เรื่องเด่น เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันพุธที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๘

ในห้อง 'หลวงพ่อเล็ก วัดท่าขนุน' ตั้งกระทู้โดย iamfu, 26 กุมภาพันธ์ 2025 at 19:40.

สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้
  1. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    20,752
    กระทู้เรื่องเด่น:
    2,651
    ค่าพลัง:
    +26,513
    เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันพุธที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๘


     

    ไฟล์ที่แนบมา:

    • IMG_9714.jpeg
      IMG_9714.jpeg
      ขนาดไฟล์:
      273 KB
      เปิดดู:
      18
  2. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    20,752
    กระทู้เรื่องเด่น:
    2,651
    ค่าพลัง:
    +26,513
    วันนี้ตรงกับวันพุธที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๕๖๘ ทางจันทรคติเป็นวันแรม ๑๔ ค่ำ สิ้นเดือน ๓ แล้ว ถ้าหากว่าเป็นปฏิทินโบราณ เราจะเริ่มเข้าฤดูร้อนในวันแรม ๑ ค่ำ เดือน ๔ ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะทรงเปลี่ยนเครื่องทรงถวายพระแก้วมรกตเป็นฤดูร้อน แต่กรมอุตุนิยมวิทยาแจ้งว่า ประเทศไทยเข้าสู่ฤดูร้อนตั้งแต่วันที่ ๒๔ กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา..!

    จะเห็นว่าดินฟ้าอากาศคลาดเคลื่อนไปมาก โดยเฉพาะปีนี้เป็นปีอธิกวาร คำว่า อธิกวาร ก็คือมีวันเพิ่มขึ้นมา ได้แก่วันแรม ๑๕ ค่ำ เดือน ๗ ท่านที่ไปเรียนโหราศาสตร์มาก็น่าจะทราบคร่าว ๆ ว่าในเดือนอ้าย เดือน ๓ เดือน ๕ เดือน ๗ เดือน ๙ เดือน ๑๑ ถ้าโดยปกติแล้วจะเป็นเดือนขาด ก็คือมีแค่แรม ๑๔ ค่ำ แต่ว่าปีนี้เดือน ๗ มีแรม ๑๕ ค่ำด้วย

    เพิ่งจะเรียนรู้มาแบบงู ๆ ปลา ๆ อย่าเพิ่งไปตำหนิว่าปฏิทินเขาผิด ไปศึกษาเสียก่อนว่าจันทรคติรอบใหญ่เป็นอย่างไร รอบเล็กเป็นอย่างไร เนื่องเพราะว่าการโคจรของดวงจันทร์กับดวงอาทิตย์ไม่เท่ากัน เมื่อถึงเวลานับครบรอบปกติก็มีขาดบ้าง ก็ต้องเติมเข้าไปให้ครบ พอถึงเวลาครบ ๘ ปี หรือว่า ๑๑ ปี ถึงจะมีรอบใหญ่ที่ตรงกันสักครั้งหนึ่ง ค่อย ๆ เรียนรู้ไป ไม่ยากเกินความสามารถ

    คราวนี้ในส่วนของพวกเราเองถือว่าสอบบาลีผ่านไปแล้ว แต่เป็นที่น่าเสียดายว่าไม่มีใครมั่นใจตัวเองเลยแม้แต่รูปเดียว หวังเต็มที่แค่ติดซ่อมเท่านั้น..! ได้ยินแล้ว กระผม/อาตมภาพอยากจะเอาหัวโขกเสา อุตส่าห์ไปเก็บตัวซักซ้อมเป็นเดือน ๆ ดูท่าว่าจะไม่ได้ท่องจำบาลี ท่องจำแต่เมนูว่าวันนี้จะสั่งอะไรมาฉันเท่านั้น..!

