหลียวกลับหลังเอาดุ้นฟืนมาถือไว้ แล้วร้องถามไปว่าใคร แต่เงาดำรูปคนคงยืนโยกตัวโงนเงนอยู่ไปมา ณ ที่เดิม ในขณะอึดใจนั้นข้าพเจ้าก็ระลึกขึ้นได้ว่า อ้อ หลวงพ่อทวดนี่เอง ข้าพเจ้าจึงโยนดุ้นฟืนทิ้งแล้วยกมือขึ้นพนมไหว้แล้วเดินเข้าไปหาเงาดำรูปนั้น เมื่อเดินเข้าไปในระยะใกล้ เงานั้นก็สลายตัวจากรูปคน คล้ายๆ กับควันบุหรี่ ค่อยๆ จางหายไปทีละน้อยจนหมด นี่คืออภินิหารของหลวงพ่อทวดฯ ซึ่งข้าพเจ้าได้ประสพด้วยตนเอง

    เผด็จ ณ นคร
    แผนกช่างเทศบาลเมืองปัตตานี
    ๑๕ พฤษภาคม ๒๔๙๗

    เรื่องที่ ๔

    เมื่อปลายเดือนเมษายน ๒๔๙๗ นางมาลี ภรรยาของนายล้วน สมประสงค์ กรรมกรรถไฟ โรงกุลีนาประดู่ เจ็บท้องจะคลอดบุตรมาสองวันแล้ว แต่คลอดไม่ออก ผู้เจ็บมีอาการหนักมาก เนื่องจากความยากจนจึงไม่สามารถจะนำไปทำการคลอดที่โรงพยาบาลได้ เพราะไม่มีเงินว่าจ้างเหมารถ จึงต้องนอนรอวาระสุดท้ายอยู่ บังเอิญเพื่อนร่วมงานของนายล้วนรู้เรื่องนี้ เขาจึงบอกให้นายล้วนนำเอาพระเครื่องหลวงพ่อทวดฯ มาวางลงในขันน้ำ แล้วจุดธูปเทียนบูชาขอเป็นน้ำมนต์เสดาะแล้วเอาน้ำมนต์ให้นางมาลีดื่มและพรมศีรษะ ต่อมาชั่วครู่ นางมาลีผู้เจ็บคลอดก็เกิดมีกำลังและลมเบ่งคลอดลูกออกมาได้ แต่ปรากฏว่าเด็กนั้นได้ตายเสียนานแล้ว

    นายชาติ สิมศิริ
    กำนัน ตำบลนาประดู่ ผู้เล่าเรื่อง

    เรื่องที่ ๕

    เมื่อปลาย พ.ศ. ๒๔๙๘ มีผู้หญิงไทยอิสลามคนหนึ่งคลอดบุตรเอามือออกมาก่อน แต่ติดอยู่เพียงนั้น เวลาผ่านมา ๓ วัน ๒ คืน บุตรจึงตายอยู่ในท้อง คนเจ็บหมดกำลังและลมเบ่ง อาการเข้าเขตอันตราย ญาติคนเจ็บมาตามภรรยาข้าพเจ้าซึ่งเป็นนางผดุงครรภ์แผนปัจจุบัน เมื่อภรรยาของข้าพเจ้าได้ไปตรวจดูแล้ว ก็ทราบว่าไม่มีทางใดจะช่วยได้ จึงแนะนำญาติของผู้ป่วยให้นำส่งโรงพยาบาลปัตตานี แต่เขาไม่ยอมนำไปได้แต่ขอร้องให้ภรรยาของข้าพเจ้าช่วยแต่อย่างเดียว เมื่อไม่มีทางใดที่จะใช้วิชาความรู้ช่วยได้แล้ว เขาก็ระลึกถึงพระเครื่องหลวงพ่อทวดฯ ซึ่งเขาเชื่อมั่นเป็นที่ประจักษ์มาแล้ว เขาจึงอาราธนาให้ท่านช่วยเสดาะลูกในครั้งนี้ให้ด้วย พอจบคำอธิษฐานในใจ (ผู้เจ็บ)ก็ร้องครวญครางขึ้น ภรรยาข้าพเจ้าจึงจับมือเด็กนั้นเขย่าเบาๆ ทันทีนั้นเด็กก็เปลี่ยนเอาก้นออกมา เขาเห็นที่เป็นเช่นนั้นเพราะถูกหลักซึ่งจะช่วยด้วยวิชาความรู้ได้ จึงจัดการเอาเด็กออกจากท้องแม่ได้โดยง่ายดาย ภรรยาข้าพเจ้าเชื่อมั่นว่าเป็นด้วยคุณอภินิหารของหลวงพ่อทวดฯ ท่านดลบันดาลให้แน่ เพราะประสพมาแล้วเป็นที่ประจักษ์

    เปี่ยม จุลวัธน์ ธ.บ.
    ทนายความจังหวัดปัตตานี

    เรื่องที่ ๖

    มีอีกรายหนึ่งเมื่อ พ.ศ. ๒๔๙๙ เวลากลางคืน ผู้หญิงจีนมาที่บ้านข้าพเจ้า และบอกว่าเขาปวดท้องจะคลอด (ผู้หญิงจีนคนนี้ฝากท้องกับภรรยาข้าพเจ้า) ข้าพเจ้าว่าเขายังคลอดไม่ได้ เพราะภรรยาข้าพเจ้าไปทำคลอดที่อื่นยังไม่กลับมา เขาว่าเจ็บเต็มทนจะคลอดอยู่แล้ว ข้าพเจ้าจนใจจึงรีบเข้าห้องพระ กราบบูชาหลวงพ่อทวดฯ แล้วกล่าวว่า ขอให้หญิงจีนคนนี้อย่าพึ่งคลอด และขอให้ทางโน้นคลอดง่ายและให้ภรรยาข้าพเจ้ากลับเร็วๆ เถิด ประมาณ ๑๐ นาที ภรรยาข้าพเจ้าก็กลับมาได้นำหญิงจีนเข้าห้องประมาณ ๕ นาที ก็คลอดอย่างง่ายดาย

    เมื่อภรรยาเสร็จธุระ ข้าพเจ้าถามเขาว่าทำไมจึงได้กลับเร็ว ทางโน้นคลอดแล้วหรือ เขาตอบว่าคลอดแล้ว ขณะเขาล้างมือและทำความสะอาดอยู่นั้น ได้ยินเสียงปลาดกระซิบที่ข้างหูอยู่ว่าจงรีบกลับ เขาสนใจในคำกระซิบนั้นจึงรีบกลับมาทันที เจ้าของบ้านขอร้องให้นั่งพักเขาก็ไม่ยอมนั่ง นี่ก็เกิดจากอำนาจอภินิหารของหลวงพ่อทวดฯ ที่ภรรยาข้าพเจ้าได้ประสพมาทั้งสองเรื่อง

    เปี่ยม จุลวัธน์ ธ.บ.
    ทนายความจังหวัดปัตตานี

    เรื่องที่ ๗

    ข้าพเจ้าป่วยเป็นโรคหืดหอบมาช้านาน ได้รักษาด้วยยาแผนใหม่และแผนโบราณมามาก แต่ก็ไม่หาย ข้าพเจ้ามีวัยชราแล้วคิดว่าคงจะมีชีวิตอยู่ไม่เกิน พ.ศ. ๒๔๙๘ เป็นแน่ อยู่มาวันหนึ่งอาการหืดหอบกำเริบมากขึ้น ไม่มีทางใดจะดับทุกข์ทรมานให้โรคนี้หายได้ บังเอิญนึกถึงหลวงพ่อทวดเหยียบน้ำทะเลจืดเขาเล่าลือกันว่ามีคุณอภินิหารศักดิ์สิทธิ์นัก จึงบอกให้นางนุ้ยภรรยาของข้าพเจ้า ซึ่งเขาเป็นนักวิปัสสนา จัดดอกไม้ธูปเทียนเครื่องบูชา แล้วนิมนต์พระวิญญาณของหลวงพ่อทวดฯ เข้าประทับทรงนางนุ้ย เวลาชั่วครู่ต่อมานางนุ้ยก็ทรง ข้าพเจ้าจึงได้พรรณนาถึงเรื่องที่ได้รับความทุกข์ทรมานทางโรคหืดและหอบพร้อมทั้งขอยา ท่านอยู่ในทรงได้บอกยาสมุนไพรให้พร้อมด้วยคาถาปลุกเสก ให้ข้าพเจ้าต้มกินเป็นยาประจำ แล้วท่านสั่งว่าถึงจะต้มยานี้ให้ผู้อื่นกินก็ได้และมึงอย่าเรียกร้องเอาค่ายาจากเขาแพงๆ จงนึกถึงการกุศลเป็นสำคัญ ข้าพเจ้าจึงจัดการหายามาต้มกิน หม้อที่ ๑ อาการป่วยก็ทุเลาลง หม้อที่ ๒ น้ำยาไม่ทันจะจืด อาการหืดหอบที่เคยเป็นก็หายเป็นปกติมาจนบัดนี้ เพื่อนๆ รู้ข่าวก็ขอให้ข้าพเจ้าต้มยานี้ให้กินรักษาโรคหืด ปรากฏว่าหายมาหลายคนและข้าพเจ้าขอรับรองว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องจริงซึ่งเกิดขึ้นแก่ตัวข้าพเจ้าเองและมีผู้รู้เห็นกันมา

    นายสุนทร หะวิเกตุ
    ต.เจาะปริง อ.สายบุรี

    เรื่องที่ ๘

    วันหนึ่งในต้นเดือนตุลาคม พ.ศ. ๒๕๐๐ ร.ต.ต.ไพจิตร์ เกตุวิลัย และจ่านายสิบวีระ กองบังคับการตำรวจภูธร ภาค ๙ จังหวัดสงขลา ได้มาราชการที่จังหวัดปัตตานีและไปเยี่ยมข้าพเจ้าที่บ้าน การสนทนาตอนหนึ่ง จ่าวีระแจ้งเรื่องอภินิหารความศักดิ์สิทธิ์ของหลวงพ่อทวดฯ ให้ฟังว่า เขาเป็นโรคหืดหอบเรื้อรังมานาน รักษามามากแล้วก็ไม่หายวันหนึ่งอาการหืดหอบแรงขึ้น เขาแสนจะทุกข์ทรมานบังเอิญได้นึกถึงคำเล่าลือว่า พระเครื่องหลวงพ่อทวดฯ มีความศักดิ์สิทธิ์ขลังนัก อาราธนาทำน้ำมนต์กินแก้โรคทุกชนิดได้ เขาเข้าใจว่าเนื่องจากพระเครื่องประกอบขึ้นด้วยว่าน ๑๐๘ จึงมีสรรพคุณเช่นนี้ เขาคิดว่าโรคหืดหอบของเขานั้นใช้แรงน้ำมนต์แช่พระเห็นจะไม่มีแรงพอ ควรจะกินเนื้อพระเครื่องทั้งองค์คงจะได้ผลแน่ เขาจึงนำพระเครื่องเข้าในครัว ซึ่งทุกๆ คนในบ้านไม่มีใครรู้ เขาจึงตำพระเครื่องหลวงพ่อทวดฯ จนละเอียดดีแล้วละลายน้ำกินจนหมด โดยเขาคิดว่าได้กินผงว่านในองค์พระจะได้แก้โรคร้ายของเขา แต่ปรากฏว่าโรคร้ายก็ไม่ทุเลาลงเลย กลับต้องทนทุกข์ทรมานมาเป็นแรมเดือน ต่อมาวันหนึ่งเขามาราชการที่จังหวัดปัตตานี ได้รับคำแนะนำจากนายสามารถ หะวิเกตุ บอกให้เขาไปขอยาแก้โรคหืดหอบจากนายสุนทร หะวิเกตุ มารักษาโรคนี้

    หลังจากนี้มาไม่นานจ่าวีระ ได้ไปหานายสุนทรเพื่อขอยา นายสุนทรจึงให้นางนุ้ยภรรยาเชิญหลวงพ่อทวดฯ ทรงเสกยาให้ เมื่อหลวงพ่อทวดฯ ทรงในนางนุ้ยแล้วก็ลุกขึ้นยืนเดินตรงเข้ามาที่จ่าวีระ ทรงแสดงกิริยาเกรี้ยวกราดมาก ทำท่าจะทุบตีและชี้หน้าจ่าวีระ แล้วพูดว่า มึงนะใจดำกินกูเข้าได้ (หมายถึงว่าจ่าวีระกินพระเครื่อง) แสดงกิริยาขึ้งโกรธจ่าวีระอยู่ชั่วครู่ จ่าวีระก็งงงันเพราะไม่รู้เรื่องอะไรได้แต่พนมมือไหว้ นายสุนทรจึงแนะนำว่า ผู้ที่ทรงนั้นคือหลวงพ่อทวดฯ จ่าวีระนึกถึงเรื่องที่เขาเอารูปท่านหลวงพ่อทวดฯ ตำแล้วกิน ยิ่งเพิ่มความตกใจมากขึ้นในการกระทำของเขาครั้งนี้ จึงก้มลงกราบขอขมาโทษในสิ่งที่ผิดพลาดล่วงเกินท่านมาแล้วนั้น นางนุ้ยผู้ประทับทรงจึงพูดว่า เอาละกูจะยกโทษให้มึง ต่อไปมึงอย่าทำเช่นนั้นเป็นอันขาด และปลุกเสกยามอบให้จ่าวีระไปต้มกิน

    จ่าวีระแจ้งแก่ข้าพเจ้าว่าเขาได้ต้มยากินหลายหม้อ อาการป่วยจึงได้หายเป็นปกติจนถึงบัดนี้ (ขณะที่มาเยี่ยมข้าพเจ้า) จ่าวีระได้ขอพระเครื่องหลวงพ่อทวดฯ จากข้าพเจ้าหนึ่งองค์ ข้าพเจ้าถามว่ายังไม่มีหรือ เขาตอบว่าแต่ก่อนมีหนึ่งองค์ เขาตำกินเสียแล้ว ข้าพเจ้าจึงให้เขาไปบูชา ๑ องค์

    นายสุนทร หะวิเกตุ ได้บอกต้นยาขนานนี้ของท่านหลวงพ่อทวดฯ ให้แก่ข้าพเจ้า แต่ไม่ให้คาถาปลุกเสก คือ ๑.ต้นเข็ตมอญเหยียทั้ง ๕, ๒.รากไม้เท้ายายหม่อม ๓.รากเค็ตเคล้า ๔.รากเชียดเขา ๕.รากปรางหวาน ๖.รากพุดซ้อน ๗.รากพุดชนิดไม่ซ้อน ๘.รากชมภูยาหมู (รากต้นฝรั่ง) ๙.รากสาวหยุด หากผู้ใดจะทดลองยานี้ต้มแก้หืดหอบ ก็ให้ระลึกถึงหลวงพ่อทวดฯ เจ้าของยา โดยมีธูปเทียนอาราธนาให้ท่านปลุกเสกและขอความประสิทธิ์จากท่าน เวลาจะดื่มยาทุกครั้ง ข้าพเจ้าคิดว่าคงจะได้ผล

    นายอนันต์ คณานุรักษ์ บันทึก

    เรื่องที่ ๙

    เหตุเกิดที่บ้านหนองกรก อ.โคกโพธิ์ จ.ปัตตานี ในคืนวันที่ ๒๒ เมษายน ๒๔๙๗ เวลาประมาณ ๒๑.๐๐ น. นายแดงและภรรยากลับจากทำงานมากินข้าวแล้วเตรียมเข้าห้องนอน พอใกล้จะหลับได้ยินเสียงกริ่งๆ อยู่ในขวดโหลบนหิ้งพระ ซึ่งมีพระเครื่องหลวงพ่อทวดฯ ขอมาจากวัดช้างให้ใหม่ๆ และได้เก็บไว้บนขวดโหลใบนั้น เขาคิดว่าหนูได้กลิ่นน้ำมันจึงลงไปคาบพระแล้วกระทบกับขวดจึงเกิดเสียงดังขึ้น นายแดงจึงลุกขึ้นจุดตะเกียงส่องดูก็ไม่เห็นมีอะไรผิดปกติ จึงล้มตัวลงนอนต่อไปจนถึงเวลา ๒๒.๐๐ น. เขากับภรรยาก็ตกใจตื่นขึ้นทันทีเพราะเสียงปืนดังขึ้นที่ชานเรือนสามนัด นายแดงนึกได้ทันทีว่าตนถูกผู้ร้ายปล้นบ้าน จึงตื่นขึ้นจับมีดตัดฟากพื้นเรือนขาดเป็นช่อง แล้วรอดหนีไปทางช่องใต้ถุนเรือน

    ฝ่ายภรรยากำลังตกตลึงไม่ได้สติ จึงลุกขึ้นไปจะเปิดประตูให้พวกโจร ขณะที่พวกโจรกำลังกระแทกบานประตูอยู่ พอเขายื่นมือจับกลอนประตู ก็มีมือประหลาดมาผลักหน้าอกเขาก้นกระแทกพื้น เขานึกถึงหลวงพ่อทวดทันที จึงลุกขึ้นไปที่หน้าหิ้งพระพนมมืออ้อนวอน ขอให้หลวงพ่อทวดช่วยคุ้มครองรักษา ฝ่ายพวกโจรก็ออกกำลังพังประตูห้องอยู่โครมครามสั่นสะเทือน เขากลัวจนไม่สามารถจะทนอยู่ได้ จึงพนมมือกล่าวขอให้หลวงพ่อทวดฯ ช่วยคุ้มครองบ้านให้ลูกหลานด้วยเถิด กล่าวจบแล้วลอดหนีทางช่องตามสามีไป ปรากฏว่าพวกโจรใช้ปืนยิงติดตามมาข้างหลังแต่ไม่ถูก พวกโจรเมื่อโถมพังประตูไม่ออกจึงพากันหนีเข้าป่าไป

    นายชาติ สิมศิริ
    กำนันตำบลนาประดู่ เล่าเรื่อง


    วันหนึ่งข้าพเจ้าพบกับพนักงานสอบสวนอำเภอโคกโพธิ์ เขาว่าผมได้ไปสอบสวนพร้อมกับนายอำเภอได้ตรวจดูความแข็งแรงของบานประตูห้องนอนของนายแดงแล้ว ปรากฏว่าเก่าแก่และแบบบางมาก ใช้แรงผลักดันคนเดียวก็พังเพราะประตูมีบานเดียว และสอบถามคนแก่ที่อยู่นอกห้องได้ความว่าพวกโจร ๖ คนโถมพังประตูอยู่นานประมาณ ๒๕ นาที เจ้าพนักงานสอบสวนคนนั้นบอกข้าพเจ้าว่า มันเป็นเรื่องน่าอัศจรรย์ยิ่งนัก

    นายอนันต์ คณานุรักษ์ บันทึก

    เรื่องที่ ๑๐

    คืนวันที่ ๑๐ พฤศจิกายน ๒๔๙๗ เวลาประมาณ ๑๙.๐๐ น. นายซัว นิลกำแหง ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ ๓ ต.ลำพะยา จังหวัดยะลา ได้เอาพระเครื่องหลวงพ่อทวดใส่ไว้ในกระเป๋าเสื้อแล้วลงจากเรือนไปวัดลำพะยา เพื่อฟังพระแสดงธรรม วันนั้นเดือนขึ้น ๑๕ ค่ำ พระจันทร์เต็มดวงส่องแสงสว่าง เวลาประมาณ ๒๒.๐๐ น. พระแสดงธรรมเสร็จแล้วก็กลับบ้าน ขณะเดินมาพบคนร้าย ๓ คนเป็นที่เขารู้จักดีและจำได้ดี เพราะแสงสว่างของดวงเดือน ผู้ร้ายคนหนึ่งวิ่งมาใกล้เขาแล้วใช้ปืนสั้นยิงเขาในระยะใกล้ชิดรวม ๔ นัด ๓ นัดแรกไม่ถูก กระสุนนัดสุดท้ายถูกข้างตะโพกของนายซัวล้มลง ผู้ร้ายเข้าใจว่าเขาถูกกระสุนปืนตายเสียแล้วจึงได้พากันหนีไป

    นายซัวจึงลุกขึ้นดูรอยที่ถูกกระสุน ปรากฏว่ากางเกงทะลุตามแรงกระสุนปืน แต่ที่ตะโพกไม่มีบาดแผล เขาจึงรอดชีวิตมาได้ก็เพราะอำนาจหลวงพ่อทวดฯ คุ้มครอง เขายังพูดให้ผู้ไปสอบถามฟังว่าถ้าหลวงพ่อทวดไม่คุ้มครองผมคงตายแน่เพราะมันยิงผมในระยะเผาขน

    นายชาติ สิมศิริ นายกวี จิตต์กุล นายวิศิษฐ์ คณานุรักษ์
    ได้ไปสอบถามปากคำนายซัวด้วยตนเองทั้งสามคน

    เรื่องที่ ๑๑

    กองวิทยาการ กรมโลหกิจ

    ๒๓ ตุลาคม ๒๔๙๙

    นายอนันต์ คณานุรักษ์ ที่นับถือ

    คงจำผมได้เมื่อคราวไปเยี่ยมที่บ้านปัตตานี และรับแจกพระเครื่องหลวงพ่อทวดเหยียบน้ำทะเลจืด จากคุณมา ๔ องค์ บัดนี้ผมมีจิตเลื่อมใสศรัทธา อยากจะร่วมสร้างโบสถ์ ณ วัดช้างให้ และปฏิสังขรณ์เจดีย์ที่บรรจุอัฐิหลวงพ่อทวดฯ จึงได้ส่งเงินมาพร้อม จ.ม. นี้ ๑,๐๐๐ บาท (หนึ่งพันบาท) ในนามคุณเป็นผู้รับ ขอได้รับเงินนี้และดำเนินการทำบุญตามที่ผมศรัทธาด้วย

