เรื่องเด่น หลวงพ่อวิริยังค์ สิรินฺธโรกับ คำทำนาย’ชีผ้าขาว’ โดย นพ.วิชัย เทียนถาวร

ในห้อง 'หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต' ตั้งกระทู้โดย โพธิสัตว์ ชาวพุทธ, 12 พฤศจิกายน 2020.

  1. โพธิสัตว์ ชาวพุทธ

    โพธิสัตว์ ชาวพุทธ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    24 กรกฎาคม 2017
    โพสต์:
    4,660
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1,811
    ค่าพลัง:
    +6,824
    0b8ade0b8a7e0b8b4e0b8a3e0b8b4e0b8a2e0b8b1e0b887e0b884e0b98c-e0b8aae0b8b4e0b8a3e0b8b4e0b899e0b8ba.jpg

    เมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2563 ผู้เขียนมีโอกาสไปงานกฐินที่วัดธรรมมงคล อยู่ที่ซอยสุขุมวิท 101 บางจาก พระโขนง กรุงเทพมหานคร นับเป็นครั้งแรกที่ผู้เขียนมีโอกาสได้ไปวัดแห่งนี้ ด้วยผู้เขียนได้เขียนประวัติหลวงปู่มั่นติดต่อกันมาได้ 3-6 เดือนเศษถึงตอนที่ 18-19 ด้วยผู้เขียนศรัทธาเคารพนับถือหลวงปู่มั่น ด้วยได้เคยไปตรวจราชการที่ จ.สกลนคร พบท่านนายแพทย์ปรเมษฐ์ กิ่งโก้ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดสกลนคร เป็นลูกศิษย์หลวงปู่มั่น ได้พาผู้เขียนไปกราบนมัสการไหว้หลวงปู่มั่นที่วัดสุทธาวาส อ.เมือง จ.สกลนคร นอกจากนี้ยังให้รูปหล่อหลวงปู่มั่นและหนังสือประวัติหลวงปู่มั่นเล่มโตๆ ถึง 3-4 เล่ม ซึ่งได้เอามาเขียนลงหนังสือมติชนรายวันอย่างต่อเนื่อง หลวงปู่มั่นท่านเป็นอริยสงฆ์ที่ทรงคุณสูงยิ่ง ช่วงอายุหลวงปู่มั่น พ.ศ.2413-พ.ศ.2492 อายุประมาณ 79 ปี และหลวงปู่มั่นได้รับเกียรติยกย่องคุณความดีโดยองค์กรของโลกให้เป็น “บุคคลสำคัญของโลก” จาก “องค์กรยูเนสโก” (UNESGO) สาขาสันติภาพ ประจำปี พ.ศ.2563-2564 ซึ่งจะเขียนประวัติของท่านให้แล้วเสร็จปลายปี 2563