    เรื่องของการศึกษาบาลีเป็นเรื่องที่ต้องทุ่มเทจริงจัง ไม่ใช่เรื่องที่ทำเล่น ๆ แล้วก็ไม่ต้องไปสนใจกับสูตรที่เขาบอกว่า "ปีนี้ออกยาก ปีหน้าจะออกง่าย" ไอ้นั่นเป็นเรื่องของคนที่เรียนมาไม่ดีพอ แล้วก็โทษฟ้าโทษดินส่งเดชไปเรื่อย..! ถ้าท่านทั้งหลายสังเกตจะเห็นว่า นักธรรมชั้นตรี ชั้นโท ชั้นเอก จะออกยากออกง่ายอย่างไร กระผม/อาตมภาพเฉลยปากเปล่าเดี๋ยวนั้นได้ทั้งหมด..! ก็แปลว่าถ้าบาลียากก็คือเราอ่านไม่ถึง หรือว่าจำไม่ได้เอง..!

    ดังนั้น..ทันทีที่สอบจบ เราไม่ควรจะปล่อยเวลาให้ผ่านไปเปล่า ท่องหนังสือใหม่เลย ก็เพื่อว่าถ้าหากว่าเราจะต้องซ่อม ก็จะได้มีเวลาทวนหนังสือมากกว่าคนอื่นเขา ถ้าหากว่าผ่าน เราทวนของเก่าแล้ว ถึงเวลาเรียนของใหม่ก็จะได้แม่นยำยิ่งขึ้น เนื่องเพราะว่าวิชาบาลีนั้น พื้นฐานไวยากรณ์สามารถใช้ไปยันประโยค ๙ เลย ถ้าไวยากรณ์ไม่แม่น มีสิทธิ์ตายฟรี..!
     
  3. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    20,752
    กระทู้เรื่องเด่น:
    2,651
    ค่าพลัง:
    +26,513
    บุคคลที่กระผม/อาตมภาพทึ่งที่สุดก็คือหลวงพ่อเจ้าคุณสะอิ้ง - พระเดชพระคุณพระธรรมพุทธิมงคล (สะอิ้ง สิรินนฺโท ป.ธ. ๘) ที่ปรึกษาเจ้าคณะภาค ๑๔ เจ้าอาวาสวัดป่าเลไลยก์ วรวิหาร จังหวัดสุพรรณบุรี ตั้งแต่ประโยค ๕ ถึงประโยค ๘ ท่านอ่านหนังสือเองแล้วสอบได้ ยังดี..ถ้าหากว่าท่านสอบประโยค ๙ ได้ด้วย จะเป็นเรื่องที่อัศจรรย์กว่านี้..!

    เพียงแต่ว่าต่อให้ท่านเก่งขนาดไหนก็ตาม ในยุคนั้นผู้ที่ตรวจฉันท์ประโยค ๙ ยึดรูปแบบของตนเองเคร่งครัดมาก คุณจะแต่งไพเราะ แต่งได้เหมาะสมขนาดไหนก็ตาม ถ้าไม่เป็นไปตามรูปแบบของท่าน ท่านจับตกเลย..! พูดง่าย ๆ ก็คือกรรมการอื่นตรวจฉันท์ประโยค ๘ ประโยค ๙ แล้ว ต้องส่งให้ท่านดูอีกทีหนึ่ง ต่อให้คนอื่นผ่าน ๓ หอ แต่ถ้ารูปแบบไม่ได้ ท่านซึ่งเอาไปตรวจซ้ำจะปรับตกเลย..! จึงไม่ต้องสงสัยว่าทำไมผู้ที่เรียนด้วยตนเอง อย่างหลวงพ่อพระธรรมพุทธิมงคลท่านถึงได้สอบประโยค ๙ ตก ? ต้องบอกว่าตกเพราะอาจารย์ ไม่ได้ตกเพราะลูกศิษย์ไม่มีความสามารถ เรื่องพวกนี้เป็นตำนานเล่าขานอยู่ในวงการบาลีของเรามาโดยตลอด