    ขอแสดงความนับถือจากผม
    ขุนโลหภูมิพิทยานุการ

    เรื่องที่ ๑๒

    เป็น จ.ม. ของท่านขุนโลหภูมิพิทยานุการ ถึงข้าพเจ้าฉะบับที่ ๒ ความว่า
    เรื่องเกี่ยวกับพระเครื่องหลวงพ่อทวดฯ สำหรับผมได้รับความคุ้มครองจากท่านเป็นอย่างดี ผมนำท่านติดตัวไปเสมอ ปรากฏว่าได้มีอภินิหารที่ท่านได้ช่วยคุ้มครองภรรยาของผม คือเวลาภรรยาของผมไปไหนมาไหนได้นำพระเครื่องติดตัวไปเสมอ วันหนึ่งนั่งรถยนต์ที่บ้านจะไปธุระ พอถึงถนนสี่แยกรถเกิดเครื่องดับทันที สตาร์ทก็ไม่ติด ทันทีนั้นก็มีรถยนต์อีกคันหนึ่งวิ่งตัดหน้าผ่านไป และเกิดชนกับรถยนต์อีกคันหนึ่งที่วิ่งสวนมา ทำให้รถยนต์คันนั้นแฉลบขึ้นทางเท้าเกิดเสียหายมาก เมื่อรถเขาชนกันแล้ว รถของภรรยาผมก็สตาร์ทติดวิ่งได้ต่อไปเป็นปกติ ผมคิดว่าหลวงพ่อทวดฯ ท่านคงแสดงอภินิหารคุ้มครองไว้ รถผมจึงปลอดภัยจากการถูกชน และก็มีบ่อยๆ ที่ผมขับรถไปมักจะแคล้วคลาดจากอุปัทวเหตุนานาประการเสมอ ส่วนโชคลาภนั้นพอประมาณ

    รักและนับถือ
    ขุนโลหภูมิพิทยานุการ

    เรื่องที่ ๑๓

    กองบังคับการตำรวจภูธรภาค ๘ นครศรีธรรมราช

    เรียน คุณอนันต์ ที่เคารพ

    ความศักดิ์สิทธิ์และอภินิหารของพระเครื่องหลวงพ่อทวดนั้นผมมั่นใจเหลือเกินว่าต้องเหมือนสิ่งศักดิ์สิทธิ์อื่นๆ ทั้งหลาย ทุกครั้งที่ผมมีกิจธุระ ได้อาราธนาท่าน ผมรู้สึกขนลุกทั้งตัวและได้กลิ่นน้ำมันจันทร์ (ในองค์พระเครื่องไม่มีน้ำมันจันทน์ผสม) ผมถือว่าท่านรับคำอาราธนาของผมๆ จึงอยู่เย็นเป็นสุข และปลอดภัยด้วยประการทั้งปวง ผมเคารพและบูชาองค์ท่าน ด้วยใจมั่นคงและความบริสุทธิ์ใจจริงๆ

    ด้วยความรักและเคารพ
    ร.ต.ท.เลื่อน อินทรสุวรรณ

    เรื่องที่ ๑๔

    ศาลากลางจังหวัดนครราชสีมา

    ๑๙ สิงหาคม ๒๔๙๙

    เรียน คุณอนันต์ ที่เคารพ

    หลังจากผมรับพระเครื่องหลวงพ่อทวดไว้แล้วประมาณ ๖-๗ วัน ภรรยาของผมป่วยมาก จึงนิมนต์องค์พระลงแช่ทำน้ำมนต์แล้วให้เขาดื่ม พร้อมกับแพทย์มาฉีดยาระงับประสาท ป่วยตอนเย็นเวลาค่ำก็หายป่วย รุ่งขึ้นไปไหนมาไหนได้เป็นปกติ แต่ก่อนเขาเคยเจ็บหนักมาแล้วครั้งหนึ่งต้องนอนป่วยอยู่หลายวัน การที่หายป่วยเร็วในครั้งนี้ ผมเชื่อว่าเป็นด้วยอำนาจอภินิหารของหลวงพ่อทวดช่วยเป็นแน่ เพราะการฉีดยาของแพทย์นั้นก็เพียงระงับประสาทให้นอนหลับเท่านั้น การที่เขาหายป่วยต้องเป็นอำนาจอภินิหารของท่านเป็นแน่ หลังจากนั้นมาจนบัดนี้ ๑๐ กว่าวันแล้ว ภรรยาของผมไม่มีอาการปวดศีรษะอย่างที่เคยเป็นเลย

    เคารพอย่างสูง
    ผสม จิตชุ่ม
    ผู้พิพากษาศาลนครราชสีมา

    เรื่องที่ ๑๕

    โรงเรียนเสนาธิการทหารบก

    ๗ พฤศจิกายน ๒๔๙๘

    เรียน อาจารย์ ที่เคารพยิ่ง

    คณะของผมชื่นชมยินดีที่ได้รับพระเครื่องหลวงพ่อทวดฯ จากอาจารย์อย่างยิ่ง ได้มีเรื่องมหัศจรรย์เกิดขึ้นเรื่องหนึ่ง อยากจะเรียนถามอาจารย์ว่าเป็นเพราะเหตุใดจึงเป็นไปเช่นนั้น กล่าวคือ ในตอนบ่ายหลังจากคณะของผมรับพระจากอาจารย์ที่บ้านปัตตานีแล้ว ออกเดินทางโดยรถยนต์ถึงที่พักแรม ณ โรงเรียนสตรี จ.ยะลา พลตรีหม่อมหลวงคำรณ สุทัศน์ ณ อยุธยา ผู้บังคับการโรงเรียนเสนาธิการทหารบก ได้มอบพระเครื่องหลวงพ่อทวดฯ ที่เหลือจากแจกในคณะให้กับพันโท (เวลานี้เป็นพันเอก) สิทธิ์ จิรโรจน์ ซึ่งเป็นผู้อำนวยของคณะ ก่อนจะเข้านอนท่านได้เก็บพระไว้ในกระเป๋าเดินทาง แล้วตั้งไว้ใต้เตียงบนหัวนอน และพากันนอนเวลา ๔ ทุ่ม เวลาประมาณตีสองท่านรู้สึกหนาวจึงลืมตาขึ้น ปรากฏว่าได้นอนอยู่บนกระเบื้องกันสาด ซึ่งไม่ทราบว่าออกไปได้อย่างไร ท่านออกไปนอนอยู่ด้านสุดของกันสาด หากพลิกตัวนิดเดียวก็จะพลัดตกลงพื้นดินแน่และอาจได้รับบาดเจ็บ ท่านรู้สึกตกใจมาก ปลุกคนโน้นคนนี้ยุ่งไปหมด เล่าเรื่องให้เพื่อนๆ นายทหารฟังเสียงสั่นละล่ำละลักพูดไม่ค่อยจะรู้เรื่อง เพราะความตื่นตกใจมากเกินไป นายทหารทุกคนพากันวิจารณ์ต่างๆ นานา สรุปแล้วทุกคนเชื่อแน่ว่า ต้องเกี่ยวกับพระเครื่องหลวงพ่อทวดเหยียบน้ำทะเลจืดเป็นแน่ แต่ไม่ทราบว่าท่านจะลงโทษในเรื่องใด หรือแสดงว่าแม้แต่เวลานอนหลับก็ให้ความคุ้มครอง ให้ความปลอดภัยจากการตกจากหลังคากันสาด ผมจึงตัดสินใจถามมา ผมรู้สึกว่าเกิดเรื่องนี้ขึ้นมาได้ผลดีมาก ทำให้พวกผมทุกๆ คนเกิดความเลื่อมใสในองค์หลวงพ่อทวดฯ ขึ้นอย่างปลาด จึงเรียนมาให้ทราบ

    ด้วยความเคารพนับถือ
    พันโท ประสิทธิ์ เวชสวรรค์


    หลังจากรับ จ.ม. ของพันโทประสิทธิ์แล้ว ก็ได้รับ จ.ม. ของพันเอกสิทธิ์ จิรโรจน์ ดังนี้

    โรงเรียนเสนาธิการทหารบก

    ๒๙ กุมภาพันธ์ ๒๔๙๙

    เรียน คุณอนันต์ ที่เคารพ

    เรื่องอภินิหารของหลวงพ่อทวดเหยียบน้ำทะเลจืดนี้ หวังว่าคงได้รับทราบแล้ว เพราะเกิดกับตัวผมเอง คือผมเป็นผู้อำนวยการศึกษาของนายทหารโรงเรียนชุดที่ไปทั้งหมด วันนั้นผู้บังคับการโรงเรียนรับพระจากคุณมาแล้วออกรถเดินทางถึงจังหวัดยะลา ท่านผู้บัญชาการมอบพระให้ผมทั้งหมดเพื่อแจกจ่ายแก่นายทหารในเย็นวันนั้น พอเวลาค่ำนายทหารชุมนุมพร้อมกัน ผมจึงจ่ายพระให้ทุกๆ นาย แต่บางคนไม่ยอมรับเพราะเหตุใดผมไม่ทราบ พระจึงคงเหลืออีก ๑๐ องค์ ผมจึงเอาห่อพระใส่ไว้ในกระเป๋าเดินทางซึ่งตั้งอยู่ปลายตีนเตียงนอน เมื่อใส่พระแล้วผมจึงเลื่อนมาตั้งใต้เตียงตอนหัวนอน คิดว่าคงไม่เป็นการลบหลู่พระแต่อย่างใด ที่ไหนได้ผมตื่นขึ้นปรากฏว่า ผมนอนอยู่ชายคากันสาดด้านซ้ายสุด ถ้าพลิกตัวทีเดียวก็คงตกลงพื้นดินจะได้รับบาดเจ็บ ผมไม่เคยนอนละเมอเลย ประตูห้องนอนก็ปิด ผมรู้สึกผิดปกติจึงขอขมาอภัยต่อท่าน จากนั้นก็หลับสบาย นายทหารทราบข่าวนี้จึงขอพระเพิ่มอีก กรุณาส่งสัก ๕๐ องค์ จะได้แจกจ่ายแก่นายทหารต่อไป

    ขอแสดงความนับถือ
    พันเอก สิทธิ์ จิรโรจน์



    เรื่องที่ ๑๖

    ๒๘๗ ถนนอำนวยสงคราม พระนคร

    ๑๖ พฤศจิกายน ๒๔๙๙

    เรียนอาจารย์ ที่เคารพ

    สำหรับอภินิหารพระเครื่องหลวงพ่อทวดฯ นั้นได้ปรากฏขึ้นแก่ผมครั้งหนึ่ง คือตั้งแต่ผมกลับจากทัศนาจรภาคใต้พร้อมด้วยคณะนายทหารแล้ว ผมเก็บพระไว้บนหิ้งพระที่บ้านมิได้เอาติดตัวไปไหนเลย วันหนึ่งผมเอาพระหลวงพ่อทวดไปให้ช่างเลี่ยมเพื่อห้อยคอ จึงพกใส่กระเป๋าเสื้อไป ผมขับรถมอเตอร์ไซค์พ่วงข้าง แล่นออกจากตรอกด้วยความเร็ว ไม่ทันเห็นรถแท็กซี่เรโนล์มาทางซ้ายเกิดปะทะกับตัวผมเอง ลูกชายผมนั่งในพ่วงข้าง ไม่เป็นอะไรเลยแม้แต่น้อย แต่รถเรโนล์เสียหายมาก ผมคิดว่าต้องเสียหายหลายร้อยบาท ครั้นถามคนขับรถเขาบอกว่าไม่เอาอะไร ขอให้แต่งรถให้เขาเท่านั้น ผมจึงพาไปที่ทำการขนส่งทหารบก ออกปากเพื่อนๆ เท่านั้นเขาได้ช่วยกันทำเป็นการใหญ่ ซ่อมชั่วโมงครึ่งก็เรียบร้อย ผมเสียค่าโอเลี้ยงไปไม่กี่ถ้วย ผมเชื่อว่าเป็นอภินิหารของหลวงพ่อทวดแน่ๆ ดูอะไรๆ ก็สะดวกไปเสียหมด และปลอดภัยทั้งผมและบุตร เป็นที่อัศจรรย์จากผมและเพื่อนๆ อย่างยิ่ง จึงได้เรียนมาให้ทราบ

    ด้วยความเคารพ
    เรื่องที่ ๑๗

    โรงเรียนเสนาธิการทหารบก

    ๗ พฤษภาคม ๒๔๙๙

    เรียน อาจารย์ ที่เคารพยิ่ง

    เมื่อผมกลับจากทัศนาจรภาคใต้พร้อมกับคณะ ก็ได้หยุดพักผ่อนชั่วคราว โอกาสนั้นผมได้ไปเยี่ยมบ้านที่จังหวัดพิจิตร และในการเดินทางไปเยี่ยมบ้านของผมในคราวนี้ ได้ประสพอภินิหารของหลวงพ่อทวดฯ อย่างหนึ่ง กล่าวคือ ผมได้พาครอบครัวไปหมด ลงจากรถไฟเวลาประมาณ ๕ โมงเย็นเศษ แต่โชคร้ายเหลือเกิน เพราะเมื่อวานนี้ฝนตกหนักถนนรถยนต์เดินไปมาไม่ได้ ผมจำเป็นต้องเดินเท้ากลับจากสถานีเป็นระยะทางถึง ๔ ชั่วโมง ซึ่งถนนเป็นทางเกวียนและต้องผ่านทุ่งนา ในเวลาค่ำคืนฝนตั้งเค้าทำท่าจะตกหนักอีก ผมเริ่มเป็นทุกข์ใจ เพราะถ้าฝนตกลูกๆ ของผมก็จะต้องเปียกฝน อาจจะเจ็บป่วยกันเป็นแน่ เพราะเครื่องกันฝนก็มีไม่พอ หมดปัญญาเสียแล้วก็นึกถึงหลวงพ่อทวดฯ ได้ เลยขออาราธนาท่านให้ช่วยปัดเป่าลมฝนให้ ผมเดินต่อมาสักครู่ ท้องฟ้าอันดำมืดและฟ้าที่กำลังคำรามอยู่ไม่ขาดเสียงนั้น เริ่มแจ่มใสขึ้นจนท้องฟ้าสว่างมองเห็นดวงดาว ผมแทบไม่เชื่อเลยว่าจะเป็นสิ่งที่เป็นไปได้ เพราะท้องฟ้าแทบจะถล่มลงมาอยู่แล้ว ทั้งพายุก็โหมลงมาอย่างแรง คล้ายๆ กับว่าแทบจะสุดกลั้นที่จะไม่ให้ฝนตก ทั้งมีละอองฝนลงมาบ้างแล้ว ผมเริ่มวิตกมากยิ่งขึ้น แต่ที่สุดฝนก็ไม่ตก ในเวลานี้ส่วนตัวผมมีความเชื่อมั่นในอภินิหารของหลวงพ่อทวดฯ ท่านเหลือเกิน

    ด้วยความเคารพอย่างสูง
    พันโท ประสิทธิ์ เวชสวรรค์


    เรื่องที่ ๑๘

    ร.ร. เสนาธิการทหารบก

    ๑๑ พฤศจิกายน ๒๕๐๐

    เรียน อาจารย์ ที่เคารพ

    อาจารย์ครับ ผมมีเรื่องเกี่ยวกับอภินิหารหลวงพ่อทวดเหยียบน้ำทะเลจืดที่ผมได้ประสพมา และอยากจะเล่าให้อาจารย์ฟัง กล่าวคือ เมื่อเดือนตุลาคม ๒๕๐๐ ทางโรงเรียนได้พาคณะอาจารย์ออกเดินทางไปตรวจภูมิประเทศทางภาคอีสานโดยทางรถยนต์ พร้อมกับนำนักเรียนนายร้อยชุดปัจจุบันไปทำการฝึกภาค วันที่ ๑๑ ตุลาคมเป็นวันเดินทางออกจากขอนแก่น จะไปพักแรมที่จังหวัดนครราชสีมา เมื่อรถยนต์แล่นมาถึงสถานีบ้านไผ่ประมาณ ๘ กิโลเมตร รถคันที่ผมนั่งมาด้วยนั้นเกิดพลิกคว่ำลงอย่างแรง เพราะรถแล่นลงตามทางลาดต่ำและวิ่งไปด้วยความเร็วสูง รถจะต้องเลี้ยวโค้งเป็นมุมฉากเพื่อตัดข้ามทางรถไฟ เนื่องจากคนขับไม่เคยทาง จึงไม่ทราบลักษณะของโค้ง จึงขับด้วยความเร็ว ๕๐ ถึง ๖๐ กิโลเมตรต่อชั่วโมง เลยพลิกคว่ำลงอย่างไม่เป็นท่าลงตรงนั้นเอง รถพลิกคว่ำลงข้างถนนอันเป็นที่ลาดต่ำมากสี่ล้อชี้ฟ้าไปเลย ครอบเอาพวกเราไว้ในกะบะรถนั่นเอง ขณะรถทำท่าจะพลิกคว่ำนั้นผมตกใจมากร้องตะโกนโดยไม่รู้สึกตัวว่า "หลวงพ่อทวดช่วยด้วย" สิ่งที่น่าอัศจรรย์ก็คือ รถนั้นน่าจะพลิกต่อไปตามทางลาดต่ำอีกหลายทอด แต่ก็ไม่พลิก น่าอัศจรรย์ที่สุดก็คือ พวกเราคลานออกมาจากใต้กะบะรถทีละคนๆ ด้วยความปลอดภัยไม่มีใครเป็นอะไรเลยก็ว่าได้ เพราะอย่างมากก็มีแผลฟกช้ำดำเขียวเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้น

    พวกขับรถโดยสารมาพบเข้าหยุดถามว่า "ตายกี่คน" จึงบอกเขาว่าไม่เป็นไร เขาบอกว่าเมื่อรถคันใดพลิกตรงนี้ จะไม่มีคนตายนั้นไม่เคยมี เมื่อพวกเราตรวจดูรถที่คว่ำแล้วก็ปรากฏสิ่งที่น่าแปลกใจอีกว่า ที่รถไม่พลิกลงตามลาดอีกต่อไปเป็นเพราะถังน้ำมันเบ็นซินขนาด ๒๐๐ ลิตร ๓ ถัง ที่บรรทุกอยู่ในรถคันนี้ มีอยู่ ๒ ถังตกลงไปรองรับขอบกะบะรถด้านลาดต่ำข้างหน้า ๑ ถัง ข้างหลัง ๑ ถัง อีกถังหนึ่งกระเด็นกลิ้งไปไกลจากเรา มิฉะนั้นคงจะทับพวกเราบี้แบนไปหมดแน่ น่าคิดว่ามีอภินิหารอะไรที่เอาถังน้ำมันไปรองรับขอบกะบะมิให้รถพลิกต่อไปถึง ๒ ถัง และตั้งรับไว้ในที่อันเหมาะสมเช่นนี้ ทำให้พวกเราปลอดภัยได้น่าอัศจรรย์ยิ่งนัก นายทหารทุกคนโจทย์กันว่าในจำนวนพวกเราคงมีของดีแน่ๆ และในขณะรถวิ่งเร็วได้แฉลบมาหลายครั้ง ผมตกใจอาราธนาให้หลวงพ่อทวดฯ ช่วยทุกครั้ง และขณะรถพลิกคว่ำครั้งนี้ผมก็กำลังตกใจมากจึงร้องตะโกนว่า "หลวงพ่อทวดช่วยด้วย" นี่แหละครับเรื่องที่ผมประสพมา

    เคารพยิ่ง
    พันโท ประสิทธิ์ เวชสวรรค์
    (ขณะนี้เป็นอาจารย์วิทยาลัยกองทัพบก)


    เรื่องที่ ๑๙

    กองบินน้อยที่ ๗ สัตตหีบ ชลบุรี

    ๘ ตุลาคม ๒๔๙๘

    เรียน อาจารย์ ด้วยความเคารพ

    ผมขอเล่าเรื่องอัศจรรย์เกี่ยวแก่อภินิหารหลวงพ่อทวดเหยียบน้ำทะเลจืดมาให้อาจารย์ทราบคือ
    ผมต่อเรือยนต์ให้ พลเรือตรี หม่อมเจ้ารังษิยากร ใช้ในสัตตหีบ ๑ ลำ ต่อมาท่านให้นักบินกับช่างเครื่องนำเรือลำนี้เข้ากรุงเทพฯ โดยมีเรือยนต์ของตำรวจเป็นพี่เลี้ยงคุ้มกันระหว่างทางเพราะเป็นเรือใหญ่ ส่วนเรือที่ผมต่อยาวเพียง ๑๘ ฟุตเท่านั้น การนำเรือจากสัตตหีบเข้ากรุงเทพฯ จะต้องแล่นฝ่าคลื่นลมไปกลางทะเลราวๆ ๑๔ ชั่วโมง จึงจะถึงกรุงเทพฯ ก่อนนำเรือเล็กเดินทางผมเป็นห่วงเกรงว่าจะเกิดอันตรายเสียกลางทะเล ผมจึงอาราธนาหลวงพ่อทวดฯ และขอน้ำมนต์พรมเรือ ขอให้แคล้วคลาดปลอดภัย

    ต่อมาหลายวันนักบินและช่างเครื่องกลับมาถึงสัตตหีบ ได้เล่าให้ผมฟังว่า เมื่อเรือทั้ง ๒ ลำ แล่นไปถึงเกาะสีชัง ท้องทะเลเกิดพายุและฝนตกหนักละลอกคลื่นใหญ่โตมาก นักบินและช่างเครื่องเห็นภัยจะเกิดขึ้นเช่นนั้น ก็เตรียมตัวถอดเสื้อและกางเกงนอกออกเหลือแต่กางเกงใน นั่งถือชูชีพมั่นอยู่ เรือทั้ง ๒ ลำได้โต้คลื่นและพายุมากลางทะเลอย่างแรง เป็นเวลานานถึง ๒ - ๓ ชั่วโมงจึงสงบ ปรากฏว่าละลอกคลื่นสาดขึ้นท่วมเรือ แต่น้ำไม่ได้เข้าไปในลำเรือจึงปลอดภัย ส่วนเรือตำรวจซึ่งเป็นเรือพี่เลี้ยงคุ้มครองเรือเล็กต้องเสียหายคือ เพลาใบพัดหัก หางเสือบิด ไม่สามารถแล่นต่อไปได้ เรือเล็กจึงกลับต้องเป็นเรือพี่เลี้ยงเรือลำใหญ่ลากจูงเข้าสู่กรุงเทพฯ พิจารณาดูเอาเองเถอะครับว่า อภินิหารของพระเครื่องหลวงพ่อทวดฯ มีอภินิหารอย่างไร

    ด้วยความเคารพอย่างสูง
    บุญเกิด กู้เกียรติ


    เรื่องที่ ๒๐

    จ.นราธิวาส

    ๑๙ มิถุนายน ๒๔๙๙

    คุณอนันต์ คณานุรักษ์ ที่นับถือ

    ผมได้เดินทางไปเยี่ยมญาติที่จังหวัดชุมพร เมื่อวันที่ ๒๘ เมษายนปีนี้ ผมได้มอบพระเครื่องหลวงพ่อทวดฯ ให้แก่เด็กของผมคนหนึ่งชื่อนายเขียว เขารับพระจากผมไปแล้วได้เอาพระแขวนไว้กับเสาหลัก ห่างจากตัวประมาณ ๗ - ๘ วา เขาเตรียมจะยิง ผมมองเห็น ร้องห้ามว่าอย่า แต่ทันใดนั้นเขาน้าวไกปืนเสียงดังแชะ เขาน้าวไกปืนครั้งที่ ๒ อีกที กระสุนจึงระเบิดขึ้น ปรากฏว่าปืนแตกหักเป็น ๒ ท่อนทันที แต่นายเขียวไม่ได้รับอันตรายใดๆ เขาจึงเสียปืนแก๊ปกระบอกนั้นไป ๑ กระบอก ข่าวนี้เล่าลือกันมากในจังหวัดชุมพร เพราะมีผู้รู้เห็นมากคน จึงเล่ามาให้คุณทราบ

    ด้วยความนับถือ
    ขุนเจนเวชศาสตร์


    เรื่องที่ ๒๑

    พลตำรวจ รวย ดำรักษ์ อายุ ๒๔ ปี ประจำการค่ายอิงคยุทธบริหาร (บ่อทอง) จ.ปัตตานี ทางการตำรวจส่งตัวไปสมทบกับกองตรวจ เพื่อปราบผู้ร้ายในจังหวัดพัทลุง ในคืนของวันที่ ๓ พฤศจิกายน ๒๔๙๙ พลฯ รวย ได้แยกจากพวกออกไปตรวจทางเรือในตำบลดอนพนางตุง ใกล้หมู่บ้านทะเลน้อย อ.ควนขนุน มีนายศรีและนายเสริฐสองพี่น้องช่วยเป็นผู้พายเรือร่วมไปด้วย เวลาประมาณ ๒๐.๐๐ น. พบเรือลำหนึ่งล่องสวนทางลงมาตามลำน้ำและส่องไฟฉายมาที่เรือพลฯ รวย พลฯ รวยจึงตะโกนบอกว่า "เราตำรวจโว้ย" เรือนั้นได้ลอยลำใกล้เข้ามา พลฯ รวยจึงส่องไฟฉายดูบ้าง ปรากฏว่าชายฉกรรจ์อยู่ในเรือลำนั้น ๖ คน มีปืนลูกซองวางอยู่ที่ท้องเรือ ๒ กระบอก พลฯ รวยเห็นผิดปกติก็ระวังตัว แต่เรือก็ได้ล่องเข้ามาเทียบชิดกัน พลฯ รวยตัวคนเดียวเห็นว่ามีทางเสียเปรียบหากมีเหตุเกิดขึ้น จึงใช้มือทั้ง ๒ ข้างผลักดันเรือลำนั้นให้ออกห่างไป แต่ทันใดนั้น พลฯ รวย ดำรักษ์ ก็ถูกยิงจากชายกลุ่มนั้นด้วยปืนสั้น ๑ นัด กระสุนปืนได้ถูกที่คิ้วซ้าย พลฯ รวยสลบตกน้ำไป เพิ่งมารู้สึกตัวเมื่อขึ้นมานั่งอยู่ริมน้ำแต่กำลังงงอย่างหนัก เพราะประสาทและสมองได้รับความกระทบกระเทือนอย่างหนัก ปืนเล็กยาวของพลฯ รวยก็หายไปพร้อมๆ กับเรือทั้ง ๒ ลำ

    ข้าพเจ้าถามว่าใครเอาตัวพลฯ รวยขึ้นจากน้ำในเมื่อกำลังสลบอยู่ เขาตอบว่าไม่ทราบ ข้าพเจ้าถามว่ามีใครอยู่ใกล้เคียงที่นั่นบ้าง เขาตอบว่าไม่มีใครเขานั่งอยู่คนเดียว ข้าพเจ้าถามว่าเขารอดชีวิตจากกระสุนที่สำคัญแต่ไม่เข้าและสลบจมอยู่ในน้ำอีก ทั้งสองครั้งนี้เป็นเพราะอะไรและมีอะไรติดตัวอยู่บ้าง เขาตอบว่าผมมีพระเครื่องหลวงพ่อทวดเหยียบน้ำทะเลจืด ได้ขอจากท่านอาจารย์ทิมฯ ที่วัดช้างให้ อยู่ในกระเป๋าเสื้อ ๑ องค์ ผมจึงเชื่อแน่ว่าหลวงพ่อทวดฯ ได้กรุณาคุ้มครองชีวิตผมไว้ จึงรอดตายมาทั้ง ๒ ครั้ง

    หลังจากข้าพเจ้าสอบถามปากคำ พลฯ รวย ดำรักษ์ ประมาณ ๑๕ วัน ข้าพเจ้าพบกับ พ.ต.ท.วิชิต รักษนาเวศ ผกก.ต.ช.ด. เขต ๘,๙ เรียนถามเรื่องของพลฯ รวย กรุณาตอบว่า เรื่องของพลฯ รวยนั้นเป็นความจริงในเรื่องถูกผู้ร้ายยิง ท่านผู้กำกับซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาพลฯ รวย ท่านได้รับรายงานไว้แล้ว ปืนพลฯ รวยก็เพิ่งได้คืนจากผู้ร้ายเมื่อเร็วๆ นี้

    อนันต์ คณานุรักษ์ บันทึก


    เรื่องที่ ๒๒

    วัดดอนแย้ สงขลา

    ๔ มิถุนายน ๒๔๙๙

    เรียน คุณอนันต์ คณานุรักษ์ ที่นับถือ

    เมื่อเดือน ๖ ขึ้น ๑๕ ค่ำ ฉันไปเทศน์มหาชาติที่วัดตะเคียนทอง อ.ยะหริ่ง จังหวัดปัตตานี ตอนกลับแวะเยี่ยมคุณที่บ้านไม่พบ เด็กบอกว่าไปเหมืองแร่ ฉันจึงกลับสงขลา วันรุ่งขึ้นไปเทศน์มหาชาติที่วัดในเมืองไทรบุรีอีก ขณะนั่งรถอยู่นั้นก็นึกถึงพระเครื่องหลวงพ่อทวด ตั้งแต่คุณให้มายังไม่เคยได้ชมอภินิหารของท่านเลย ได้รับฟังแต่ข่าวเขาเล่าลือกันมากมายเท่านั้น ครั้งนี้ฉันคิดว่าจะลองดูบ้าง จึงนึกอาราธนาในใจว่า ขออย่าให้คนรถเก็บค่าโดยสารรถเลย เมื่อถึงหน้าวัดฉันบอกคนรถให้เขาหยิบปัจจัยค่ารถในย่ามนั้นเถิด คนรถว่านิมนต์ครับไม่ต้อง แล้วเขาก็ขับรถจากไป คนรถก็ยังไม่รู้จักกับฉันเลย ฉันโดยสารรถมามากเคยเสียค่าโดยสารทุกครั้ง ครั้งนี้จึงแปลกใจ

    ต่อมาถึงเดือน ๗ ขึ้น ๑๑ ค่ำ เขานิมนต์ฉันไปเทศน์ที่เมืองไทรบุรีอีก เมื่อลงจากรถโดยสารสายหนึ่งและจะรอรถโดยสารอีกสายหนึ่งที่ฉันจะไป ฉันยืนคอยท่ารถบัสอยู่ที่หน้าวัดบากามาตาในไทรบุรี เพื่อจะไปที่ปลายละมัย รถบัสผ่านไป ๔ คันคนนั่งแน่นทุกคัน เวลาก็เย็นลงมากแล้ว ถ้าพลาดรถก็ไปไม่ได้ ฉันร้อนใจมากเกรงจะเสียงานของเขา จึงระลึกถึงหลวงพ่อทวดขึ้นมาได้ จึงอธิษฐานแต่ในใจว่า ขอให้หลวงพ่อทวดดลบันดาลให้รถยนต์คันหนึ่งคันใดมารับสักทีเถอะจะได้ไปทันรถเมล์สายไปปลายละมัย ฉันคอยอยู่ประมาณ ๕-๖ นาที ก็มีรถเก๋งคันหนึ่งเจ้าของผู้ขับก็ไม่เคยเห็นหน้ารู้จักกันเลย แล่นมาจอดตรงหน้าที่ฉันยืนอยู่ เขาถามว่าจะไปไหน ฉันบอกความประสงค์แก่เขา เขาว่าขึ้นรถเถอะจะพาไปส่ง เมื่อเขาส่งถึงที่แล้วก็ไม่เรียกร้องอะไรจากฉันเลย ฉันรู้สึกอัศจรรย์เป็นอย่างยิ่ง จึงแจ้งมาให้คุณทราบและควรจะบันทึกไว้

    พระภิกษุ ประลอง จุลมุสิก


    เรื่องที่ ๒๓

    ปีนัง

    ๑๑ มีนาคม ๒๔๙๘

    คำนับ คุณอนันต์ ที่นับถือ

    นานแล้วไม่ได้ส่งข่าวอะไรติดต่อกัน แต่ยังระลึกถึงความใจดีของคุณที่ได้ส่งพระเครื่องหลวงพ่อทวดไปให้ผมตามความประสงค์ ตั้งแต่ผมได้รับพระไว้แล้วยังไม่มีอะไรเกิดให้เป็นที่อัศจรรย์ นอกจากผมอาราธนาท่านทำน้ำมนต์และเวลาต้มยา น้ำมนต์นั้นผมได้รับรักษาคนป่วยซึ่งเป็นผู้หญิงมลายูได้ผลดีมาก เขารักษามาด้วยยาแผนใหม่มากแต่ก็ไม่หาย ผมจึงใช้ยาต้มและน้ำมนต์หลวงพ่อทวด รักษาไม่กี่วันอาการป่วยก็หายลงตามลำดับ ขณะที่ผมเขียนจดหมายนี้ เขาก็เกือบจะสบายดีอยู่แล้ว ต่อไปผมตั้งใจว่าจะรักษาคนป่วยด้วยยาสมุนไพรประกอบด้วยน้ำมนต์หลวงพ่อทวดรักษาคนไข้ต่อไป จึงแจ้งให้ทราบ

    ขอนับถืออย่างสูง
    ตันม้าขุ่น
    (เดิมเป็นชาวภูเก็ต)


    เรื่องที่ ๒๔

    เพื่อนรักของข้าพเจ้าผู้หนึ่ง (ขอสงวนนาม) ได้มาเยี่ยมข้าพเจ้าที่บ้าน ท่านผู้นี้ไม่มีความสนใจในเรื่องโชคลาภใดๆ แต่ข้าพเจ้ามีความรักและเจตนาดี จึงได้มอบพระเครื่องหลวงพ่อทวดให้ไป ๑ องค์ และกำชับว่าแม้ว่าท่านยังไม่มีความสนใจ แต่ผมขอร้องให้เชื่อผมไว้เถอะ จะไปไหนมาไหนให้ติดกระเป๋าเสื้อไว้ วันหลังจะทราบผลเอาเอง อยู่มาวันหนึ่งท่านได้พบกับข้าพเจ้าและเล่าเรื่องอัศจรรย์ที่ท่านได้ประสบโดยไม่น่าจะเป็นไปได้ คือครั้งหนึ่งท่านกลับจากจังหวัดภูเก็ตจะมาจังหวัดปัตตานีเป็นการด่วน จึงโดยสารเครื่องบินเมล์กลับมา ขณะเครื่องบินๆ มาได้ครึ่งทาง ก็ประสบกับพายุและฝนตกอย่างแรง นักบินให้สัญญาณไฟแดงแจ้งความไม่ปลอดภัย ลำเครื่องบินถูกพายุแรงโคลงตัวอย่างกับเรือถูกคลื่นใหญ่ นักบินจะนำเครื่องบินหนีพายุจึงปักหัวขึ้นสูงจะให้พ้นพายุ แต่กลับซ้ำร้ายยิ่งกว่าเดิม เพราะประสบพายุแรงยิ่งขึ้น อากาศมืดดำมองไม่เห็นทิศทางเลย ท่านวิตกและนึกถึงหลวงพ่อทวดขึ้นได้ จึงเอามือตบกระเป๋าเสื้อดูก็พบว่ามีอยู่ ท่านจึงกล่าวในใจว่า ขอให้หลวงพ่อทวดปาฏิหารย์ปัดเป่าพายุร้ายให้สงบลงเถิด ทันทีนั้นอากาศก็สว่างมองเห็นพื้นดิน ท่านจำได้ว่าเครื่องบินกำลังบินอยู่เหนืออำเภอระโนด จังหวัดสงขลานี้เอง

    ข้าพเจ้าจึงถามซักว่า ขณะที่ท่านขอให้หลวงพ่อทวดปาฏิหารย์ปัดเป่าพายุนั้นนานประมาณสูบบุหรี่หมดไปสักครึ่งมวนได้ไหม พายุจึงสงบ (ข้าพเจ้าคิดว่าสูบบุหรี่ครึ่งมวนนั้นเครื่องบินๆ เร็วอาจจะพ้นพายุได้) แต่ท่านหัวเราะแล้วตอบว่า พายุสงบทันทีนั้นเอง และท่านว่าก็เป็นที่น่าอัศจรรย์ซึ่งน่าจะเป็นไปไม่ได้ แต่ก็ได้เป็นไปแล้ว เป็นที่น่าประจักษ์

    นายอนันต์ คณานุรักษ์ บันทึกและรับรองว่าเป็นจริง


    เรื่องที่ ๒๕

    ผู้สงวนนามท่านหนึ่ง เล่าให้ข้าพเจ้าฟังว่า เมื่อท่านได้รับพระเครื่องหลวงพ่อทวดฯ ไปจากข้าพเจ้าแล้ว ท่านจะไปไหนก็พกพระใส่กระเป๋าเสื้ออยู่เสมอ ต่อมาจึงได้เลี่ยมห้อยคอเป็นประจำ ต่อมาวันหนึ่งในเดือนพฤศจิกายน ๒๔๙๘ ท่านได้ทำการประชุมอบรมลูกน้อง ขณะนั้นฝนตกหนักฟ้าก็คำรามกลบเสียงที่ท่านพูด ท่านจึงให้ลูกน้องนำรถจี๊ปเข้ามาใกล้แล้วเดินเรื่องทำไฟเข้ากับเครื่องขยายเสียง เพื่อจะได้พูดให้ดังขึ้น ขณะที่พูดไปได้สักครู่ ฟ้าก็ผ่าลงมาใกล้ๆ บริเวณนั้น กระแสไฟฟ้าได้ช๊อตเข้าเครื่องขยายเสียง และขณะนั้นท่านจับไมโครโฟนอยู่ กระแสไฟได้ช๊อตเข้าตัวท่าน ปรากฏว่าหัวใจได้หยุดเต้นไปประมาณ ๒ นาที ท่านรู้สึกว่ามีอำนาจลึกลับมาปะทะหน้าอกท่านให้มือที่จับไมโครโฟนหลุดห่างออกมาได้ ท่านรู้สึกตัวจึงตบดูที่หน้าอกก็พบพระหลวงพ่อทวดที่ห้อยคออยู่ รู้สึกขนลุกซ่าไปทั่วตัว และอาการที่ทำให้ท่านใจสั่นและอ่อนระทวยนั้นก็กลับคืนดีเป็นปกติ และได้ทำการอบรมลูกน้องจนจบ หลังจากนั้นท่านต้องรักษาตัวกับนายแพทย์ที่ปัตตานีถึงสามเดือน โรคกระทบกระเทือนของท่านที่ถูกไฟฟ้าช๊อตครั้งนั้นจึงหายเป็นปกติ ข้าพเจ้าไปเยี่ยมถึงบ้านท่าน ท่านจึงเล่าเรื่องนี้ให้ฟัง

    นายอนันต์ คณานุรักษ์ บันทึก


    เรื่องที่ ๒๖

    ครั้งที่ ๒ ซึ่งปรากฏการณ์น่าอัศจรรย์แก่ท่านผู้นี้อีก คือวันหนึ่งท่านได้เตรียมการซ้อมยิงเป้าเพื่อฝึกความแม่นยำของลูกน้อง เมื่อตั้งเป้าเสร็จท่านได้ทดลองยิงก่อนตามเคย ท่านผู้นี้แม่นปืนดีมาก แต่วันนี้ท่านยิงไปแม้แต่แผ่นเป้าก็ยิงไม่ถูก ท่านฉงนใจ คิดว่าลำกล้องปืนท่านเสีย แต่ทันทีนั้นลูกน้องที่แอบนั่งดูอยู่ก่อนแล้วเห็นปรากฏเช่นนั้น เขาดีใจมากจึงวิ่งเข้ามาหาท่านแล้วพูดขึ้นว่า ท่านยิงไม่ถูกแน่ ขอเชิญตามผมไปดู ปรากฏว่าที่หลังแผ่นเป้านั้นมีพระเครื่องหลวงพ่อทวดห้อยอยู่โดยการกระทำของลูกน้องของท่าน เพื่อพิสูจน์อภินิหารหลวงพ่อทวดฯ ท่านบอกว่าผมเห็นแล้วตกใจ ต้องก้มกราบขอขมาโทษต่อท่านหลวงพ่อทวดไปเลย

    นายอนันต์ คณานุรักษ์ บันทึก


    เรื่องที่ ๒๗

    เป็นเรื่องของท่านผู้นี้อีกเป็นครั้งที่ ๓ คือ ท่านไปประชุมราชการที่อำเภอเบตง เช้าวันหนึ่งได้มาพร้อมกันที่ร้านกาแฟซึ่งมีอยู่เช่นนี้เสมอๆ ชั่วประเดี๋ยวเดียวก็ได้รับวิทยุจากจังหวัดนราธิวาสว่า ลูกน้องของท่านทะเลาะกันและได้ใช้ระเบิดมือขว้างกันจนเกิดอันตราย ท่านรับทราบและจะขึ้นเครื่องบินเฮลีคอปเตอร์ไปทันที จึงสั่งนักบินลูกน้องให้เตรียมตัว ขณะนั้นเป็นเวลาเช้ามากสภาพของอำเภอเบตงมีหมอกลงจัดในเวลาเช้า นักบินเรียนว่าขึ้นไม่ได้ครับ หมอกหนามากไม่เห็นทางไป เกรงจะชนภูเขาซึ่งล้อมรอบอำเภอเบตง ท่านว่าอั๊วต้องไปได้ลื้อคอยดูซี ท่านพูดต่อหน้าเพื่อนชั้นหัวหน้าที่นั่งอยู่ในที่นั้น เมื่อนายสั่งนักบินก็เตรียมตัวแล้วพากันขึ้นบนอากาศ ท่านสั่งนักบินว่า ลื้อมองหาทางเห็นช่องตรงไหนให้ออกทางนั้น ท่านบอกข้าพเจ้าว่า ขณะนั้นท่านอาราธนาขอให้ท่านหลวงพ่อทวดเบิกหมอกเป็นทางให้ ชั่วประเดี๋ยวนักบินมองเห็นแสงสีขาวเป็นทางยาวคล้ายๆ แสงไฟฉายของเรือรบ ได้ฝ่าทะลุหมอกอันดำ นักบินเห็นเช่นนั้นก็เบนหัวเครื่องบินตรงออกไปตามแสงสว่างนั้น เมื่อพ้นไปแล้วได้พากันเหลียวหลังดู ปรากฏแต่ความมืดของกลุ่มหมอก ท่านจึงถามนักบินว่าถึงที่ไหน นักบินบอกว่าถนนสายเบตง-ยะลา ท่านสั่งว่าเอาลงไปได้

    เมื่อเครื่องบินลงสู่พื้นดินที่จังหวัดนราธิวาสเรียบร้อยแล้ว นักบินยังคงติดใจคำสั่งของผู้บังคับบัญชาที่สั่งว่า ให้มองหาช่องออกจากกลุ่มหมอกที่เบตง จึงเรียนถามข้อสงสัย ท่านบอกว่าอั๊วขอให้หลวงพ่อทวดช่วยปาฏิหารย์กำจัดหมอกให้แก่เรา ท่านกล่าวยืนยันกับข้าพเจ้าว่า ผมมีพระหลวงพ่อทวดเหยียบน้ำทะเลจืดไว้บูชาคุ้มครอง แม้ผมมือเปล่าก็กล้าวิ่งเข้าแย่งปืนกลมือจากพวกโจรจีนได้

    ผู้ขอสงวนนามทั้งสองท่านนี้ ข้าพเจ้าขอรับรองว่าเป็นความจริง หากท่านผู้ใดจะขอทราบนาม จดหมายถึงข้าพเจ้าได้ จะตอบให้ทราบ