    แบบเดียวกับท่านเจ้าคุณสอน - พระอุดมปิฎก (สอน พุทฺธสโร) ไม่มีโอกาสได้สอบประโยค ๙ เพราะว่ารูปไม่หล่อ..! จนกระทั่งท้ายสุด ท่านไปชงน้ำชาถวายพระเถระในงานสอบ ซึ่งตอนนั้นยังเป็นการสอบปากเปล่า ได้ยินพระรูปหล่อเขาแปลตะกุกตะกัก..ไม่รอดสักที ท่านก็สั่นหัว บังเอิญกรรมการสังเกตเห็น จึงถามว่า "คุณแปลได้หรือ ?" ท่านบอกว่า "ได้ขอรับ เพียงแต่ว่าเกล้าฯ ไม่มีคนรับรองให้เข้าแปล เพราะว่าหน้าตาไม่ดีอย่างที่กรรมการต้องการ" กรรมการท่านนั้นจึงรับรองให้ แล้วท่านแปลรวดเดียวได้ ๙ ประโยคเลย..!

    หรือไม่ก็อย่างหลวงพ่อเจ้าคุณสมบูรณ์ - พระเทพสาครมุนี (สมบูรณ์ ปญฺญาวุโธ ป.ธ. ๙) เจ้าอาวาสวัดเจษฎาราม (พระอารามหลวง) ที่ปรึกษาเจ้าคณะภาค ๑๔ รูปปัจจุบัน ประโยค ๙ ประโยคเดียว ท่านสอบอยู่ ๑๔ ปี เพราะว่าท่านเป็นเลขานุการเจ้าคณะจังหวัดให้กับหลวงปู่แก้ว สุวณฺณโชโต วัดช่องลม จังหวัดสมุทรสาคร ซึ่งสมณศักดิ์ของท่านก็คือพระเทพสาครมุนีเหมือนกัน

    ด้วยความที่
    ท่านต้องแบกงานทั้งจังหวัดเอาไว้ ไม่มีเวลาเรียนหนังสือ ไม่มีเวลาท่อง แต่พอถึงเวลา หลวงปู่แก้วบอกว่า "มหาสมบูรณ์ ไปสมัครสอบประโยค ๙ ด้วย" ท่านก็เพียรพยายามไปสอบ ปีแล้วปีเล่า ไปสอบได้เอาปีที่ ๑๔ อายุ ๔๐ กว่า เกือบจะ ๕๐ แล้ว..!
     
  4. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    20,752
    กระทู้เรื่องเด่น:
    2,651
    ค่าพลัง:
    +26,513
    กระผม/อาตมภาพเรียนถามท่านว่า "แล้วทำไมปีนี้หลวงพ่อสอบได้ละครับ ?" ท่านพูดติดตลกว่า "เขาออกข้อสอบจนไม่มีอะไรจะออก กลับมาออกของเก่า ผมก็เลยทำได้" ไอ้เรื่องนี้ไม่จริงนะครับ เพราะว่าการแต่งฉันท์ ไม่ว่าจะประโยค ๘ ประโยค ๙ อะไรก็ตาม แม้ว่าหัวข้อจะคล้ายคลึงกัน แต่ไม่ซ้ำของเดิม

    อย่างเช่นว่าปีนี้สรรเสริญพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เจริญพระชนมายุ ๖ รอบ (๗๒ พรรษา) แต่ครั้งหน้าอาจจะเป็น ๗ รอบ (๘๔ พรรษา) อย่างนี้เป็นต้น แล้วสถานการณ์บ้านเมืองก็เปลี่ยนแปลงไปเรื่อย การแต่งฉันท์จึงต้องดึงเอาสถานการณ์บ้านเมืองเข้ามา เพื่อที่จะเสริมความเด่นในข้อมูลที่เราสรรเสริญพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็นไปไม่ได้ที่จะออกซ้ำ แต่ท่านก็พูดไปแบบนั้น