    นายอนันต์ คณานุรักษ์ บันทึก


    เรื่องที่ ๒๘

    ท่านพระครูวิสัยโสภณ เจ้าอาวาสวัดช้างให้ กรุณาเล่าเรื่องให้ข้าพเจ้าบันทึก เรื่องมีอยู่ว่า

    เมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๒ วันเดือนปีจำไม่ได้ ได้มีคนไทยนับถือศาสนาอิสลามอยู่อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา ได้มาพักที่วัดพร้อมกับเพื่อนซึ่งเป็นชาวไทยพุทธ ได้เล่าเรื่องที่ตนถูกผู้อื่นอาฆาตปองร้าย และได้ขอพระเครื่องหลวงพ่อทวดฯ ไปไว้คุ้มกัน ท่านพระครูได้ให้ไว้ ๑ องค์ ต่อมาประมาณเดือนเศษ ชาวไทยอิสลามผู้นี้พร้อมด้วยเพื่อนชาวไทยพุทธและอิสลามอีกหลายคน ได้มาหาท่านพระครูที่วัดช้างให้ แล้วเขาได้เล่าให้ฟังว่า เมื่อเขาได้รับพระหลวงพ่อทวดฯ ไปไว้ประจำตัวแล้ว วันหนึ่งเขามีกิจธุระออกจากบ้านเวลาเย็น ขณะเดินผ่านทุ่งนาและเข้าป่าละเมาะ ได้มีผู้ซึ่งอาฆาตเขา ๒ คน ยืนรออยู่ พอเห็นเขาเดินมาคนร้ายทั้งสองคนได้ระดมยิงเขาทันที คนแรกยิงผ่านศีรษะ คนที่สองยิงถูกที่หน้าท้องเขาล้มลง แต่ปรากฏว่ากระสุนลูกปลายไม่เข้า มีแต่เสื้อผ้าที่สวมอยู่ขาดทะลุ ผู้ยิงเข้าใจว่าเขาตายแล้วจึงวิ่งหนีไป

    เขาลุกขึ้นตรวจดูไม่เห็นมีบาดแผลและจำคนร้ายได้ดี จึงรีบเดินทางไปแจ้งต่อกำนันพร้อมด้วยบาดแผลที่มีรอยช้ำเป็นจุดแดงๆ ที่หน้าท้อง หลายวันต่อมากำนันได้ขอร้องให้เขาเลิกอาฆาตต่อกัน เขาก็ยอมแต่ก็ยังไม่ไว้ใจคู่อริ ที่สุดกำนันได้เป็นคนประนีประนอมตกลงกันได้ และพากันขึ้นรถไฟไปสาบานตัวว่าจะไม่อาฆาตต่อกันต่อหน้าสถูปอันศักดิ์สิทธิ์ที่บรรจุอัฐิของหลวงพ่อทวดฯ ที่วัดช้างให้ เขาบอกท่านพระครูว่า นี่แหละครับพวกที่ยิงผม เขาชี้ไปยังพวกที่ดักยิงเขา พวกนั้นก็ยอมรับผิดต่อท่านพระครูและว่าต่อไปจะเลิกคิดร้ายต่อกันแล้ว

    นายอนันต์ คณานุรักษ์ บันทึก


    เรื่องที่ ๒๙

    คุณกวี จิตตกุล ตำบลนาประดู่ ได้เล่าให้ข้าพเจ้าฟังว่า เมื่อปลายเดือนมีนาคม ๒๕๐๓ มีตำรวจตระเวนชายแดนของสหพันธ์รัฐมลายา ๔ คน ในจำนวนนี้เป็นมลายู ๓ คน เป็นคนอินเดีย ๑ คน ได้มาลงรถไฟที่สถานีนาประดู่ เขาถามคุณกวีว่า วัดช้างให้ไปทางไหน คุณกวีถามเขาว่ามีธุระอะไรที่วัดหรือ เขาตอบว่าจะไปขอพระเครื่องฯ คุณกวีจึงได้ถามต่อไปอีกว่า เขารู้มาจากใครว่าวัดช้างให้มีพระเครื่องฯ

    ผู้อาวุโสในจำนวนนั้น ได้เล่าให้คุณกวีฟังว่า วันหนึ่งเพื่อนตำรวจของเขาได้เกิดปะทะยิงต่อสู้กับพวกก่อการร้ายโจรจีนด้านชายแดนไทย เพื่อนคนนั้นถูกโจรจีนยิงด้วยปืนกลล้มลงแต่ไม่ปรากฏบาดแผล เพื่อนๆ และเขาได้ถามว่า เขามีอะไรดีปืนกลจึงยิงไม่เข้า เพื่อนคนนั้นดึงพระหลวงพ่อทวดฯ ออกจากกระเป๋าเสื้อให้ดูและแจ้งว่า พระนี้ตำรวจไทยที่ชอบพอกับเขามอบให้ หลังจากนั้นมาพวกเขาทั้งสี่คนอยากจะได้พระบ้าง แต่ไม่รู้ว่าจะไปเอาที่ไหน บังเอิญวันหนึ่งพวกเขาได้พบกับตำรวจตระเวนชายแดนฝ่ายไทยจึงได้สนทนากัน และได้สอบถามถึงสถานที่ๆ แจกพระเครื่องหลวงพ่อทวดฯ ก็ได้รับคำแนะนำจากตำรวจไทยผู้นั้นโดยละเอียด จึงได้เดินทางมายังวัดช้างให้ พวกเขาทั้ง ๔ คนได้โอกาสเมื่อว่างงานจึงรีบมาทันที คุณกวีจึงแนะนำทางให้พวกเขาเดินทางจากสถานีนาประดู่และแวะทางซ้ายมือเข้าวัดช้างให้ต่อไป

    วันหลังข้าพเจ้าไปวัดช้างให้ เรียนถามท่านพระครูวิสัยโสภณว่า ผมทราบว่าตำรวจสหพันธ์รัฐมลายา ๔ คนมาหาท่านจะขอพระจริงหรือ ท่านตอบว่าได้ให้ไปแล้วคนละองค์

    นายอนันต์ คณานุรักษ์ บันทึก


    เรื่องที่ ๓๐

    วันหนึ่งเมื่อต้นเดือนมิถุนายน ๒๕๐๓ ได้มีชายผู้หนึ่งมาหาข้าพเจ้าที่บ้านข้าพเจ้า และแนะนำตัวเองว่าชื่อ สัมพันธ์ โสตะจินดา เป็นนักประพันธ์ใช้นามปากกาว่า "ลพบุรี" อยู่โรงพิมพ์นครไทย ถนนศิริอำมาตย์ พระนคร ได้มีกิจธุระไปที่อำเภอเบตง จังหวัดยะลา เขาได้ทราบข่าวเกี่ยวกับอภินิหารของพระเครื่องหลวงพ่อทวดเหยียบน้ำทะเลจืด จากเพื่อนๆ ว่าตำรวจตระเวนชายแดนจำนวน ๑๕ คน ได้ออกทำการตรวจโจรจีนในป่า โดยแยกกันเป็นหมู่ๆ ไปเป็นแนวหน้ากระดาน ขณะเดินไปในป่าเป็นเวลานาน พวกที่เดินทางริมสุดได้เดินหลงทางเฉียงเข้า เข้ามาตัดหน้าพวกที่อยู่แนวกลางแล้วได้หาที่กำบังหยุดนั่งพักอยู่ในสุมทุมพุ่มไม้ โดยมีใบไม้กำบังพอลางๆ ส่วนพวกที่อยู่แนวกลางเดินมุ่งตรงไปข้างหน้า ได้มองเห็นคนอยู่ในพุ่มไม้นั้นอยู่ลางๆ จึงได้เพ่งมองอย่างตั้งใจ เพื่อที่จะได้รีบทำลายเหล่าโจรจีนโดยเร็ว จึงได้มองเห็นเพื่อนตำรวจหมู่นั้นเป็นโจรจีนไป และได้ทำการระดมยิงด้วยปืนยิงเร็ว ๒ กระบอกประมาณ ๑๕ นัด แต่กระสุนปืนทุกๆ นัดไม่ระเบิด ฝ่ายผู้ที่ถูกยิงซึ่งนั่งอยู่ในพุ่มไม้นั้น เมื่อได้ยินเสียงดังแชะๆ ครั้งแรกเข้าใจว่าเป็นเสียงของกิ่งไม้ที่ถูกลมพัด แต่เมื่อได้ยินเสียงดังถี่ๆ ก็ลุกขึ้นชะโงกหน้าออกมาดู ฝ่ายผู้ยิงเมื่อได้เห็นหน้าชัดว่าเป็นพวกเดียวกัน ก็ตกใจถึงกับเป็นลมล้มลง เมื่อเป็นที่เข้าใจกันดีแล้วก็ถามเพื่อนว่ามีอะไรดีจึงยิงไม่ระเบิดทั้งๆ ที่ยิงตั้ง ๑๕ นัด จึงได้ช่วยกันค้นตัวตรวจดูทั่ว ก็พบว่ามีหลวงพ่อทวดเหยียบน้ำทะเลจืดอยู่ในกระเป๋าเสื้อ ๑ องค์

    ข่าวนี้คุณสัมพันธ์ว่า ทางเบตงรู้กันมาก จะปิดบังกันอย่างไรก็ปิดไม่มิด เขาอยากมีไว้บ้าง พรรคพวกจึงแนะนำให้เดินทางมาขอจากข้าพเจ้า และได้ให้ไว้ ๑ องค์ หลังจากนั้นมา ข้าราชการอำเภอเบตงได้มาขออีก ๓ คน ได้เล่าเรื่องนี้ให้ข้าพเจ้าทราบและบันทึกไว้ ต่อมาประมาณ ๑๐ วัน ข้าราชการชั้นหัวหน้าแผนก ๑ คน เป็นผู้ที่รักใคร่ชอบพอกับข้าพเจ้า ได้มาเล่าเรื่องนี้ให้ข้าพเจ้าฟังที่บ้าน ท่านว่าเป็นเรื่องอภินิหารของหลวงพ่อทวดฯ ขณะนี้ชาวอำเภอเบตงเลื่อมใสกันมากยิ่งขึ้น

    นายอนันต์ คณานุรักษ์ บันทึก


    เรื่องที่ ๓๑

    ท่านพระครูวิสัยโสภณ เจ้าอาวาสวัดช้างให้ ได้เล่าเรื่องอภินิหารหลวงพ่อทวดฯ ทางเสดาะให้ฟังว่า

    วันหนึ่งชาวอำเภอปะนาเระ จ.ปัตตานี ได้มาหาท่านที่วัด ประมาณ ๑๐ คน เขาพากันมาแก้บนหลวงพ่อทวดฯ ที่สถูปหน้าวัดและขอพระ พวกเหล่านั้นเล่าให้ท่านฟังว่า วันหนึ่งชายที่มาในพวกนี้คนหนึ่งได้ไปวิดน้ำเพื่อจับปลาน้ำจืด เมื่อน้ำแห้งแล้วชายคนนั้นก็ได้ลงไปจับปลาได้มาตัวหนึ่ง เขาจึงเอาปลาตัวนั้นเข้าปากคาบเอาไว้ เพื่อจะจับปลาตัวอื่นๆ ต่อไป แต่ปลาตัวนั้นเกิดดิ้นหลุดเข้าไปในปากและติดอยู่ที่คอจะเอาออกก็ไม่ได้ เพื่อนๆ ก็ไม่สามารถช่วยเหลือได้ ทำเอาชายผู้นั้นต้องทรมานอยู่หลายวันเกือบเสียชีวิต ยิ่งนานวันปลาหมอตัวนั้นตายและส่งกลิ่นเน่าเหม็นอย่างแรง ผู้ที่ได้เยี่ยมก็ไม่สามารถนั่งอยู่ได้เพราะความเหม็น ถึงวันที่ ๕ มีเพื่อนต่างตำบลมาเยี่ยม และได้บอกถึงความศักดิ์สิทธิ์ของหลวงพ่อทวดฯ ในทางใช้ทำน้ำมนต์เสดาะ จึงได้ให้ญาติของผู้ป่วยจัดการขอน้ำมนต์ โดยเอาพระเครื่องหลวงพ่อทวดฯ แช่ลงไปในน้ำแล้วกล่าวคำบนบานขึ้นให้ท่านช่วย แล้วจึงเอาน้ำมนต์รดลงบนศีรษะและหยอดเข้าไปในปาก ต่อมาชั่วครู่ คนป่วยเกิดมีอาการไอและจามอย่างแรง ปลาหมอที่ติดอยู่ในคอจึงหลุดออกมาทันที ทุกๆ คนซึ่งอยู่ในที่นั้นเห็นเป็นที่อัศจรรย์ในอภินิหารของหลวงพ่อทวดฯ ยิ่งนัก

    เมื่อคนป่วยสบายดีมีกำลังแล้ว เขาพร้อมด้วยญาติพี่น้องและเพื่อนๆ จึงได้เหมารถยนต์มาแก้บนดังที่ได้กล่าวมาแล้ว และขอหลวงพ่อทวดฯ กลับไปคนละองค์

    นายอนันต์ คณานุรักษ์ บันทึก



    เรื่องที่ ๓๒

    อำเภอสุไหงปาดี

    ๙ มิถุนายน ๒๕๐๓

    เรียน คุณอนันต์ ที่เคารพ

    ผมย้ายจากจังหวัดนราธิวาสมาอยู่อำเภอสุไหงปาดี เมื่อผมได้มาอยู่ใหม่ๆ ได้ฟังใครๆ เขาเล่าลือกันว่าหลวงพ่อทวดฯ วัดช้างให้ มีความศักดิ์สิทธิ์ยิ่งนัก เป็นที่นิยมแพร่หลายกันมาก แต่บางคนก็ไม่มีโอกาสไปขอจากวัด แต่ก่อนผมเคยไปรับราชการอยู่ที่อำเภอโคกโพธิ์ ซึ่งนับว่าได้อยู่ใกล้กับวัดช้างให้ ทั้งผมก็เป็นศิษย์ของหลวงพ่อทวดอยู่ด้วย อยู่มาวันหนึ่งในเดือนตุลาคม ๒๕๐๒ คุณสมศรี ภรรยาของปลัดเปลื่อง เลิศแก้ว ซึ่งเป็นปลัดอำเภออยู่ที่อำเภอสุไหงปาดี เกิดมีความเลื่อมใสอยากจะได้พระเครื่องหลวงพ่อทวดฯ ไว้เลี่ยมห้อยคอสัก ๑ องค์ ความจริงแกก็มีพระเครื่องหลวงพ่อทวดฯ แบบบูชาอยู่แล้ว แต่อยากได้พระเครื่องอีก แกจึงขอร้องให้ผมนำไปขอจากวัดช้างให้ แต่ผมยังไม่มีเวลาว่าง จึงผลัดวันประกันพรุ่งเรื่อยมา ต่อมาจนถึงเดือนธันวาคมในปีเดียวกัน วันหนึ่งแกได้วิ่งเอะอะมาจากบ้านและในมือกำของอย่างหนึ่งไว้ เมื่อพบผมแล้วแกก็บอกว่า "ไม่ต้องไปวัดช้างให้แล้ว" พลางแบมือให้ผมดูก็เห็นพระเครื่องหลวงพ่อทวดฯ วางอยู่ในมือ แกเล่าให้ผมฟังว่าพระเครื่ององค์นี้ไม่ทราบมาจากไหน ได้ตั้งอยู่บนหิ้งพระภายในบ้านของแก ผมสังเกตเห็นแกดีใจมาก ใครๆ ซึ่งอยู่ในที่นั้นลงความเห็นกันว่าคงจะเป็นอภินิหารของหลวงพ่อทวดฯ ปาฏิหารย์มาให้แกบูชาไว้เป็นแน่ เพราะแกมีเจตนาอันแรงกล้าปรารถนาจะรับท่านไว้บูชา

    ต่อจากนั้นมาเมื่อเดือนเมษายน ๒๕๐๓ เด็กชายตี๋ บุตรคนเล็กของคุณสมศรีฯ อายุ ๗ ขวบ ได้รับทานอาหารเช้าบังเอิญกระดูกไก่ติดคอหุบปากไม่ได้ กลืนน้ำลายก็ไม่ได้ บิดาจึงพาไปหานายแพทย์เพื่อจะให้จัดการคีบเอาออก แต่นายแพทย์ไม่สามารถคีบให้ได้เพราะกระดูกไก่ติดอยู่ลึกมากมองไม่เห็น จึงต้องนำลูกกลับบ้าน เมื่อผมทราบได้ไปเยี่ยมที่บ้านและแนะนำให้แกจัดการบูชาขอน้ำมนต์ของหลวงพ่อทวดฯ แกก็ได้กระทำตาม แล้วเอาน้ำมนต์นั้นให้ลูกชายดื่มทีละหยดๆ เพราะดื่มมากไม่ได้พร้อมกับรดศีรษะให้ด้วย

    ปรากฏว่าอีก ๑ ชั่วโมงต่อมา เด็กนั้นก็หุบปากและกลืนน้ำลายได้เป็นปกติ ผมเห็นว่าเนื่องจากอภินิหารของหลวงพ่อทวดฯ ประสิทธิ์และขลังเป็นที่ประจักษ์เช่นนี้ จึงเล่ามาให้คุณทราบ

    ด้วยความนับถือ
    นายสงวน รัตนอุดม





    2
    ประวัติชาลส์ เดอโกลล์

    จากหนังสือหัวเตียง ของ วิลาศ มณีวัต หน้า 28-33

    เมื่อเดือนก่อนมีนักเขียนชาวฝรั่งเศสคนหนึ่งแวะมาหาผมที่สำนักงาน "สตูดิโอ เท็น" ถนนอรรถการประสิทธิ์ ตอนนั้นสิบโมงเช้าแล้ว ผมกำลังนั่งดูเพื่อนฝูงเขาตัดต่อภาพยนตร์สารคดีท่องเที่ยว ชุด "ชีพจรลงเท้า" อยู่

    นักเขียนชาวฝรั่งเศสผู้นั้นยังหนุ่มอยู่ หน้าตาหล่อเหลาเล่นหนังได้สบาย พอเขายื่นนามบัตรให้ผมก็นึกออกว่าเป็นใคร เพราะหลานผมซึ่งกำลังเรียนอยู่ที่ปารีสได้มีจดหมายฝากฝังมาก่อนแล้วว่าถ้าเจ้าหนุ่มคนนี้โต๋เต๋มาถึงบางกอกละก็ ขอให้ผมช่วยรับรองหน่อยเพราะเขามีบุญคุณเคยช่วยเหลืออุปการะหลานผมมากในปารีส

    นักเขียนชาวฝรั่งเศสผู้นี้กำลังเขียนประวัติชาลส์ เดอโกลล์ ผู้นำคนสำคัญของฝรั่งเศส วิธีเขียนหนังสือของฝรั่งเศสนั้นเขาใช้เวลาค้นคว้ามาก อ่านหนังสือกันเป็นตั้งๆ เท่านั้นยังไม่พอ ต้องออกเที่ยวสัมภาษณ์ใครต่อใครให้ยุ่งไปหมด แล้วเอาเรื่องราวทั้งหมดมาประติดประต่อกันเข้า ภายหลังจากที่ได้สอบถามแล้วว่า เรื่องเล่าเหล่านั้นเชื่อถือได้

    เขาบอกว่า จากการสัมภาษณ์คนสนิทของนายพลเดอโกลล์ เขาได้ทราบว่า เมืองไทยมีพระดีอยู่องค์หนึ่ง และตอนที่เดอโกลล์ถูกยิงด้วยปืนกลกระสุนปืนกลถูกรถพรุนไปทั้งคัน แต่เดอโกลล์ก็รอดตายมาได้อย่างมหัศจรรย์

    "ภริยาของเดอโกลล์เชื่อว่า เดอโกลล์รอดตายครั้งนั้นเพราะพระผู้มีอภินิหารยิ่งใหญ่ในเมืองไทยได้เสด็จไปช่วยชีวิตไว้" เขาบอก

    นักเขียนฝรั่งเศสคนนี้เขาเล่าต่อไปว่า เขาเองไม่เชื่อในเรื่องอภินิหารและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ แต่ก็มีใจกว้างยินดีที่จะรับฟัง เขาจึงได้ไปที่สถานเอกอัครราชทูตไทยในปารีส สอบถามคนไทยที่นั่นว่าเคยได้ยินเรื่องพระไทยสำแดงอิทธิฤทธิ์ไปช่วยชีวิตประธานาธิบดีเดอโกลล์หรือเปล่า

    ไปถามทีแรกไม่มีใครรู้เรื่อง
    เขาจึงไปอีกหนหนึ่ง คราวนี้พบผู้หญิงไทย เธอคงจะเชื่อในเรื่องสิ่งศักดิ์สิทธิ์ จึงบอกกับเขาว่า "พระที่มีอภินิหารองค์นี้ชื่อหลวงพ่อเทิด อยู่ทางส่วนใต้ของประเทศไทย" นี่เป็นคำเล่าของนักเขียนฝรั่งเศส

    ผมฟังแล้วก็รู้ทันทีว่า เขาจำชื่อผิด ที่ถูกควรจะเป็นหลวงพ่อทวด วัดช้างให้ ปัตตานี ผมเป็นลูกปักษ์ใต้ผมทราบดี

    นักเขียนคนนี้อุตส่าห์บินมาเมืองไทย ก็เพื่อจะถ่ายภาพหลวงพ่อทวดเอาไปลงประกอบในหนังสือประวัติเดอโกลล์ที่เขาเขียนจวนจะเสร็จแล้ว

    ผมบอกว่าหลวงพ่อทวดมรณภาพไปนานแล้ว เวลานี้มีแต่พระเครื่อง ถ้าจะถ่ายรูปก็ต้องถ่ายพระเครื่อง ซึ่งคนไทยนับถือกันว่าศักดิ์สิทธิ์มาก เคยช่วยชีวิตคนมามากแล้ว

    แต่บอกตรงๆ ผมก็สงสัยเหมือนกันว่าหลวงพ่อทวดรู้จักนายพลเดอโกลล์ได้อย่างไร

    คุยกันอยู่ครู่ใหญ่ๆ หมดน้ำชาไปกาหนึ่ง นักเขียนฝรั่งเศสบอกว่าไหนๆ ก็มาแล้ว จะขอเดินทางไปปัตตานี ไปถ่ายภาพวัดช้างให้ และจะสัมภาษณ์พระในวัดหรือชาวบ้านบางคนด้วย

    "มันเป็นเรื่องน่าสนใจ" เขาว่า "คนฝรั่งเศสเองที่เชื่อในเรื่องของอภินิหารและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ก็มีอยู่เป็นจำนวนไม่น้อย"

    ก็เลยผมต้องพาเขาไปปัตตานี

    ไปเจอะเอาเพื่อนจุฬาฯ รุ่นก่อนผมปีหนึ่ง เขาเคารพนับถือสมเด็จหลวงพ่อทวดมาก เขาจึงให้หนังสือเล่มเล็กๆ ผมมาเล่มหนึ่งชื่อ"อภินิหารสมเด็จหลวงพ่อทวด" ผมจึงได้แปลพอเป็นเลาๆ ให้นักเขียนฝรั่งเศสฟังว่า

    ในราว พ.ศ. ๒๕๐๔ หรือ ๒๕๐๕ นี่แหละ ได้มีการปลุกเสกสมเด็จหลวงพ่อทวดฯ ทางวัดได้ส่งพระเครื่องจำนวนหนึ่ง มาให้จอมพลสฤษฎ์ ธนะรัชต์ เพื่อแจกจ่ายให้แก่นายทหารใกล้ชิดบางคน

    ในจำนวนนายทหารไม่กี่คนที่ได้รับแจกพระเครื่องสมเด็จหลวงพ่อทวดฯ นี้ มีพลโทอำนวย ชัยโรจน์ ทูตทหารบกประจำฝรั่งเศสรวมอยู่ด้วยคนหนึ่ง พลโทอำนวย ชัยโรจน์ได้รับแจกไปสององค์ ก็เลยได้นำติดตัวไปฝรั่งเศสด้วย

    ระหว่างอยู่ที่ปารีส ทูตทหารบกประจำฝรั่งเศสผู้นี้ได้เข้าพบประธานาธิบดีเดอโกลล์ และเนื่องจากมีความนิยมในตัวของเดอโกลล์อยู่แล้ว จึงได้มอบพระเครื่องสมเด็จหลวงพ่อทวดฯ ให้แก่ประธานาธิบดีฝรั่งเศสไปองค์หนึ่ง พร้อมกับอธิบายให้เดอโกลล์ฟังถึงความศักดิ์สิทธิ์ของหลวงพ่อทวดว่า ถ้าอาราธนานึกถึงด้วยความเคารพละก็ อาจสามารถเสด็จไปช่วยได้เวลามีภัยมาถึงตัว ถึงอยู่ฝรั่งเศสก็เสด็จไปถึงได้ เพราะในโลกแห่งความศักดิ์สิทธิ์นั้น ลัดนิ้วมือเดียวกะพริบตาทีเดียวก็ไปถึงฝรั่งเศสแล้ว

    เมื่อได้พระสมเด็จหลวงพ่อทวดฯ ไปแล้ว ประธานาธิบดีเดอโกลล์ก็พกติดตัวไปด้วยทุกหนทุกแห่ง

    ผมปะติดปะต่อเรื่องเอาเองได้ความว่า ต่อจากนั้นไม่กี่เดือนก็เกิดเหตุการณ์ระทึกใจ กล่าวคือ

    เดอโกลล์ผู้เข้มแข็งได้ถูกพวกใต้ดินคณะหนึ่งระดมยิงด้วยปืนกลในระหว่างที่อยู่ในรถยนต์กับภริยาในกรุงปารีส เป็นที่น่าหวาดเสียวอย่างยิ่ง กระสุนปืนกลถูกรถพรุนไปทั้งคัน การยิงก็อยู่ในระยะกระชั้นชิดมาก แต่ประธานาธิบดีฝรั่งเศสก็รอดชีวิตมาได้อย่างปาฏิหาริย์

    เดอโกลล์เงียบ.....ไม่ได้วิจารณ์

    แต่ภริยาของท่าน บอกกับเลขานุการว่า เธอเชื่อเหลือเกินว่าสามีรอดตายเพราะสมเด็จหลวงพ่อทวดฯ ได้เสด็จไปช่วยชีวิตไว้เพราะเธอเป็นคนอธิษฐาน พอได้ยินเสียงรัวปืนกลเธอก็นึกขอให้พระเสด็จไปช่วย

    นักเขียนฝรั่งเศสได้สัมภาษณ์พระที่วัดช้างให้ และสัมภาษณ์ชาวบ้านอีกสองสามคน

    ผมส่งเขาขึ้นเครื่องบินกลับปารีสไปแล้ว

    ปลายปีนี้หนังสือประวัติเดอโกลล์ของเขาก็คงจะออกวางจำหน่าย เขารับปากเป็นมั่นเป็นเหมาะว่าจะต้องส่งมาให้ผมหนึ่งเล่ม

    เรื่องของอภินิหารแบบนี้ ท่านผู้อ่านหลายท่านคงจะไม่เชื่อ

    ผมเองเมื่อหนุ่มๆ ก็ไม่ค่อยจะเชื่อหรอก แต่พอหนุ่มน้อยลงก็เริ่มจะเชื่อเข้าบ้างแล้ว

    เมื่อเชื่อแล้วก็ไม่อยากทำบาปเห็นใครทำบาปก็ให้นึกสงสาร

    ใครด่าทีสองที.....เริ่มจะไม่โกรธ มีแต่สงสารและเมตตา

    .........

    ที่มา��С�Ť�ҹ��ѡ�� ���ҷ��ǧ����稡Ԩ�èҧ�ҧ
     
  2. Golfito

    Golfito สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    29 ตุลาคม 2016
    โพสต์:
    27
    ค่าพลัง:
    +10
    ประวัติหลวงพ่อทวด วัดช้างให้ เหยียบน้ำทะเลจืด จังหวัดปัตตานี
    เรื่องราวประวัติของ "หลวงพ่อทวด วัดช้างให้" นั้นเป็นเรื่องราวตามตำนาน กล่าวเล่าสืบต่อกันมาบางตำนานบางตอนของ ประวัติหลวงพ่อทวดผู้เล่าก็อาจเสริมเพิ่มเติมกันไปบ้างเกี่ยวกับเรื่องราวอภินิหารต่างๆ แต่ก็ถือว่ามีเค้าเรื่องจริงเป็นแก่นแท้อยู่ หลวงพ่อทวด เหยียบน้ำทะเลจืด เป็นบุคคลที่มีตัวตนจริงๆ เรื่องราวต่างๆ ซึ่งได้รวบรวมจากหนังสืออ้างอิงหลายเล่มทั้งที่เป็นตำนานหลักฐานทางประวัติศาสตร์ หนังสือ"ประวัติหลวงพ่อทวด วัดช้างไห้"และเอกสารต่างๆ
    พระเครื่องของ หลวงพ่อทวด ถึงแม้ว่าท่านไม่ได้สร้างเองแต่ในความศักดิ์สิทธิ์นั้น คงไม่มีใครจะปฏิเสธได้ ความนิยมในวัตถุมงคลหรือ พระเครื่อง หลวงปู่ทวด วัดช้างให้ นั้นถือว่าเป็นอมตะควบคู่ไปกับตำนานเล่าขานสืบต่อกันไป ประวัติหลวงปู่ทวด วัดช้างให้ ซึ่งผู้สร้างตำนานแห่งความศักดิ์สิทธิ์ คือ พระอาจารย์ทิม ธมฺมธโร(พระครูวิสัยโสภณ)
    ประวัติวัดราษฎร์บูรณะ (วัดช้างให้)
    วัดราษฎร์บูรณะ หรือวัดช้างให้ ตั้งอยู่ที่ตำบลควนโนรี อำเภอโคกโพธิ์ จังหวัดปัตตานี ชิดกับทางรถไฟสายใต้ (ระหว่างหาดใหญ่-ไปยะลา) วัดช้างให้สร้างขึ้นเมื่อใด ใครเป็นคนสร้างครั้งแรกก็ยังหาหลักฐานแน่นอนไม่ได้ มากนัก ก็พอจะอ้างอิงตามหนังสือตำนานเมืองปัตตานีได้บ้าง ซึ่งหนังสือตำนานเมืองปัตตานีรวบรวมโดย พระศรีบุรีรัฐพิพิธ (สิทธิ์ ณ สงขลา) ดังบทความตอนหนึ่งว่า

    สมัยพระยาแก้มดำ เจ้าเมืองไทรบุรี ปรารถนาต้องการจะหาที่ เพื่อที่จะสร้างเมืองให้ “เจ๊ะสิตี”น้องสาวครอบครอง เมื่อโหรหาฤกษ์ยามดีได้เวลา ท่านเจ้าเมืองก็เสี่ยงสัตย์อธิฐานปล่อยช้างตัวสำคัญคู่บ้านคู่เมืองออกเดิน ป่าหรือเรียกว่า “ช้างอุปการ” เพื่อหาที่ชัยภูมิดีสร้างเมือง ท่านเจ้าเมืองก็ยกพลบริวารเดินตามหลังช้างนั้นไปเป็นเวลาหลายวัน วันหนึ่งช้างได้เดินไปหยุดอยู่ ณ ที่ป่าแห่งหนึ่ง(ที่วัดช้างให้เวลานี้) แล้วเดินวนเวียนร้องขึ้น 3 ครั้งพระยาแก้มดำถือเป็นนิมิตที่ดีจะสร้างเมือง ณ ที่ตรงนี้ แต่น้องสาวตรวจดูแล้วไม่ชอบ พี่ชายก็อธิษฐานให้ช้างดำเนินหาที่ใหม่ต่อไป ได้เดินรอนแรมหลายวัน เวลาตกเย็นวันหนึ่งก็หยุดพักพลบริวารน้อง สาวถือโอกาสออกจากที่พักเดินเล่น บังเอิญขณะนั้นมีกระจงสีขาวผ่องตัวหนึ่ง วิ่งผ่านหน้านางไปนางอยากจะได้กระจงขาวตัวนั้น จึงชวนพวกพี่เลี้ยงวิ่งไล่ล้อมจับ กระจงตัวนั้นได้วิ่งวกไปเวียนมาบนหาดทรายอันขาวสะอาดริมทะเล ( คือตำบล กือเซะเวลานี้ ) ทันใดนั้น กระจงก็ได้อันตรธานหายไป นางเจ๊ะสิตี รู้สึกชอบที่ตรงนี้มากจึงขอให้พี่ชายสร้างเมืองให้ เมื่อพระยาแก้มดำปลูกสร้างเมืองให้น้องสาว และมอบพลบริวารให้ไว้พอสมควรเรียบร้อยแล้ว ก็ให้ชื่อเมืองนี้ว่า “เมืองปะตานี” ( ปัตตานี ) ขณะนั้นพระยาแก้มดำเดินทางกลับมาถึงภูมิประเทศที่ช้างบอกให้ครั้งแรก ก็รู้สึกเสียดายสถานที่ จึงตกลงใจหยุดพักแรมทำการแผ้วถางป่า และปลูกสร้างขึ้นเป็นวัดให้ชื่อว่า “วัดช้างให้” มาจนบัดนี้ ต่อมาพระยาแก้มดำ ก็ได้มอบถวายวัดช้างให้ แก่ “ท่านลังกา”ครอบครอง พระภิกษุชราองค์นี้ท่านอยู่เมืองไทรบุรีเขาเรียกว่าท่านลังกาเมื่อท่านมา อยู่วัดช้างให้ชาวบ้านเรียกว่าท่านช้างให้เป็นเช่นนี้ตลอดมา

    สมัยโบราณนั้น คนมลายูนับถือศาสนาพุทธ พระยาแก้มดำคนมลายูจึงได้สร้างวัดช้างให้ขึ้น อ้างตามหนังสือของพระยารัตนภักดี เรื่องปัญหาดินแดนไทยกับมลายู หน้า 8 บรรทัด 16 ในหนังสืออิงตามประวัติศาสตร์ว่า พ.ศ.1300 กษัตริย์ครองกรุงศรีวิชัยแห่งปาเล็มบัง มีอานุภาพแผ่ไพศาลอาณาเขตเข้ามาถึงแหลมมลายู และได้ก่อสร้างสถานที่สำคัญทางพุทธศาสนาไว้หลายแห่ง มีผู้พบศิลาจารึกแผ่นหนึ่งที่ นครศรีธรรมราช บันทึกว่า เมื่อพ.ศ.1318 เจ้าเมืองศรีวิชัย ได้มาก่อสร้างพระเจดีย์ที่นครศรีธรรมราชและที่สำคัญอีกแห่งคือ พระพุทธไสยาสน์ในถ้ำที่ภูเขา (วัดหน้าถ้ำ) ตำบลหน้าถ้ำ อำเภอเมืองยะลา จังหวัดยะลา คาดว่าสร้างเมื่อสมัยกรุงศรีวิชัย ระหว่างพ.ศ.1318-1400 ต่อมามีการปฎิสังขรณ์เพิ่มเติมตามที่เห็นในปัจจุบัน ขณะที่ท่านลังกา"หลวงพ่อทวด"พำนักอยู่ที่วัดในเมืองไทรบุรีวันหนึ่งอุบาสก อุบาสิกา และลูกศิษย์อยู่พร้อมหน้าท่านได้พูดขึ้นในกลางชุมนุมนั้นว่า ถ้าท่านมรณภาพเมื่อใดขอให้ช่วยกันจัดการหามศพไปทำการฌาปนกิจ ณ วัดช้างให้ด้วย และขณะหามศพพักแรมนั้น ณ ที่ใดน้ำเน่าไหลลงสู่พื้นดินที่ตรงนั้นจงเอาเสาไม้แก่นปักหมายไว้ต่อไปข้าง หน้าจะเป็นที่ศักดิ์สิทธิ์ อยู่มาไม่นานท่านก็ได้มรณภาพลงด้วยโรคชราคณะศิษย์ผู้เคารพในตัวท่านก็ได้ จัดการตามที่ท่านสั่งโดยพร้อมเพรียงกันเมื่อทำการฌาปณกิจศพท่านเรียบร้อย เมื่อ พ.ศ.2501 พระครูวิสัยโสภณ ได้เดินทางไปบูชามาแล้วทุกสถานที่ แต่ละสถานที่ก็มีสภาพเหมือนสถูปที่บรรจุอัฐิหลวงพ่อทวดที่วัดช้างให้เมื่อครั้งยังไม่ได้ตบแต่งสร้างใหม่สอบถามชาวบ้านแถบๆนั้นดู ต่างก็เล่นถึงเรื่องราวที่สืบทอดต่อกันมาให้อาจารย์ทิมและคณะฟังว่าเป็นสถานที่ตั้งศพหลวงพ่อทวด เมื่อมาพักแรมมีน้ำเหลืองหยดตกลงพื้นก็เอาไม้ปักทำเครื่องหมายไว้ บางแห่งก็ก่อสร้างเป็นสถูปเจดีย์ก็มี แล้วคณะศิษย์ผู้ไปส่งได้ขอแบ่งเอาอัฐิของท่านแต่ส่วนน้อยนำกลับไปทำสถูปที่ วัด ณ เมืองไทรบุรีไว้เป็นที่เคารพบูชาตลอดจนบัดนี้สมเด็จเจ้าพะโคะกับท่านช้างให้ หรือ"หลวงพ่อทวดเหยียบน้ำทะเลจืด" นี้สมัยท่านยังมีชีวิตมีชื่อที่ใช้เรียกท่าน หลายชื่อเช่น พระราชมุนีสามีรามคุณูปมาจารย์ ท่านลังกา และท่านช้างให้ แต่เมื่อท่านมรณภาพแล้วเรียกเขื่อนหรือสถูปศักดิ์สิทธิ์ที่บรรจุอัฐิของท่าน ว่า “เขื่อนท่านช้างให้” เขื่อน หลวงพ่อทวด เหยียบน้ำทะเลจืด (คำว่าเขื่อนเป็นภาษพื้นเมืองทางใต้ หมายถึงสถูปที่บรรจุอัฐิของท่านผู้มีบุญนั่นเอง) เมื่อ พ.ศ. 2480 พระครูมนูญสมณการ วัดลานุภาพ ได้ชวนชาวบ้านช้างให้และใกล้เคียงไปทำการแผ้วถางวัดร้างแห่งนี้ โดยจัดบูรณะให้เป็นวัดมีพระสงฆ์เข้าจำพรรษาและในปีนั้นเอง ได้ให้พระภิกษุช่วงมาอยู่ก็ได้มีการจัดสร้างถาวรวัตถุ ขึ้น เช่นศาลาการเปรียญ และกฏิ2-3หลัง ครั้งต่อมาเมื่อ พ.ศ. 2484 พระภิกษุช่วงก็ได้ลาสิกขาบท วัดช้างให้จึงขาดเจ้าอาวาสและผู้นำลง พระครูภัทรกรณ์โกวิท เจ้าอาวาสวัดนาประดู่ จึงได้ให้พระภิกษุทิม (พระครูวิสัยโสภณ) ไปเป็นเจ้าอาวาสวัดช้างให้ตามที่ชาวบ้านขอมา พระภิกษุทิม ได้ย้ายไปอยู่วัดช้างให้ เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ.2484 ตรงกับวันอังคาร ขึ้น15ค่ำเดือน8 พระภิกษุทิม มาอยู่วัดช้างให้ตอนแรก ก็ไปๆมาๆอยู่กับวัดนาประดู่ กลางวันต้องไปสอนนักธรรมวัดนาประดู่
    สถูปบรรจุอัฐิ"หลวงพ่อทวด"นั้น พระครูวิสัยโสภณ และพระครูธรรมกิจโกศล (พระอาจารย์นอง วัดทรายขาว) ได้ปรึกษาหารือกันตกลงให้รื้อขุดของเก่าขึ้นมาเพื่อสร้างใหม่ แต่เมื่อขุดลงไปก็ได้พบหม้อทองเหลืองและมีอัฐิหลวงพ่อทวดห่อผ้าอยู่ในหม้อทองเหลืองอีกชั้นหนึ่ง หม้อทองเหลืองได้ผุเปื่อย ไม่กล้าเอามือจับต้องเพราะเกรงสภาพจะผิดเปลี่ยนไปจากสภาพเดิม จึงได้จัดสร้างสถูปสวมครอบลงบนสถูปเดิม ซึ่งปรากฏตามที่เห็นมาในปัจจุบัน วัดช้างให้ มีชื่อเต็ม ๆ ว่า วัดราษฎร์บูรณะ อยู่ที่ ตำบลควนโนรี อำเภอโคกโพธิ์ จังหวัดปัตตานี ห่างจากปัตตานีประมาณ 26 กิโลเมตร ห่างจากกรุงเทพฯประมาณ 1,032 กิโลเมตร ไดรับพระราชทานวิสุงคามสีมาเมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2500 ตามพระราชกิจจานุเบกษาเล่ม 74 ตอน 15 หน้า 451 - 252 เขตวิสุงคามสีมายาว 80 เมตร กว้าง 40 เมตร ทำพิธีผูกพัทธสีมาเมื่อ วันเสาร์ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2501 ตรงกับวันขึ้น 13 ค่ำ มีที่ดินที่ตั้งวัดเป็นเนื้อที่จำนวน 12 ไร่ ตามหนังสือแสดงกรรมสิทธิ์ที่ดิน ส.ค. 1 เลขที่ 334/2498
    ประวัติหลวงปู่ทวด ในหนังสือหลวงพ่อทวดของ สมพงษ์ หนูรักษ์ว่า กล่าวว่า
    1. ท่านลังกา องค์ท่านดำ ไม่ทราบชื่อเดิม ภูมิลำเนาเดิมที่ใดเป็นเพียงขนานนาม
    2. หลวงพ่อสี
    3. หลวงพ่อทอง
    4. หลวงพ่อจันทร์
    5. หลวงพ่อทิม (อาจารย์ทิม ธมฺมธโร) หรือพระครูวิสัยโสภณ ๑ ตำนานที่เล่าขานสืบต่อมาจากคนเฒ่าคนแก่บอกว่าวัดช้างให้หมายความว่าที่ดิน วัดนี้ ช้างบอกให้ เป็นวัดโบราณแห่งหนึ่ง มีอายุประมาณ ๔๐๐ กว่าปี มีเจ้าอาวาสปกครองวัดดังนี้
    1. สมเด็จหลวงพ่อทวดเหยียบน้ำทะเลจืด ไม่สามารถระบุปีพุทธศักราชได้
    2. พระช่วง พ.ศ. 2480 ถึง พ.ศ. 2483
    3. พระครูวิสัยโสภณ (ทิม ธมฺมธโร) พ.ศ. 2483 ถึง พ.ศ. 2512
    4. พระครูใบฎีกาขาว ธมฺมรกฺขิโต พ.ศ. 2513 ถึง พ.ศ. 2521
    5. พระไพศาลสิริวัฒน์ (สวัสดิ์ อรุโณ) พ.ศ. 2521 ถึง 2543
    6. พระครูปริยัติกิจโสภณ (สายันต์ จนฺทสโร) พ.ศ. 2543 ถึงปัจจุบัน
    ประวัติพระครูวิสัยโสภณ(อาจารย์ทิม)
    พระครูวิสัยโสภณ นามเดิมชื่อ ทิม นามสกุล พรหมประดู่ เกิดวันที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2455 ปีชวด ณ บ้านนาประดู่ ตำบลนาประดู่ อำเภอโคกโพธิ์ จังหวัดปัตตานี เป็นบุตรของ นายอินทอง นางนุ่ม พรหมประดู่ มีพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน6คน
    1.นายเพิ่ม พรหมประดู่
    2.พระครูวิสัยโสภณทิม (ทิม พรหมประดู่)
    3.ด.ช.แว้ง พรหมประดู่ (ถึงแก่กรรมแล้ว)
    4.พระครูใบฎีกาขาว
    5.ด.ญ.แจ้ง พรหมประดู่ (ถึงแก่กรรมแล้ว)
    6.นายเคี่ยม พรหมประดู่
    การศึกษาเมื่อปฐมวัย เมื่ออายุได้ 9ปี บิดามารดาได้นำไปฝากให้อยู่กับพระครูภัทรกรณ์โกวิท(เมื่อยังเป็น พระภิกษุแดง ธมมโชโต) เจ้าอาวาสวัดนาประดู่ ซึ่งเป็นวัดใกล้บ้านเพื่อให้เรียนหนังสือ และได้เข้าเรียนทีโรงเรียนวัดนาประดู่ เรียนได้เพียง ป.3 แล้วออกจากโรงเรียน แต่ก็ยังอยู่กับพระภิกษุแดง เรียนหนังสือสวดมนต์
    เมื่ออายุได้18ปี ได้อุปสมบท ณ พัทธสีมา วัดนาประดู่ ตำบลนาประดู่ อำเภอโคกโพธิ์ จังหวัดปัตตานี เมื่อวันที่ 7มิถุนายน 2476
    พระครูพิบูลย์สมณวัตร เจ้าคณะใหญ่เมืองหนองจิก วัดมุจลินทวาปีวิหาร เป็นพระอุปัชฌาย์
    พระอธิการพุฒ ติสสโร เป็นพระกรรมวาจาจารย์
    พระอธิการแก้ว เป็นอนุสาวนาจารย์
    เมื่ออุปสมบทแล้วได้จำพรรษาอยู่ที่วัดนาประดู่ 2พรรษา แล้วยังไปอยุ่สำนักวัดมุจลินทวาปีวิหาร เพื่อศึกษาพระปริยัติธรรม ครั้นต่อมาได้กลับมาเป็นครูสอนพระปริยัติธรรมวัดนาประดู่ ในระหว่างที่เป็นครูสอนนั้น ได้จัดการสร้างกุฏิขึ้น 1หลัง โดยร่วมกันสร้างกับพระภิกษุนอง ธมมภูโต(อาจารย์นอง วัดทรายขาว)
    วิทยฐานะในทางพระ สอบนักธรรมชั้นเอกได้ในสนามหลวงวัดพลานุภาพ จังหวัดปัตตานี เมื่อ พ.ศ.2487 ย้ายไปเป็นเจ้าอาวาสวัดช้างให้ เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2484 ขึ้น 15ค่ำ เดือน8 ปีมะเส็ง จ.ศ.1303