    แล้วในที่สุด ความเพียรของท่านก็เกิดดอกออกผล ผู้ใหญ่เห็นแล้วเมตตา ท่านจึงเจริญงอกงามในตำแหน่งหน้าที่และสมณศักดิ์มา จนกระทั่งท้ายสุดก็ได้สมณศักดิ์เทียบเท่าครูบาอาจารย์ ก็คือเป็นพระเทพสาครมุนี ท่านเป็นบุคคลที่ขยันมาก ศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมอยู่ทุกวัน ถ้าเจอหน้ากระผม/อาตมภาพถือหนังสือเมื่อไร จะคว้าไปดูทันทีว่าดูเรื่องอะไร ท่านอ่านแล้วหรือยัง ? ถ้ายังไม่อ่าน เดี๋ยวรุ่งขึ้นท่านจะถือติดมือมาแล้ว พูดง่าย ๆ ก็คือจะไม่ยอมให้กระผม/อาตมภาพชนะท่านได้ โดยเฉพาะพวกตำราแปลจากต่างประเทศ ท่านจะชอบมากเป็นพิเศษ นี่คืออีกตำนานในวงการสอบบาลีของเรา

    หรือว่าตำนาน "๓ พรหม" อย่างในปัจจุบันนี้ ก็คือ พระเดชพระคุณพระพรหมบัณฑิต, ศ.,ดร. (ประยูร ธมฺมจิตฺโต ป.ธ. ๙, Ph.D.) ราชบัณฑิต กรรมการมหาเถรสมาคม เจ้าอาวาสวัดประยุรวงศาวาส วรวิหาร

    พระเดชพระคุณพระพรหมโมลี (สุชาติ ธมฺมรตโน ป.ธ. ๙) กรรมการมหาเถรสมาคม เจ้าคณะภาค ๕ แม่กองบาลีสนามหลวง เจ้าอาวาสวัดปากน้ำภาษีเจริญ

    พระเดชพระคุณพระพรหมกวี (พงศ์สันต์ ธมฺมเสฏฺโฐ, ป.ธ.๙, ดร.) กรรมการมหาเถรสมาคม เจ้าคณะภาค ๓ เจ้าอาวาสวัดกัลยาณมิตร วรมหาวิหาร
     
  5. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    20,752
    กระทู้เรื่องเด่น:
    2,651
    ค่าพลัง:
    +26,513
    ในสมัยนั้น ท่านเรียนบาลีแล้วท้ายที่สุดก็สอบได้ประโยค ๙ รุ่นเดียวกัน สอบประโยค ๑ - ๒ ปุ๊บ อ่านประโยค ๓ สอบประโยค ๓ ปุ๊บ อ่านหนังสือประโยค ๔ เพื่อนฝูงถามว่า "จะไม่รอประกาศผลสอบก่อนหรือ ?" ท่านตอบแบบไม่ไว้หน้าเลยว่า "กูไม่เห็นว่าอะไรจะทำให้กูตกได้..!" เล่นเอาเพื่อนฝูงเกือบจะกัดลิ้นตาย..! แล้วปัจจุบันนี้ก็เห็นอยู่ว่า แต่ละท่านเจริญอยู่ในวงการสงฆ์อย่างไร ? กลายเป็นแบบอย่างเขาอย่างไร ?

    โดยเฉพาะบาลี ตั้งแต่ต้นจนถึงปัจจุบัน ทางคณะสงฆ์ให้ราคามากกว่าการศึกษาแบบอื่นมาโดยตลอด ท่านทั้งหลายจะสังเกตเห็นว่า เอาแค่จังหวัดกาญจนบุรีของเราก็แล้วกัน สมัยก่อนหลวงพ่อไพบูลย์ (พระธรรมคุณาภรณ์) หรือพระมหาไพบูลย์ กตปุญฺโญ ป.ธ. ๘ เป็นเจ้าคณะจังหวัด ทั้ง ๆ ที่มหาณรงค์ ป.ธ. ๔ (พระเทพเมธากร) เป็นรุ่นพี่ ซึ่งท่านเป็นลูกพี่ลูกน้องกัน เพราะว่าประโยคบาลีขี่กันอยู่ อีกฝ่ายหนึ่งประโยค ๘ ผู้ใหญ่ก็ต้องคิดว่า "เออ..ท่านขยันกว่า หัวดีกว่า ไปปกครองคณะสงฆ์ย่อมสร้างความเจริญให้มากกว่า"