    สรุปหน้าที่ตำแหน่งและสมณะศักดิ์
    พ.ศ.2481-84 เป็นครูสอนพระปริยัติธรรมวัดนาประดู่
    พ.ศ.2484 ย้ายไปเป็นผู้รักษาการเจ้าอาวาสวัดราษฎร์บูรณะ (วัดช้างให้)
    พ.ศ.2491 ได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสวัดราษฎร์บูรณะ (วัดช้างให้)
    พ.ศ.2493 เป็นกรรมการสงฆ์อำเภอโคกโพธิ์ ตำแหน่งเผยแผ่อำเภอ
    พ.ศ.2499 ได้รับพระราชทานสัญญาบัตร เป็นพระครูวิสัยโสภณ
    พ.ศ.2508 ได้รับเลื่อนสมณะศักดิ์ในนามเดิม เป็นพระครูชั้นโทพัดยศขาว ฝ่ายวิปัสสนา
    พ.ศ.2509 ได้รับตำแหน่งเป็นพระอุปัชฌาย์
    พ.ศ.2510 ได้เริ่มอาพาธ
    - วันที่ 5 พฤศจิกายน 2512 เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลศิริราช หนึ่งสัปดาห์ แล้วกลับไปพักที่วัดเอี่ยมวรนุช บางขุนพรหม 2-3 วันด้วยเหตุยังไม่ตกลงใจผ่าตัดหรือไม่ “ตกลงไม่ผ่า”
    - วันที่ 7พฤศจิกายน 2512 ได้ทำหนังสือพินัยกรรม ที่วัดเอี่ยมวรนุช ให้ผู้ที่มีรายชื่อ5ท่าน เป็นผู้รับมอบพินัยกรรม จัดการทรัพย์สินของวัดและดำเนินการในเรื่องต่างๆ
    - วันที่ 17 พฤศจิกายน 2512 เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลกลาง จนกระทั่งถึงวันที่30 พฤศจิกายน 2512 เวลา 00.37 น. มรณภาพ
    - วันที่ 24 พฤศจิกายน 2518 พระราชทานเพลิงศพ ท่านอาจารย์ทิม ที่วัดช้างให้ ปัตตานี
    สถูปหลวงพ่อทวด วัดช้างให้
    ประวัติหลวงปู่ทวด วัดช้างให้ อันมีสถูปศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งบรรจุอัฐิ หลวงพ่อทวด สถูปนี้ตั้งใกล้กับทางรถไฟ อดีตวัดแห่งนี้ ประวัติวัดช้างให้เคยเป็นวัดร้างแต่ละครั้งแต่ละหนเป็นเวลาห่างกันนานๆ ตั้งสิบกว่าปีหรือบางครั้งถึงร้อยปีก็มีในปี พ.ศ.2484 พระครูวิสัยโสภณ หรือในที่รู้จักกันในนาม ท่านอาจารย์ทิม ธมมธโร ได้เข้ามาครอบครองเป็นเจ้าอาวาสวัดช้างให้เป็นเจ้าอาวาสองค์ที่ 5 ได้ทำการบูรณะวัดต่อเติมจนเรียบร้อย ทำให้วัดช้างให้สะอาดสะอ้านขึ้นมาก ทางด้านสถูปศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งบรรจุอัฐิของ หลวงปู่ทวด ประดิษฐานอยู่ที่หน้าวัด เป็นที่จูงใจประชาชนหลายชาติหลายภาษาได้มาเคารพบูชาเป็นจำนวนมากทุกวัน

    หลังจากท่านอาจารย์ทิม ฝันว่าได้พบกับ หลวงพ่อทวด เหยียบน้ำทะเลจืด ซึ่งเป็นที่เคารพบูชาของประชาชนอยู่ในเวลานี้ วันหนึ่งท่านอาจารย์ทิมนึกสนุก จึงเก็บเอาก้นเทียนที่ตกอยู่ริมเขื่อน(สถูป) มาคลึงเป็นลูกอมแล้วแจกจ่ายให้กับเด็กวัดไป แต่ปรากฏเป็นที่อัศจรรย์แก่ท่าน เมื่อเด็กได้ลูกอมก้นเทียนไปแล้ว ก็เอาลูกอมสีผึ้งนี้อมในปาก แล้วลองแทงฟันกันด้วยมีดพร้าและของมีคม แต่แทงฟันกันไม่เข้าเลย จนเรื่องทราบถึงอาจารย์ทิม ท่านก็ตกใจเพราะเกรงเป็นอันตรายกับเด็ก จึงเรียกเด็กมาอบรมสั่งสอนห้ามไม่ให้ทดลองกันต่อไป
    หลังจากนั้นท่านเริ่มสนใจในคำปวารณาของ"หลวงพ่อทวด"ว่า จะเอาอะไรให้ขอ ก็พอดีมีพวกชายหนุ่ม ผู้ชอบทางคงกระพันได้พากันมาของให้อาจารย์สักยันต์ลงกระหม่อมเพื่อไว้คุ้มครองตัว ท่านอาจารย์ทิมก็สักให้แล้วระลึกถึงหลวงพ่อทวด แล้วก็สักแต่แต่มือจะพาไปเพราะท่านไม่ได้ศึกษาในเรื่องนี้มา ปรากฏว่าศิษย์ท่านที่มาสักยันต์เกิดไปลองดีกับศิษย์อาจารย์อื่น แล้วไม่มีศิษย์อาจารย์อื่นสู้ได้เลย (ขณะนั้นก่อนหลังสงครามโลกครั้งที่2เล็กน้อย) หลังจากนั้นทางคณะสงฆ์ผู้ใหญ่สั่งห้ามพระภิกษุสักลงกระหม่อม ท่านอาจารย์ทิม จึงงดรับการสักตั้งแต่บัดนั้นมา เนื่องจากทราบกิตติศัพท์ในอดีตสมัยที่"หลวงพ่อทวด"เดินทางไปยังกรุงศรีอยุธยา ด้วยเรือสำเภา ระหว่างทางได้เกิดพายุพัดจนกระทั่งข้าวปลาอาหารและน้ำดื่มตกลงทะเลไป ลูกเรือกระหายน้ำมาก หลวงพ่อทวดจึงได้แสดงอภินิหารหย่อนเท้าลงไปในทะเล ปรากฏว่าน้ำทะเลในบริเวณนั้นกลายเป็นน้ำจืดและดื่มกินได้ ตั้งแต่นั้นมาชื่อเสียงของท่านขจรขจายไปทั่วหล้า คนได้มาทำการสักการะจนท่านอาจารย์ทิมดำริจะสร้างอุโบสถไว้ เพื่อเป็นหลักใหญ่ในพระพุทธศาสนาและจะได้เป็นที่อยู่อาศัยของพระภิกษุสงฆ์ใน วัดได้มาทำสังฆกรรมต่อไปความจริงนั้นครั้งโบราณกาลมา วัดช้างให้เคยมีอุโบสถมาก่อนแล้วแต่ชำรุดสลายตัวไปหมด เพราะเวลาที่ปรากฏเป็นให้เห็นเพียงพัทธสีมาและเนินดินที่เป็นอุโบสถเก่าแก่ เท่านั้น ท่านอาจารย์ทิมจึงได้กำหนดวางศิลาฤกษ์ อันเป็นรากฐานของอุโบสถแห่งใหม่ในวันที่ 6 สิงหาคม 2495 แล้วขุดดินลงรากก่อกำแพงหน้าอุโบสถสืบต่อมาจนถึง พ.ศ.2496 งานก่อสร้างสำเร็จลงเพียงแค่กำแพงอุโบสถโดยรอบเท่านั้นงานก่อสร้างหยุดชะงัก ลงเพราะหมดทุนที่จะใช้จะจ่ายต่อไป

    ประวัติการสร้างพระเครื่องหลวงปู่ทวด วัดช้างให้
    กำเนิดพระเครื่องหลวงปู่ทวด ซึ่งต่อมาในปี พ.ศ.2497 "หลวงพ่อทวด เหยียบน้ำทะเลจืด"เจ้าอาวาสองค์แรกของวัดช้างให้ได้ประทานนิมิตอัน เป็นมงคลยิ่งแก่ นายอนันต์ คณานุรักษ์ ซึ่งมีภูมิลำเนาอยู่ห่างจากวัดประมาณ 31 กิโลเมตร ให้สร้างพระเครื่องรางเป็นรูปภิกษุชรา ขึ้นแท่นองค์ของท่าน นายอนันต์นมัสการพร้อมทั้งปรึกษาท่านอาจารย์ทิม และเตรียมงานสร้างพระเครื่องในวันที่ 19 มีนาคม 2497 ตรงกับวันศุกร์ขึ้น 15 ค่ำเดือน 4 เวลาเที่ยงตรง ได้ฤกษ์พิธีปลุกเสกเบ้าและพิมพ์พระเครื่องหลวงพ่อทวดเรื่อยมาทุก ๆ วัน จนถึงวันที่ 15 เมษายน 2497 พิมพ์พระเครื่อง"หลวงพ่อทวด"รุ่นแรกได้ 64,000 องค์ ทั้ง ๆ ที่ตั้งใจจะพิมพ์ให้ได้ 84,000องค์ แต่เวลาจำกัดในการพิธีปลุกเสก ก็ต้องหยุดพิมพ์พระเครื่องเพื่อเอาเวลาเตรียมงานพิธีปลุกเสกพระเครื่องหลวงปู่ทวดตาม เวลาที่หลวงพ่อทวดกำหนดให้พระครูปฏิบัติ และแล้ววันอาทิตย์ ที่ 18 เมษายน 2497 ขึ้น 15 ค่ำเวลาเทียงตรงได้ฤกษ์พิธีปลุกเสกพระเครื่องหลวงพ่อทวดวัดช้างให้ ณ เนินดินบริเวณอุโบสถเก่า โดยมีท่านอาจารย์ทิมเป็นอาจารย์ประธานในพิธีและนั่งปรกได้อาราธนาอัญเชิญพระ วิญญาณหลวงพ่อทวดเหยียบน้ำทะเลจืดพร้อมวิญญาณหลวงพ่อสี หลวงพ่อทอง และหลวงพ่อจัน ซึ่งหลวงพ่อทั้งสามองค์นี้สิ่งสถิตอยู่รวมกับหลวงพ่อทวดในสถูปหน้าวัดขอ ให้ท่านประสิทธิ์ประสาทความศักดิ์สิทธิ์ความขลังแด่พระเครื่องฯ นอกจากนั้นก็มี หลวงพ่อสงโฆสโก เจ้าอาวาสวัดพะโคะ พระอุปัชฌาย์ดำ วัดศิลาลอง พร้อมด้วยพระภิกษุสงฆ์อาวุโส ณ วัดช้างให้ ร่ายพิธีปลุกเสกพระเครื่องสมเด็จหลวงพ่อทวดเหยียบน้ำทะเลจืด เสร็จลงในเวลา 16.00 น. ของวันนั้นท่านอาจารย์ทิมพร้อมด้วยพระภิกษุอาวุโสและคณะกรรมการวัดนำทีมโดย นายอนันต์ คณานุรักษ์ ได้ร่วมกันทำการแจกจ่ายพระเครื่องหลวงพ่อทวดให้แก่ประชาชนผู้เลื่อมใสซึ่งมา คอยรอรับอยู่อย่างคับคั่งจนถึงเวลาเทียงคืนปรากฏว่าในวันนั้น คือ วันที่ 18 เมษายน 2497 กรรมการได้รับเงินจากผู้ใจบุญโมทนาสมทบทุนสร้างอุโบสถเป็นจำนวนเงิน 14,000 บาท หลังจากนั้นมาด้วยอำนาจบุญบารมีอภินิหาร"หลวงพ่อทวด"ได้ดลบรรดาลให้พี่น้อง หลายชาติหลายภาษาร่วมสามัคคีสละทรัพย์โมทนาสมทบทุนสร้างอุโบสถดำเนินไป เรื่อยๆ มิได้หยุดหยั่งจนถึงวันที่ 19 สิงหาคม 2499 ได้จัดพิธียกช่อฟ้าและวันที่ 31 พฤษภาคม 2501 ได้ทำพิธีผูกพัทธสีมาอุโบสถหลังนี้จึงสำเร็จเสร็จสิ้นสมบูรณ์
    ประวัติหลวงปู่ทวด เหยียบน้ำทะเลจืด วัดช้างให้
    หลวงปู่ทวด วัดช้างให้ เหยียบน้ำทะเลจืด เกิดเมื่อ วันศุกร์ เดือน4 ปีมะโรง พ.ศ.2125 ณ บ้านสวนจันทร์ ตำบลชุมพล อำเภอสทิงพระ จังหวัดสงขลา มีชื่อว่า “ ปู่ ” หรือ “ ปู ” บิดามีนามว่า (ตาหู) มารดามีนามว่า (นางจันทร์) มีฐานะยากจนปลูกบ้านอาศัยที่ดินเศรษฐีผู้หนึ่งไว้ชื่อ “ปาน” ตาหูและนางจันทร์เป็นข้าทาสของเศรษฐีปาน แห่งเมืองสทิงพระ ระยะที่หลวงพ่อทวดเกิด เป็นช่วงฤดูเก็บเกี่ยว ข้าวในนา ในระหว่างที่พ่อแม่กำลังเกี่ยวข้าวอยู่ ได้ผูกเปลให้ลูกน้อยนอน ทำงานไปก็คอยเหลียวดูลูกน้อยเป็นระยะ แล้วสิ่งที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น คือนางจันทร์ได้เห็นงูตัวใหญ่มาพันที่เปลลูกน้อยแล้วชูคอแผ่แม่เบี้ย นายหู-นางจันทร์ได้พนมมือบอกเจ้าที่เจ้าทาง อย่าให้ลูกน้อยได้รับอันตรายใดๆเลย ด้วยอำนาจบารมีของเด็กน้อยเจ้าปู่ งูใหญ่จึงคลายลำตัวออกจากเปลน้อย เลื้อยหายไป ต่อมาเมื่อพญางูจากไปแล้ว บิดามารดาทั้งญาติต่างพากันมาที่เปลด้วยความห่วงใยทารก ก็ปรากฏว่าเด็กชายปู่ยังคงนอนหลับปุ๋ยสบายดีอยู่เป็นปกติ แถมมีลูกแก้วกลมใส ขนาดย่อมกว่าลูกหมากเล็กน้อยส่องเป็นประกายอยู่ข้างตัวเด็ก ตาหู นางจันทร์ มีความเชื่อว่าเทวดาแปลงกายเป็นงูใหญ่นำดวงแก้ววิเศษมามอบให้กับลูกของตน เมื่อเศรษฐีปานทราบเรื่อง จึงไปพบตาหู-นางจันทร์แล้วเอ่ยปากขอดวงแก้วนั้นซึ่งตาหู-นางจันทร์ ไม่อาจปฏิเสธได้เศรษฐีปานจึงได้ลูกแก้วไปครอบครอง แต่ไม่นานนักเกิดเหตุวิบัติต่างๆกับครอบครัวของเศรษฐีบ่อยๆ พอหาสาเหตุไม่ได้เลยนึกได้ว่าอาจจะเกิดจากดวงแก้วนี้ จึงนำไปคืนให้ ตาหู-นางจันทร์เจ้าของเดิม ส่วนตาหู-นางจันทร์เมื่อได้ดวงแก้วกลับคืนมาจึงเก็บรักษาไว้อย่างดี นับแต่นั้นมาฐานะความเป็นอยู่ของครอบครัว ก็ดีขึ้นเป็นเรื่อยๆ พออายุได้ประมาณ 7ขวบ บิดามารดาพาไปฝากไว้กับ สมภารจวง วัดดีหลวง เพื่อให้เรียนหนังสือ เมื่ออายุได้ 14ปี สมภารจวง วัดดีหลวง จึงบวชเณรให้แล้วพาไปฝากไว้กับพระครูสัทธรรมรังสี วัดสีหยง เพื่อเรียนมูลกัจจายน์

    ท่านพระครูสัทธรรมรังสี องค์นี้ทางคณะสงฆ์ของแผ่นดินจากกรุงศรีอยุธยาได้ส่งท่านมาเผยแพร่ศาสนาและสั่งสอยธรรมทางภาคใต้ เมื่อ “สามเณรปู่” เรียนอยู่ได้จนอาจารย์ไม่มีอะไรจะสอนแล้วจึงได้แนะนำให้สามเณรปู่ ไปเรียนต่อที่ สำนักพระครูกาเดิม วัดเสมาเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช เมื่อสามเณรปู่ อายุครบ 20ปี พระครูกาเดิม วัดเสมาเมือง ได้อุปสมบทตามเจตนารมณ์ของสามเณรปู่ และทำญัตติอุปสมบทตั้งฉายาว่า “ สามีราโม” โดยเอาเรือ 4ลำ มาเทียบขนานเข้าเป็นแพ ทำญัตติ ณ คลองเงียบแห่งหนึ่ง ต่อมาก็เรียกคลองนี้ว่า “คลองท่าแพ” มาจนทุกวันนี้ ซึ่งเป็นชื่อจากพิธีกรรมในครั้งอดีต
    ที่มาของคำว่า หลวงพ่อทวด เหยียบน้ำทะเลจืด
    ประวัติหลวงปู่ทวด วัดช้างให้ พระภิกษุปู่ เรียนวิชาหลายอย่างในสำนักพระครูกาเดิม 3 พรรษาอาจารย์ก็ไม่มีอะไรจะสอนให้อีกจึงปรึกษากับพระครูกาเดิม ท่านก็บอกถ้าจะศึกษาอีกคงต้องเข้าเมืองหลวงคือกรุงศรีอยุธยา เพราะเป็นที่รวมของสรรพวิชาต่างๆ ก้เลยนำนำให้ไปขอโดยสารเรือสำเภาของนายอิน ที่จะนำสินค้าไปขายในเมืองหลวง เรือสำเภาของนายอินบรรทุกสินค้าหลายอย่างเคยไปมาค้าขายแบบนี้หลายครั้งแล้ว ครั้งนี้เรือสำเภาแล่นไปได้ 3 วัน 3คืน เป็นปกติอยู่ดีๆวันหนึ่ง ไม่ใช่ฤดูมรสุม แต่เกิดพายุพัดจัดลมแรงมากท้องทำเลปั่นป่วน จึงจำเป็นต้องลดใบเรือลงรอคลื่นลมสงบ เลยทำให้อาหารไม่พอ น้ำดื่มไม่มีจะกินกัน โดยเฉพาะน้ำจืดสำคัญที่สุด บรรดาลูกเรือไม่เคยพบเหตุการณ์แบบนี้มาก่อนและอารมณ์เสียทุกคนลงความเห็นว่า เกิดจาอาเพศที่มีพระภิกษุโดยสารมาด้วย จึงตกลงใจให้ไปส่งพระภิกษุปู่(หลวงปู่ทวด)ขึ้นฝั่ง โดยลงเรือเล็กซึ่งมีพระภิกษุปู่และลูกน้องนายอิน 2 คนลงมาด้วยเพื่อพายไปส่งฝั่งขณะที่นั่งอยู่ในเรือนั้น พระภิกษุปู่จึงบริกรรมคาถาและอธิษฐานจิต แล้วยื่นเท้าออกไปข้างกาบเรือลำเล็ก แล้วแกว่งน้ำให้เป็นวง ขณะนั้นเอง ท่านจึงบอกให้ลูกเรือทั้ง 2คนเอามือกวักชิมน้ำดู ปรากฏว่าน้ำทะเลกลับกลายเป็นน้ำจืด ทุกคนต่างดีใจรีบตักน้ำใส่โอ่งใส่ไห ลูกเรือทุกคนหายโกรธพระภิกษุปู่ โดยเฉพาะนายอิน จึงนิมนต์ให้ท่านร่วมเดินทางต่อจนถึงกรุงศรีอยุธยา
    เมื่อถึงเมืองหลวงสมัยนั้นกรุงศรีอยุธยาเป็นเมืองหลวงของไทยเจริญรุ่งเรืองมากมีวัดวาอารามใหญ่ๆโตๆ นายอินได้นิมนต์ พระภิกษุปู่ให้เข้าจำวัดในเมืองหลวงแต่ท่านถือสันโดษ ท่านจึงไปจำพรรษาอยู่ที่วัดแค เขตทุ่งลุมพลีทางทิศตะวันออกของกรุงศรีอยุธยา ตามประวัติเก่าแก่ กล่าวไว้ว่า หลวงพ่อทวด ท่านได้ศึกษาเล่าเรียนอยู่ในกรุงศรีอยุธยานานถึง 9ปี คือระหว่าง พ.ศ.2148 -2157 ตอนนั้นพระภิกษุปู่หรือ หลวงพ่อทวด มีอายุแค่ 32 ปี

    เจ้าเมืองลังกาท้าพนันแปลพระไตรปิฎก
    เมื่อถึงเวลาที่ผู้คนจะได้รู้จักท่าน ในรัชสมัยของพระเอกาทศรถ กล่าวคือ สมัยนั้นพระเจ้าวัฏฏะคามินี แห่งประเทศลังกา ต้องการจะได้กรุงศรีอยุธยาไว้ในอำนาจ แต่ไม่ต้องการที่จะรบราฆ่าฟันกันด้วยอาวุธ จึงคิดกลอุบาลด้วยการท้าพนันแปลธรรมะ และต้องการจะแผ่พระบรมเดชานุภาพมาทางแหลมทอง ใคร่จะได้กรุงศรีอยุธยามาเป็นประเทศราช แต่พระองค์ไม่ปรารถนาให้เกิดศึกสงครามเสียชีวิตแก่ประชาชนทั้งสองฝ่าย จึงทรงวางแผนการเมืองด้วยสันติวิธี คิดหาทางรวบรัดเอากรุงศรีอยุธยาเป็นเมืองขึ้นด้วยสติปัญญาเป็นสำคัญ เมื่อคิดได้ดังนั้น พระเจ้ากรุงลังกาจึงมีพระบรมราชโองการสั่งให้ช่างหลวง นำทองคำจากท้องพระคลังเบิกจ่ายทองคำบริสุทธิ์แล้วให้ช่างทองประจำราชสำนักไปหล่อ ทองคำเหล่านั้นให้เป็นตัวอักษรบาลีเล็กเท่าใบมะขาม ตามพระอภิธรรมทั้งเจ็ดคัมภีร์ จำนวน 84,000 ตัว จากนั้นก็ทรงรับสั่งให้พราหมณ์ผู้เฒ่าในราชสำนัก จำนวน 7 ท่านคุมเรือสำเภาเจ็ดลำบรรทุกเสื้อผ้าแพรพรรณ และของมีค่าออกเดินทางมายังกรุงศรีอยุธยาพร้อมกับปริศนาธรรมของพระองค์ เมื่อพราหมณ์ทั้งเจ็ดเดินทางลุล่วงมาถึงกรุงศรีอยุธยา แล้วก็เข้าเฝ้าถวายพระราชสาส์นของกษัตริย์ตนแก่พระเจ้าเอกาทศรถ มีใจความในพระราชสาส์นว่า...

    พระเจ้ากรุงลังกาขอท้าให้พระเจ้ากรุงสยามทรงแปลและ เรียบเรียงเมล็ดทองคำตามลำดับให้เสร็จภายในกำหนด 7วันนับแต่วันที่ได้รับ พระราชสาส์นนี้เป็นต้นไป ถ้าทรงกระทำไม่สำเร็จตามสัญญาก็จะยึดกรุงศรีอยุธยาให้อยู่ใต้พระบรมเดชานุภาพของพระองค์ และทางกรุงสยามจะต้องส่งดอกไม้เงินดอกไม้ทองอีกทั้งเครื่องราชบรรณาการแก่ กรุงลังกาตลอดไปทุกๆ ปีเยี่ยงประเทศราชทั้งหลาย เมื่อพระเอกาทศรถทรงทราบความ ดังนั้น จึงมีพระบรมราชโองการให้ ขุนศรีธนนชัย สังฆการี เขียนประกาศนิมนต์พระราชาคณะและพระเถระทั่ว พระมหานคร ให้กระทำหน้าที่เรียบเรียงและแปลตัวอักษรทองคำในครั้งนี้ แต่ก็ไม่มีท่านผู้ใดสามารถเรียบเรียงและแปลอักษรทองคำในครั้งนี้ได้จนกาล เวลาลุล่วงผ่านไปได้หกวัน ยังความปริวิตกแก่พระองค์และไพร่ฟ้าประชาชนต่างพากันโจษขานถึงเรื่องนี้ให้ อื้ออึงไปหมด

    ครั้นในคืนที่ 6 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเข้าพระบรรทมทรงสุบินว่า ได้มีพระยาช้างเผือกลักษณะบริบูรณ์เฉกเช่นพระยาคชสารเชือกหนึ่ง ผายผันมาจากทางทิศตะวันตก เยื้องย่างเข้ามาในพระราชนิเวศน์แล้วก้าวเข้าไปยืนผงาดตระหง่านบนพระ แท่นพลางเปล่งเสียงโกญจนาทกึกก้องไปทั่วทั้งสี่ทิศ เสียงที่โกญจนาทด้วยอำนาจของพระยาคชสารเชือกนั้นยังให้พระองค์ทรงสะดุ้งตื่น จากพระบรรทม รุ่งเช้าเมื่อพระองค์เสด็จออกว่าราชการ ได้ทรงรับสั่งถึงพระสุบินนิมิตประหลาดให้โหรหลวงฟังและได้รับการกราบถวาย บังคมทูลว่า เรื่องนี้หมายถึงชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ของพระองค์และพระบรมเดชานุภาพจะแผ่ไพศาล ไปทั่วสารทิศเป็นที่เกรงขามแก่อริราชทั้งปวง ทั้งจะมีพระภิกษุหนุ่มรูปหนึ่งจากทางทิศตะวันตก มาช่วยขันอาสาแปลและเรียบเรียงตัวอักษรทองคำปริศนาได้สำเร็จ พระเจ้าอยู่หัวได้ฟังดังนั้นจึงค่อยเบาพระทัย และรับสั่งให้ข้าราชบริพารทั้งมวลออกตามหาพระภิกษุรูปนั้นทันที ต่อมาสังฆการีได้พยายามเสาะแสวงหาจนไปพบ "พระภิกษุปู่" (หลวงพ่อทวด) ที่วัดราชานุวาส และเมื่อได้ไต่ถามได้ความว่าท่านมาจากเมืองตะลุง (พัทลุงในปัจจุบัน) เพื่อศึกษาพระธรรมวินัย สังฆการี จึงเล่าความตามเป็นจริงให้ พระภิกษุปู่ ฟังทั้งได้อ้างตอนท้ายว่า "เห็นจะมีท่านองค์เดียวที่ตรงกับพระสุบินของพระเจ้าอยู่หัว จึงใคร่ขอนิมนต์ให้ไปช่วยแก้ไขในเรื่องร้ายดังกล่าวให้กลายเป็นดี ณ โอกาสนี้" ครั้นแล้วเจ้าสามีรามก็ตามสังฆการีไปยังที่ประชุมสงฆ์ ณ ท้องพระโรง พระเจ้าอยู่หัวทรงมีรับสั่งให้พนักงานปูพรมให้ท่านนั่งในที่อันควร หนังสือตำนานบางเล่นกล่าวว่า...ตอนนี้พระภิกษุปู่ แสดงอาการประหลาด คือเอนกายลงนอนท่าตะแคงสีหไสยาสน์ แล้วลุกขึ้นนั่งตัวตรง ต่อมาก็กระเถิบไปข้างหน้า 5 ครั้งจากนั้นก็นั่งยังที่เดิม ทำให้พราหมณ์ทั้ง 7 คนหัวเราะพระภิกษุปู่ และดูหมิ่นหาว่าท่าแสดงเหมือนเด็กไร้เดียงสา จากนั้นพราหมณ์ จึงรีบนำบาตรใส่อักษรทองคำเข้าไปประเคนแก่ พระภิกษุปู่ เมื่อท่านได้รับแล้วก็ค่ำบาตรเทอักษรทองคำออกมาแล้วเริ่มต้นเรียงอักษรตามลำดับ ตามพระคัมภีร์โดยไม่รอช้า สักพักเดียวก็เสร็จ แต่อักษรขาดหายไป 7 ตัวคือคำ สัง วิ ธา ปุ กะ ยะ ปะ ท่านจึงทวงถามเอาที่พราหมณ์ทั้งเจ็ดว่าเอาอักษรมาไม่ครบ หรือว่าแอบซุกแอบใว้ที่จุกมวยผมแต่ละคนก็จงนำมาให้เถิด พราหมณ์ผู้เฒ่าทั้ง 7 คนต่างตกใจหน้าซีดคิดไม่ถึงว่ากรุงศรีอยุธยาจะมีพระภิกษุเก่งกล้าเช่นนี้ จนพราหมณ์ผู้เฒ่า ทั้ง 7 สยบยอมแพ้อย่างราบคาบ พระเจ้าอยู่หัวแห่งกรุงศรีอยุธยาทรงพระสรวลยินดีเป็นอย่างยิ่ง จะถวายทรัพย์สมบัติแก่ท่านแต่ท่านไม่ยอมรับเนื่องจากท่านเป็นสมณะ พระองค์จึงจนพระทัย จึงประกาศ พระราชทานสมณศักดิ์เป็น “พระราชมุนีสวามีรามคุณูปมาจารย์” ตั้งแต่บัดนั้น

    หลังจากนั้นกรุงศรีอยุธยา เกิดโรคห่าระบาดขึ้นอย่างร้ายแรงไปทั่วเมือง ผู้คนล้มตายราวใบไม้ร่วงเพราะไม่มียารักษา ประชาชนเดือดร้อนเป็นอย่างยิ่ง สมเด็จพระเอกาทศรถทรงรำลึกถึง ราชมุนีสวามีรามคุณูปมาจารย์ หรือพระภิกษุปู่ ที่จำพรรษาอยู่ที่วัดแค จึงมีรับสั่งให้สังฆการีไปนิมนต์ท่านเข้าวัง พระภิกษุปู่ได้นำเอาลูกแก้วคู่บุญบารมีของท่านแช่น้ำแล้วปลุกเสกน้ำพุทธมนต์ นำไปประพรมทั่วกรุงศรีอยุธยาใครเจ็บป่วยก็มาขอน้ำไปดื่มกิน ปรากฏว่าโรคห่าที่กำลังระบาดไปซบเซาลงและก็เหือดหายไปในเวลาต่อมา บ้านเมืองกลับสู่ปกติสุข ทำให้พระเจ้าอยู่หัวทรงพอพระราชหฤทัยเป็นอย่างยิ่ง ทรงมีรับสั่งว่า ถ้าท่านประสงค์สิ่งใดก็ให้ขอแจ้งให้พระองค์ทราบจะจัดถวายอุปถัมภ์ทุกอย่าง

    กาลเวลาล่วงเลยต่อมา พระภิกษุปู่ (หลวงพ่อทวด)คิดถึงบ้านเกิด เลยถวายพระพรทูลลา ต่อสมเด็จพระเอกาทศรถ พระองค์ทรงอาลัยมาก แต่มิอาจทรงขัดได้ จึงตรัสให้ตระเตรียมเรือสำเภาพร้อมข้าทาสบริวารและสิ่งของเครื่องใช้จำเป็นจำนวนมาก แต่ปรากฏว่าพระภิกษุปู่ทรงปฏิเสธท่านต้องการ เมื่อท่านเดินทางถึงบ้านเกิดที่สทิ้งพระ ก็จำพรรษาอยู่ที่วัดพัทธสิงห์บรรพตพะโคะ ห่างจากตำบลชุมพลบ้านเกิดท่านไม่มากนัก เมื่อชาวบ้านทราบข่าวก็ต่างชื่นชมยินดีเลยพร้อมใจกันตั้งฉายานามให้ท่านใหม่ว่า สมเด็จเจ้าพะโคะ เพื่อให้สอดคล้องกับชื่อวัด เมื่อท่านจำพรรษาอยู่ที่วัดพะโคะก็เห็นว่าวัดเสื่อมโทรมมากจึงคิดที่จะบูรณะซ่อมแซม แต่เนื่องด้วยชาวบ้านแถวนั้นส่วนใหญ่ฐานะยากจน เมื่อสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงทราบยินดีและทรงให้ช่างและเงินตราจำนวนมากเพื่อให้พอที่จะบูรณะวัดและจัดเรือสำเภา 7 ลำบรรทุกบรรทุกสิ่งของและอุปกรณ์ก่อสร้าง ตามตำนานกล่าวว่าใช้เวลาหลายปีกว่าจะบูรณะเสร็จ

    วันหนึ่งขณะที่สมเด็จเจ้าพะโคะกำลังเดินริมชายฝั่งทะเลหลวง โดยถือไม้ท้าศักดิ์สิทธิ์ประจำตัว มีลักษณะแปลกคือ คดไปคดมา และมีรูปร่างคล้ายงู โจรสลัดจีนซึ่งแล่นเรือเลียบชาบฝั่งมาทางนั้นได้เห็นท่านเข้า คิดว่าท่านเป็นคนเผ่าประหลาดเพราะโกนศรีษะและนุ่งห่มไม่เหมือนชาวบ้าน โจรสลัดจีนจึงจับตัวท่านขึ้นเรือ เมื่อเรืออกจากฝั่งไม่นานก็ต้องหยุดนิ่งกลางทะเลเฉยๆเหมือนมีอะไรมาตรึงใว้แก้ไขอย่างไรก็ไม่ได้ผล เรือจอดนิ่งอยู่เป็นเวลาหลายวันเสบียงน้ำดื่มก็หมดไม่มีจะกิน สมเด็จเจ้าพะโคะท่านเห็นดังนั้นจึงนึกสงสารท่านจึงเหยียบกราบเรือใหญ่ให้ตะแคงต่ำเรี่ยน้ำลงไปข้างหนึ่ง แล้วยื่นฝ่าเท้าข้างหนึ่งเหยียบลงบนผิวน้ำทะเล สักครู่หนึ่งน้ำทะเลที่เคยใสแจ๋ว กลับขุ่นเหมือนน้ำคลองขึ้นมาทันที ท่านยกเท้าขึ้นแล้วบอกให้พวกโจรลองกินน้ำดู ปรากฏว่าน้ำทะเลบริเวณนั้นจืดสนิท พวกโจรสลัดจีนเห็นดังนั้นจึงรีบก้มกราบเท้าขอขมาโทษฟังไม่ได้ศัพท์กันเลยทีเดียว แล้วนำท่านล่องเรือเล็กกลับขึ้นมาส่งที่ฝั่งในทันที

    ส่วนสาเหตุที่สมเด็จเจ้าพะโคะหายไป(หลวงพ่อทวด)โดยมิได้บอกกล่าวใคร ไม่มีใครรับรู้มาก่อนว่าท่านไปไหนมีความจำเป็นอะไรที่ละทิ้งวัดไปไม่มีใครรู้ทั้งนั้นนอกจากตัวท่านเอง หนังสือบางเล่มที่เขียนกันมาตอนหลังๆ ตามบันทึกของท่านพระครูวิริยานุรักษ์ วัดตานีสโมสร ปัตตานี ซึ่งเขียนจากคำบอกเล่าของพระอุปัชฌาย์ดำ ดิษโร วัดศิลาลอย อำเภอสทิ้งพระ จังหวัดสงขลาว่า ก่อนที่สมเด็จท่านพะโคะจะหายตัวไปจากวัดพะโคะได้มีสามเณรรูปหนึ่งมาหาท่านที่กุฏิ ไม่ทราบเรื่องอะไรแล้วก็ล่องหนหายตัวไปทั้ง2องค์ คือมีสามเณรผู้เคร่งครัดในพระธรรมวินัยรูปหนึ่งอุทิศถวายชีวิตตนใว้ในพระพุทธศาสนาได้อธิฐานจิตว่าก่อนจากโลกนี้ไปขอได้เฝ้าเบื้องพระพักตร์ของพระศรีอาริย์โพธิสัตว์ ด้วยกุศลที่สะสมมาแต่ชาติปางก่อนและด้วยกุศลจิตอันแรงกล้า

    กล่าวคือในคืนวันหนึ่งได้มีชายนุ่งขาวหม่ขาวมาหาพร้อมทั้งประเคนดอกไม้ดอกหนึ่ง แล้วบอกว่านี่ คือดอกไม้ทิพย์จากสรวงสวรรค์ไม่รู้จักร่วงโรย พระโพธิสัตว์ได้มาจุติชั่วคราวบนโลกมนุษย์นี้แล้ว สามเณรจงถือดอกไม้นี้ออกตามหาเอาเองเถิด ถ้าพระภิกษุรูปใดรู้จักดอกไม้ทิพย์ พระภิกษุรูปนั้นแหละคือพระโพธิสัตว์ซึ่งจะเป็นผู้โปรดเวไนยสัตว์ในโลกหน้า เมื่อชายแก่ให้ดอกไม้ทิพย์แก่สามเณรแล้วก็จากไป สามเณรได้ออกตามหามุ่งหน้าสู่วัดต่างๆ แต่ไม่มีพระภิกษุสงฆ์รูปใดสนใจไต่ถามเลย ด้วยความศรัทธาอย่างเปี่ยมล้นก็ตระเวนหาไปเรื่อย

    วันหนึ่งสามเณรได้เดินทางมาถึงวัดพะโคะ สามเณรได้พบท่านสมเด็จพะโคะที่กุฏิของท่าน เมื่อท่านหลวงพ่อทวดได้เหลือบไปเห็นดอกไม้ทิพย์ในมือสามเณร จึงถามว่า “นั่นดอกมณฑาทิพย์บนสรวงสวรรค์ ผู้ใดให้เจ้ามา !!”
    สามเณรขนลุกซู่ไปทั้งตัวแน่ใจแล้วว่าตนได้พบ พระโพธิสัตว์แล้วสามเณรจึงนำดอกไม้ไปประเคนแก่ท่าน เมื่อสมเด็จพะโคะรับดอกไม้ทิพย์แล้ว ท่านนั่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง จึงกวักมือเรียกสามเณรเข้าไปในกุฏิชั้นใน ปิดประตูหน้าต่างลงกลอน และปาฏิหาริย์เมื่อหายตัวไปทั้ง สามเณรและสมเด็จเจ้าพะโคะตั้งแต่เพลานั้น โดยไม่เหลือร่องรอยไว้ให้เห็นอีกเลย...
     