    แต่ความจริงไม่ใช่ เพราะว่าหลวงพ่อณรงค์ได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้าคณะตำบลเกาะสำโรง ถ้า
    กระผม/อาตมภาพบอกแล้วพวกท่านทั้งหลายจะตกใจหรือเปล่า ? เจ้าคณะตำบลเกาะสำโรงในสมัยนั้นของท่าน กินแดนมาจากอำเภอเมืองมาไทรโยค มาทองผาภูมิ ไปยันสังขละบุรี..! เท่ากับเป็นเจ้าคณะจังหวัดชัด ๆ แค่บริหารคณะสงฆ์อย่างเดียว ก็ไม่มีเวลาไปอ่านหนังสือแล้ว ท่านก็เลยไม่ได้ไปสอบต่อ

    แล้วก็มารุ่นหลัง ลูกศิษย์รุ่นแรก ๆ ของหลวงพ่อไพบูลย์ ก็คือหลวงพ่อเจ้าคุณทองดำ หรือพระเดชพระคุณพระราชวิสุทธาภรณ์ รองเจ้าคณะจังหวัดปัจจุบันนี้ เปรียญธรรม ๖ ประโยค เป็นเลขานุการเจ้าคณะจังหวัด แบกงานทั้งจังหวัดจนไม่มีเวลาเรียนต่อ

    พระมหาปัญญา (พระเทพปริยัติโสภณ, ดร.) ที่เป็นสามเณร เรียนจนจบประโยค ๙ แถมปริญญาโทจากต่างประเทศมา ตำแหน่งมาทีหลัง แต่ว่าความรู้ขี่กันอยู่ ถึงเวลาปัจจุบัน หลวงพ่อเจ้าคุณปัญญาท่านก็ขึ้นมาเป็นเจ้าคณะจังหวัด สมณศักดิ์ไปถึงชั้นเทพแล้ว มีสิทธิ์เข้าถึงชั้นธรรมในเวลาอันไม่นาน หลวงพ่อเจ้าคุณทองดำกว่าจะขยับขึ้นมาเป็นชั้นราชได้ก็ ๒๐ กว่าปี แล้วตอนนี้ก็เป็นรองเจ้าคณะจังหวัด ถึงเวลาเจ้าคณะจังหวัดต้องไปกราบถวายความเคารพก่อนทุกครั้ง นี่คือราคาของประโยคบาลี ที่ทำให้ความก้าวหน้าทางคณะสงฆ์มีมากกว่า
     
  6. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    20,752
    กระทู้เรื่องเด่น:
    2,651
    ค่าพลัง:
    +26,513
    พวกเราถึงจะร่ำเรียนเพื่อที่จะให้มีความรู้และแปลพระไตรปิฎกได้ถูกต้อง เสียดายเมื่อวานที่ท่านทั้งหลายไม่ได้ฟังกระผม/อาตมภาพบรรยายให้กับบรรดา "ว่าที่พระอุปัชฌาย์" ฟัง ก็เพราะว่าการสวดกรรมวาจา ต้องแปลบาลีให้ท่านฟังทุกประโยค บุคคลที่เรียนบาลีมาจะได้เปรียบมาก เพราะว่าถ้าเข้าใจความหมาย จะจำขั้นตอนของการบวชได้ง่ายกว่ามาก