  3. Golfito

    Golfito สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    29 ตุลาคม 2016
    โพสต์:
    27
    ค่าพลัง:
    +10
    หลวงปู่ทวด รุ่นปฏิสังขรณ์ บูรณะ 2 พระมหาเจดีย์ใหญ่

    "พระมหาเจดีย์" ตั้งเด่นเป็นสง่าอยู่ทั่วทุกภาคของประเทศไทย แต่ปัจจุบันพระมหาเจดีย์หลายองค์ได้ชำรุดทรุดโทรมลงตามกาลเวลา ต้องรอการบูรณปฏิสังขรณ์ ซึ่งต้องใช้เงินทุนเป็นจำนวนมาก

    ล่าสุด นายสวัสดิ์ โชติพานิช อดีตประธานศาลฎีกา เป็นประธานจัดสร้างวัตถุมงคล "หลวงปู่ทวด รุ่นปฏิสังขรณ์สองพระมหาธาตุเจดีย์" เพื่อนำรายได้ร่วมบูรณปฏิสังขรณ์ "พระมหาธาตุเจดีย์ภักดีประกาศ" ตั้งอยู่บนยอดเขาธงชัย (วัดทางสาย) ต.ธงชัย อ.บางสะพาน จ.ประจวบคีรีขันธ์ และมหาธาตุเจดีย์พระ พุทธธรรมประกาศ วัดพุทธาธิวาส อ.เบตง จ.ยะลา ทั้ง 2 พระธาตุเจดีย์นี้เกิดการชำรุดทรุดโทรมอย่างมาก

    นายสวัสดิ์ กล่าวว่า ปัจจุบันพระมหาธาตุเจดีย์ภักดีประกาศ ตั้งอยู่บนเนินเขาริมทะเลมีไอน้ำเค็ม เป็นเหตุให้กระจกโมเสกทองและงานปิดทองลงชาด งานทาสี และปูนหลุดล่อนตามกาลเวลา ส่วนพระธาตุเจดีย์พระพุทธธรรมประกาศ ซึ่งตั้งอยู่ในภูมิประเทศที่ฝนตกชุกตลอดทั้งปี อากาศชื้นตะไคร่น้ำเกาะจับองค์พระเจดีย์ กระจกโมเสกและส่วนที่ปิดทองล่องชาดก็หลุดล่อน เสื่อมสภาพเร็วกว่าปกติ เช่นเดียวกัน

    กล่าวสำหรับ "พระมหาธาตุเจดีย์ภักดีประกาศ" สร้างขึ้นเนื่องในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงครองสิริราชสมบัติ ครบ 50 ปี คณะสงฆ์วัดทางสาย มี พระอธิการไมตรี ฐิตปัญโญ เป็นประธานฝ่ายคณะสงฆ์ และนายสวัสดิ์ เป็นประธานโครงการฝ่ายฆราวาส และมีคณะกรรมการ พร้อมข้าราชการพ่อค้าประชาชนและพสกนิกรทุกหมู่เหล่าร่วมกันจัดสร้างขึ้นเพื่อน้อมเกล้าฯ ถวายเป็นพระราชกุศล

    พระมหาธาตุเจดีย์ภักดีประกาศ เป็นอาคารชุดหลังเดียว ขนาดใหญ่ในเนื้อที่กว่า 3 ไร่ กอปรด้วยหมู่เจดีย์ 9 องค์ มีเจดีย์ประธานองค์ใหญ่ ซึ่งเป็นที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุวางในบุษบกภายใต้โดม โดยมีเจดีย์รายรอบ 4 ทิศ 8 องค์ ออกแบบเป็นทรงลังกา สำหรับตัวอาคารเป็นตึกสถาปัตยกรรมไทยครบถ้วนทั้งประตูหน้าต่างตลอดจนเครื่องตกแต่งภายในที่ประกอบไปด้วยพระวิหาร พระอุโบสถ พระเจดีย์ พระวิหารคด ที่รวมอยู่กันในอาคารหลังเดียว ซึ่งเป็นอาคารที่สามารถใช้ประโยชน์ในทางพระพุทธศาสนาได้มากที่สุดส่วน "พระมหาธาตุเจดีย์พระพุทธธรรมประกาศ" เป็นเจดีย์ศิลปะศรีวิชัยประยุกต์ที่ใหญ่ที่สุดในภาคใต้ มีขนาดความกว้าง 39 เมตร สูง 39.9 เมตร จัดสร้างขึ้นเพื่อถวายเป็นพระราชกุศลและเฉลิมพระเกียรติแด่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในวโรกาสเฉลิมพระชนมพรรษาครบ 5 รอบ เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2535 สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินทรงประกอบพิธีเจิมพระบรมสารีริกธาตุ และบรรจุในเจดีย์ รวมทั้งทรงทำพิธียกยอดฉัตรทองคำขึ้นประดิษฐานบนยอดองค์พระมหาธาตุด้วย

    นับเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เป็นศูนย์รวมจิตใจของพุทธศาสนิกชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ และชาวพุทธในประเทศมาเลเซีย ตั้งอยู่ในบริเวณวัดพุทธาธิวาส คู่กับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ที่พุทธศาสนิกชนนิยมมาสักการบูชาอีก 2 สิ่ง คือ พระพุทธธรรมกายมงคลปยุรเกศานนท์สุพพิธาน และวิหารหลวงปู่ทวดเหยียบน้ำทะเลจืด

    วัตถุมงคล "หลวงปู่ทวด รุ่นปฏิสังขรณ์สองพระมหาธาตุเจดีย์" ได้ผ่านพิธีเททองอย่างยิ่งใหญ่ไปแล้ว เมื่อวันศุกร์ที่ 20 พฤษภาคม 2554 ณ มณฑลพิธีหน้าพระอุโบสถ คณะรังษีวัดบวรนิเวศวิหาร โดยมี สมเด็จพระวันรัต วัดบวรนิเวศวิหาร กรุงเทพฯ เป็นประ ธาน พระเกจิอาจารย์ชื่อดังร่วมนั่งปรกอธิษฐานจิต

    หลวงปู่ทวด รุ่นปฏิสังขรณ์สองพระมหาธาตุเจดีย์ ได้บรรจุผงเนื้อว่านหลวงปู่ทวด ปี 2497 ทุกองค์ โดยเป็นผงว่านเดียวกับที่ "นายสวัสดิ์ โชติพานิช" ใช้บรรจุในพระหลวงปู่ทวด รุ่นเลขใต้ฐานเบตงปี 2505 พิธีบรรจุผงหลวงปู่ทวดปี 2497 โดย พ่อท่านฉิ้น โชติโก สหธรรมิกพระอาจารย์ทิม วัดช้างให้ จ.ปัตตานี รูปสุดท้ายเป็นผู้ทำพิธีบรรจุ ณ วัดเอี่ยมวรนุช สี่แยกบางขุนพรหม กรุงเทพฯ และพิธีพุทธาภิเษก ณ วัดพะโคะ จ.สงขลา โดยพระเกจิอาจารย์สายใต้และพระเกจิอาจารย์ชื่อดังร่วมจารแผ่นยันต์และอธิษฐานจิตปลุกเสก(องค์นี้ของผมครับ)
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  4. Golfito

    Golfito สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    29 ตุลาคม 2016
    โพสต์:
    27
    ค่าพลัง:
    +10
    สวัสดิ์'ผู้สร้าง'พระหลวงพ่อทวด'(เบตง)
    ท่านสวัสดิ์ โชติพานิช อดีตประธานศาลกีฎา ผู้สร้าง 'พระหลวงพ่อทวด' รุ่นเลขใต้ฐาน (เบตง)
    ทุกวันนี้ เป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปแล้วว่า พระหลวงพ่อทวด วัดช้างให้ อ.โคกโพธิ์ จ.ปัตตานี ที่สร้างขึ้นและปลุกเสกโดย ท่านพระครูวิสัยโสภณ (พระอาจารย์ทิม ธมฺมธโร) ทุกรุ่นทุกเนื้อทุกพิมพ์ เป็นที่แสวงหากันอย่างกว้างขวาง ไม่เฉพาะแต่ในวงการพระเครื่อง แม้ชาวบ้านทั่วๆ ไปก็นิยมเช่าหาเช่นกัน นับตั้งแต่รุ่นแรก ปี ๒๔๙๗ ซึ่งเป็นพระเนื้อว่าน, เหรียญรุ่นต่างๆ, พระเนื้อโลหะ (หลังเตารีด หลังตัวหนังสือ พระรูปเหมือนลอยองค์), พระบูชารูปเหมือน, ผ้ายันต์ ฯลฯ

    โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พระหลวงพ่อทวด หลังเตารีด ปี ๒๕๐๕ ทั้งเนื้อทองผสม และเนื้อนวโลหะ เช่าหากันถึงหลักล้านขึ้นไป

    รวมทั้ง พระรูปเหมือน รุ่นเลขใต้ฐาน ปี ๒๕๐๕ หล่อโบราณ ออกที่วัดพุทธาธิวาส อ.เบตง จ.ยะลา สนนราคาอยู่ที่หลักล้านเช่นกัน

    เบื้องหลังการสร้าง พระหลวงพ่อทวด รุ่นเลขใต้ฐาน (เบตง) ปี ๒๕๐๕ ผู้ที่เป็นกำลังสำคัญ คือ ท่านสวัสดิ์ โชติพานิช อดีตประธานศาลกีฎา ซึ่งเมื่อปี ๒๕๐๕ ท่านได้เดินทางไปรับราชการเป็นผู้พิพากษาที่ศาลจังหวัดเบตง อ.เบตง จ.ยะลา เป็นครั้งแรก สมัยนั้นการเดินทางไป อ.เบตง เป็นเรื่องยากลำบากมาก เพราะเส้นทางผ่านป่าเขา ถนนไม่ได้ลาดยาง มีรถประจำทางวิ่งวันละ ๑ เที่ยวเท่านั้น บางครั้งดินบนเขาพังทลายลงมาปิดถนนก็มี การเดินทางบางครั้งจึงมีผู้นิยมผ่านทางด่าน อ.สะเดา จ.สงขลา เข้าเขตมาเลเซีย แล้วจึงย้อนกลับมาที่ อ.เบตง ซึ่งเป็นหนทางที่สะดวกกว่ากัน

    จุดเริ่มต้นของการสร้าง พระหลวงพ่อทวด รุ่นเลขใต้ฐาน (เบตง) ปี ๒๕๐๕ มาจาก คุณรัตนาภรณ์ อินทรกำแหง ณ ราชสีมา นางเอกหนังไทยชื่อดัง ซึ่งภายหลังได้เป็นผู้จัดสร้างหนังไทยหลายเรื่อง แต่ไม่ประสบความสำเร็จ ขาดทุนทุกเรื่อง คุณชะลอ เชาวน์ดี นายด่านศุลกากร ซึ่งเป็นผู้ปฏิบัติธรรม ชอบนั่งสมาธิ จึงได้แนะนำให้คุณรัตนาภรณ์ขอพรจาก หลวงพ่อทวด วัดช้างให้ ปรากฏว่าหนังเรื่องต่อมาของคุณรัตนาภรณ์ประสบผลสำเร็จ ไม่ขาดทุน คุณรัตนาภรณ์จึงได้ตอบแทนคุณชะลอด้วยการมอบหนังที่ตนสร้างให้ชาวเบตงชมฟรี แต่นายด่านชะลอกับท่านสวัสดิ์เห็นว่าน่าจะเก็บเงินค่าดูหนังเพื่อเอาไว้ใช้เป็นการกุศล ปรากฏหนังของคุณรัตนาภรณ์ที่เปิดฉายให้ชาวเบตงชมนั้น คืนเดียว ๒ รอบ เก็บเงินได้ถึงกว่า ๓ หมื่นบาท ซึ่งนับว่ามากมายในสมัยนั้น ท่านสวัสดิ์, คุณชะลอ และชาวเบตง เห็นว่าเงินจำนวนนี้น่าจะนำมาสร้าง รูปหล่อหลวงพ่อทวด เพื่อประดิษฐานไว้ที่ อ.เบตง สักองค์หนึ่ง เพราะชาวเบตงเคารพศรัทธาหลวงพ่อทวดมาก แต่การเดินทางไปกราบไหว้ถึงวัดช้างให้ในสมัยนั้นเป็นเรื่องยากลำบาก จึงตกลงหล่อ รูปเหมือนหลวงพ่อทวด ขนาดหน้าตัก ๒๓ นิ้ว ประมาณเท่ากับองค์จริง ปรากฏว่าเงินกว่า ๓ หมื่นบาทที่ได้จากฉายหนังใช้ไปในการหล่อพระหลวงพ่อทวดไม่ถึงหมื่นบาทเท่านั้น

    เมื่อได้รูปหล่อหลวงพ่อทวดมาแล้วจะประดิษฐานที่ไหน ที่เหมาะสมก็ต้องเป็นที่วัดพุทธาธิวาส ซึ่งเป็นวัดใหญ่ในตัวเมืองเบตง ทางวัดก็ยินดีให้ประดิษฐาน แต่คณะกรรมการต้องสร้างวิหารให้ด้วย ซึ่งต้องใช้เงินแสน ช่วงนั้นนายด่านชะลอย้ายกรุงเทพฯ พอดี ผู้ที่ต้องรับหน้าที่เป็นหัวเรือก็คือ ท่านสวัสดิ์ โชติพานิช

    ท่านสวัสดิ์ กล่าวถึงตรงนี้ว่า “การหาเงินก้อนนี้คิดดูแล้วก็ต้องสร้างพระรูปเหมือนหลวงพ่อทวดขนาดเล็กแบบห้อยคอ ให้ชาวเบตงช่วยกันทำบุญบูชา ครั้งแรกคิดว่าจะสร้างเป็นพระเนื้อว่าน แต่เมื่อไปขออนุญาตจากพระอาจารย์ทิม วัดช้างให้ ท่านบอกว่า หลวงพ่อทวดเคยนิมิตบอกว่า พระเนื้อว่านให้สร้างครั้งแรกครั้งเดียวเท่านั้น การสร้างพระหลวงพ่อทวด รุ่นต่อไปจึงต้องเป็นรูปแบบอย่างอื่น พอดีวันหนึ่งผมนั่งรถไฟซึ่งเป็นรถด่วนสุไหงโก-ลก ถึงกรุงเทพฯ ได้นั่งติดกับผู้โดยสารคนหนึ่งซึ่งไม่รู้จักกันมาก่อน เขาได้ให้พระรูปหล่อองค์หนึ่งแก่ผม ซึ่งตอนนั้นไม่ทราบว่าเป็นหลวงพ่ออะไรวัดไหน มาทราบภายหลังว่าเป็นรูปหล่อสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) วัดระฆัง ซึ่งหลวงปู่นาค วัดระฆัง สร้างขึ้นเมื่อปี ๒๔๙๕ ผมรู้สึกชอบมาก จึงนำพระองค์นี้ไปให้ท่านอาจารย์ทิมพิจารณาว่าจะสร้างพระหลวงพ่อทวดในรูปแบบนี้ ท่านบอกว่า สวยดี พร้อมกับอนุญาตให้ผมสร้างพระหลวงพ่อทวดตามตัวอย่างที่ให้ท่านดู”

    ท่านสวัสดิ์บอกว่า ที่ผ่านมาท่านไม่เคยสร้างพระเครื่องมาก่อน และไม่รู้จักใครในวงการนี้ พอดีนายด่านคนใหม่ที่ย้ายมาอยู่เบตง คือ คุณสุรพล อติชาตนันท์ บอกว่าเป็นญาติกับ นายช่างหรัส พัฒนางกูร ช่างหล่อพระชื่อดังสมัยนั้น ผู้รับการหล่อพระวัดสุทัศนฯ เป็นประจำ จึงได้พาท่านสวัสดิ์ไปรู้จักที่โรงหล่อพระ ตรอกบ้านช่างหล่อ พรานนก ธนบุรี

    “งานหล่อพระรูปเหมือนหลวงพ่อทวด นายช่างหรัสจึงรับไปทำทั้งหมด เพราะผมไม่มีความรู้ทางด้านนี้จริงๆ เริ่มตั้งแต่การขึ้นหุ่น การหลอมโลหะ การเททอง การบรรจุผงใต้ฐาน การตอกหมายเลของค์พระ ช่างหรัสเป็นผู้จัดหาจัดทำทั้งหมด คิดเป็นเงินองค์ละ ๒๐ บาท จำนวนสร้าง ๙๙๙ องค์ รวมเป็นเงิน ๑๙,๙๘๐ บาท นับเป็นเงินก้อนใหญ่ทีเดียว สมัยนั้นก๋วยเตี๋ยวชามละ ๔-๕ บาท กาแฟดำแก้วละ ๕๐ สตางค์ เงินเดือนเสมียนขั้นต้น ๔๕๐ บาท เมื่อนำเรื่องนี้ไปปรึกษากับชาวเบตง ทุกคนบอกตรงกันว่า ไม่ต้องห่วงเรื่องนี้ พวกเขาจะช่วยกันเอง ผมเป็นคนต่างถิ่นยังช่วยพวกเขาได้ ทำไมพวกเขาถึงจะช่วยผมไม่ได้ ผมได้ฟังแล้วก็ซาบซึ้งใจพี่น้องชาวเบตงจริงๆ จนถึงทุกวันนี้ก็ยังระลึกนึกถึงความมีน้ำใจของชาวเบตงอยู่เสมอ” ท่านสวัสดิ์กล่าวในตอนหนึ่ง

    ในการเททอง นายช่างหรัส ได้นิมนต์ หลวงปู่โต๊ะ วัดประดู่ฉิมพลี เป็นผู้ประกอบพิธีที่โรงงานหล่อพระบ้านช่างหล่อ เมื่อตกแต่งองค์พระเสร็จแล้ว พระอาจารย์ทิม ได้นำผงว่านที่เหลือจากการสร้างพระหลวงพ่อทวด เนื้อว่าน รุ่นแรก ปี ๒๔๙๗ ขึ้นมากรุงเทพฯ บรรจุใต้ฐานองค์พระหลวงพ่อทวดด้วยตัวท่านเอง ที่โรงหล่อของช่างหรัส

    หลังจากนั้นช่างหรัสได้ปิดรูใต้ฐานองค์พระที่บรรจุผงว่าน ๒๔๙๗ (ไม่มีเม็ดกริ่ง) ตกแต่งให้เรียบร้อย พร้อมกับตอกเลขอารบิก ตั้งแต่หมายเลข 1 เรียงลำดับไปจนถึงองค์ที่ 999 เป็นที่เรียบร้อย (มีเผื่อเสียไม่กี่องค์) แล้วนำพระทั้งหมดไปถวายพระอาจารย์ทิม ที่วัดช้างให้ โดยท่านได้ทำพิธีปลุกเสกให้เมื่อต้นปี ๒๕๐๕ (ก่อนวันที่ ๑๙ พฤษภาคม ๒๕๐๕ ซึ่งเป็นวันทำพิธีปลุกเสกพระหลวงพ่อทวด รุ่นหลังเตารีดและหลังตัวหนังสือ)

    “เสร็จพิธีปลุกเสกแล้ว ผมได้นำพระทั้งหมดกลับไปเบตง ให้ทำบุญบูชาองค์ ๑๐๐ บาท ซึ่งนับว่าแพงมากสำหรับสมัยนั้น แต่พลังศรัทธาของชาวเบตงมีมากมายมหาศาล ทำให้พระหลวงพ่อทวด ๙๙๙ องค์หมดไปในเวลาไม่นานนัก นอกจากได้จ่ายค่าสร้างพระ ๑๙,๙๘๐ บาทให้ช่างหรัสไปหมดแล้ว ยังเหลือเงินอีกเกือบ ๘๐,๐๐๐ บาท ที่ตั้งใจว่าจะนำไปสร้างวิหารประดิษฐานหลวงพ่อทวดก็ไม่ต้องใช้ เพราะพี่น้องชาวเบตงช่วยเหลือกันก่อสร้างจนสำเร็จเสร็จสิ้นไปด้วยดี เงินที่เหลือนี้จึงได้นำไปซื้อดินถมขยายบริเวณหน้าวิหารหลวงพ่อทวดให้กว้างขึ้น ดังที่เห็นในทุกวันนี้...พระหลวงพ่อทวด รุ่นเลขใต้ฐาน หรือรุ่นเบตงนี้ สมัยนั้นไม่มีการโฆษณาประชาสัมพันธ์แต่อย่างใด เป็นการบอกกล่าวกันปากต่อปากเท่านั้น ผู้คนจำนวนมากพากันไปเช่าบูชาอย่างต่อเนื่อง บางคนมาจากต่างอำเภอของยะลา และต่างจังหวัด เช่น ปัตตานี นราธิวาส สงขลา ก็มี ทั้งๆ ที่สมัยนั้นการเดินทางไป อ.เบตง ลำบากมาก ทั้งนี้ก็เป็นเพราะพลังศรัทธาของชาวใต้ที่มีความเคารพเลื่อมใสในบารมีหลวงพ่อทวดอย่างแท้จริง พระหลวงพ่อทวด รุ่นเลขใต้ฐาน จึงได้รับความสนใจอย่างกว้างขวาง จากการทำบุญองค์ละ ๑๐๐ บาท เมื่อปี ๒๕๐๕ มาถึงทุกวันนี้ เวลาผ่านมา ๕๐ ปี พระรุ่นนี้มีการเช่าหากันถึงหลักล้าน ผมในฐานะผู้มีส่วนสร้างพระรุ่นนี้ก็ย่อมรู้สึกภาคภูมิใจเป็นธรรมดา” ท่านสวัสดิ์กล่าวในที่สุด
     
  5. Golfito

    Golfito สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    29 ตุลาคม 2016
    โพสต์:
    27
    ค่าพลัง:
    +10
    หลวงปู่ทวด รุ่นสร้างพิพิธภัณฑ์กำนันมานะ พิธีดี น่าบูชาครับ องค์ละ 200บาท
    มีทองแดงแบบรุ้ง กับกะไหล่ทอง สนใจโทร 096-6707008 วัตน์

    ธนาคารไทยพานิชย์ นายอนุวรรตน์ พิพิชกุล
    405-712584-7

    (เนื่องจากพระองค์เล็กครับ เดี๋ยววันหลังจะให้ร้านถ่ายมาครับ)
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

    แก้ไขครั้งล่าสุด: 27 พฤศจิกายน 2016
  6. Golfito

    Golfito สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    29 ตุลาคม 2016
    โพสต์:
    27
    ค่าพลัง:
    +10
    คาถาหลวงปู่ทวด เหยียบน้ำทะเลจืด วัดช้างให้ ตำบลป่าไร่ อำเภอโคกโพธิ์ จังหวัดปัตตานี คาถาหลวงพ่อทวด ท่องในใจเสมอไม่ต้องมีพระเครื่องท่านก็ได้





    ตั้งนะโม 3 จบ

    นะโม โพธิสัตโต อาคันติมายะ อิติภะคะวา (3 จบ) แล้วระลึกถึงท่าน
    หลวงปู่ทวด เหยียบน้ำทะเลจืด วัดช้างให้ จะคุ้มครองให้เราแคล้วคลาดปลอดภัยจากอันตรายต่างๆ แล้วอาราธนาพระเครื่องหลวงพ่อทวด วัดช้างให้ เหยียบน้ำทะเลจืด ติดตัวท่านจะคอยปกป้องภัยอันตรายคาถา-อาคม พระคาถาต่างๆ


    สามารถสั่งพระหลวงปู่ทวดได้นะครับ
    แต่ถ้าหาไม่ได้จะบอก โทร 096-6707008 วัตน์
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 20 ธันวาคม 2016
  7. Golfito

    Golfito สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    29 ตุลาคม 2016
    โพสต์:
    27
    ค่าพลัง:
    +10
    จัดหาพระเครื่องหลวงปู่ทวด

    สามารถสั่งพระหลวงปู่ทวดได้นะครับ
    แต่ถ้าหาไม่ได้จะบอก โดยแจ้งทางข้อความ
    หรือ 096-6707008 วัตน์
     

แชร์หน้านี้

Loading...