    ในเมื่อเป็นเช่นนั้น การเรียนของพวกเราจึงเป็นการเรียนเพื่อแปลพระไตรปิฎก เขาถึงได้ว่า "ภาษาบาลีเป็นภาษาเพื่อรักษาพระไตรปิฎก" กระผม/อาตมภาพไม่มีโอกาสเรียนเพื่อเอาประโยค แต่ก็คงอยู่แบบเดียวกับหลวงปู่ชุ้น ครูบาอาจารย์ ก็คือพระเดชพระคุณหลวงปู่พระธรรมเสนานี (ชุณห์ กิตฺติวณฺโณ) อดีตเจ้าคณะจังหวัดนครปฐม แล้วก็เป็นอดีตที่ปรึกษาเจ้าคณะจังหวัดนครปฐม

    ท่านเองไม่มีประโยคบาลี ถ้าหากว่าวิทยฐานะก็คือนักธรรมชั้นเอก แต่ความรู้บาลีของท่าน ประโยค ๙ ยังต้องหลบให้ เนื่องเพราะว่าถึงเวลาสวดมนต์ พอผิดปุ๊บท่านจะบอกเลย "หยุดเดี๋ยวนั้นเลย แก้ให้ถูก" เพราะว่าถ้าไม่เตือนตอนนั้นเลย คนที่ผิดก็มักจะจำไม่ได้..!

    ในเมื่อเป็นเช่นนั้น ต่อให้พวกเราเรียนแล้ว ไม่ได้คิดที่จะหวังได้ยศได้ตำแหน่งอะไร แต่ว่าการเรียนบาลีหลักใหญ่ใจความก็คือ ถ้าปฏิบัติธรรมไปด้วย จะสามารถเข้าใจและแปลได้ลึกซึ้งกว่ามาก ไม่อย่างนั้นแล้วเราจะได้แค่เปลือกเท่านั้น ก็คือแปลเฉพาะตามศัพท์ เข้าไม่ถึงอรรถ คือความหมายที่แฝงอยู่อย่างแท้จริง

    แค่ "มัชฌิมาปฏิปทา" คำเดียว ท่านก็แปลว่า "ทางสายกลาง"
    แล้วทางสายกลางนั้นกลางอย่างไร ? กลางระหว่างทางโลกและทางธรรม ? กลางระหว่างโลกียะและโลกุตระ ? กลางอยู่ระหว่างรูปฌานกับอรูปฌาน ? หรือว่าเป็นกลางแบบไม่เกาะทั้งซ้ายทั้งขวา ดีก็วางชั่วก็วาง ? ขึ้นอยู่กับว่าท่านปฏิบัติไปถึงระดับไหน ก็จะแปลได้แค่นั้น

    ดังนั้น..ในเรื่องของการเรียนการศึกษาจึงเป็นเรื่องสำคัญ อย่าปล่อยเวลาให้เสียเปล่า การท่องบาลีเป็นการภาวนาที่ดีมาก กระผม/อาตมภาพยืนยัน แล้วทุกวันนี้ที่แปลบาลีได้ก็เพราะท่องบาลีนั่นแหละ ท่องไป ๆ รู้สึกเหมือนอะไรแตกโป๊ะอยู่ในหัวสมอง แล้วเข้าใจหมดเลยว่าต้องแปลอย่างไร..! พวกท่านลองไปเสี่ยงดวงท่องบาลีดูบ้างก็ได้ เผื่อว่าถึงเวลาแปลประโยคบาลีถูกใจครูบาอาจารย์ จะได้มี "มหา" นำหน้ากับเขาบ้าง

    สำหรับวันนี้ก็ขอเรียนถวายพระภิกษุสามเณรของเรา และบอกกล่าวแก่ญาติโยมแต่เพียงเท่านี้

    พระครูวิลาศกาญจนธรรม, ดร.
    เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน
    วันพุธที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๕๖๘
    (ถอดจากเสียงเป็นอักษร โดย เผือกน้อย)
     
สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้

แชร์หน้านี้

Loading...