    อนึ่ง ด้วยผู้เขียนได้ทราบถึง “หลวงพ่อวิริยังค์ สิรินธฺโร” ว่าเป็นลูกศิษย์อาจารย์กงมา และพระอาจารย์กงมาได้พาหลวงพ่อวิริยังค์มากราบนมัสการ “หลวงปู่มั่น” ด้วยบุญนำพาในปางก่อนตรงกัน “หลวงปู่มั่น” ท่านได้รับหลวงพ่อวิริยังค์เป็น “ลูกศิษย์” และหลวงพ่อวิริยังค์ได้ถวายตัวดูแลหลวงปู่มั่นต่อเนื่องมาถึง 4-5 ปี และหลวงปู่มั่นท่านได้ลิขิตกำหนดให้หลวงพ่อวิริยังค์มาตั้งอยู่ที่กรุงเทพมหานคร และอีกประเด็นหนึ่งผู้เขียนได้ทราบว่า หลวงพ่อวิริยังค์ได้มาเปิดสถาบัน “พลังจิตตานุภาพ” สาขา 159 ที่วัดเสาธงทอง ต.บางมัญ อ.เมือง จ.สิงห์บุรี รุ่นที่เปิดนี้เป็นรุ่น 46 ด้วยองค์ประกอบหลายส่วน ผู้เขียนจึงตั้งมั่นด้วยศรัทธาในเบื้องต้น ต้องการรู้จักวัดธรรมมงคล และอยากได้เห็นได้พบหลวงพ่อวิริยังค์ที่วัดธรรมมงคล และก็ได้พบแม้จะเห็นไกลตอนลงจากรถเก๋งสีดำ และนั่งรถเข็นผู้ป่วยเข้าศาลา และเห็นจากกล้องวงจรปิดที่วัด ก็นับว่าเป็น “มงคล” กับผู้เขียน ที่ได้มายังสถานที่อันเป็นมงคลชีวิต และได้เห็นพบศรัทธาบารมีของ “หลวงพ่อ” มีมากมาย จากผู้คนที่มาร่วมงานกฐินเป็นหลักพัน ทำให้บริเวณภายในลานวัดแคบสนิทเลย ผู้เขียนได้เดินไปดูห้องขายหนังสือ ถามผู้จำหน่ายหนังสือว่าหนังสือประวัติหลวงพ่อฉบับ 100 ปี มีไหม เขาบอกว่ามีแต่ฉบับอายุวัฒนมงคล 98 ปี จึงได้ทำบุญมา 1 เล่ม เพื่อจะมาเขียนประวัติสร้างความเชื่อมโยงให้เห็น “ลูกศิษย์” หลวงปู่มั่น ที่ชื่อ “หลวงพ่อวิริยังค์” ได้เจริญรอยตามหลวงปู่มั่นตามชะตาลิขิตที่พระ “อาจารย์” ท่านได้สั่งสอนชี้แนะ ชี้นำ ขณะที่ท่านรับใช้พระอาจารย์ได้ดำเนินตามคำแนะนำของหลวงปู่มั่น ด้วยความมุมานะ พยายาม อดทนความลำบากอุปสรรคต่างๆ สร้างบารมีขจรขจายไปทั่วโลกและทั่วไทยดังปรากฏเป็นข่าว และท่าน “หลวงพ่อวิริยังค์” ด้วยอานิสงส์ของแรงกตัญญูที่มีต่อ “หลวงปู่มั่น” จึงได้ประสบความสำเร็จมีผลกระทบต่อ “คุณธรรม จริยธรรม” ของมวลมนุษยชาติทั้งทั่วไทยและทั่วโลก “ศีล สมาธิ ปัญญา” ถึงการสร้าง “สาขา” ปฏิบัติธรรมทั่วไทยและทั่วโลกเช่นกัน ดังประวัติโดยสังเขป ดังนี้ :

    ณ สถานีรถไฟปากเพรียว (สถานีรถไฟสระบุรีในปัจจุบัน) อันเป็นดินแดนที่ ด.ช.วิริยังค์ บุญฑีย์กุล ได้อุบัติบังเกิดขึ้นมาต่อสู้ชีวิตเพื่อความอยู่รอดในโลกที่ใครๆ เขากล่าวกันว่าในโลกนี้น่าอยู่น่าอาศัยเป็นโลกแห่งศิวิไลซ์ ทำให้ผู้คนมัวเมาหลงใหลติดอกติดใจ เมื่อตายจากไปแล้ว ปรารถนากลับมาเกิดใหม่อีก คือ การเวียนเกิดเวียนตายหาที่สิ้นสุดมิได้ แต่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จอุบัติบังเกิดขึ้นมาเพื่อค้นหาทางหลุดพ้นจากโลก เมื่อทรงค้นพบแล้วทรงตรัสบอกทางหลุดพ้นนั้นแก่บุคคลทั้งหลายผู้ไม่มัวเมา ผู้ไม่หลงใหล ผู้ไม่ติดใจโลก และทรงตรัสเตือนว่า… “โลกนี้เปรียบเหมือนราชรถที่พวกคนเขลาหมกอยู่ และผู้รู้หาข้องอยู่ไม่ และสัตว์ทั้งหลายย่อมเกิดและตายเป็นไปตามกรรม” ด้วยเหตุดังกล่าวนี้ จะด้วยกรรมเก่าบันดาลหรือด้วยบุญกุศลช่วยเกื้อหนุนทำให้ ด.ช.วิริยังค์ ได้มาเกิดเมื่อวันที่ 7 มกราคม 2463 ในครอบครัวของนายสถานีรถไฟปากเพรียว คือ “ท่านขุนเพ็ญภาษชนารมย์” ผู้เป็นบิดา และมารดาชื่อ นางมั่น บุญฑีย์กุล เป็นลูกคนที่ 5 ในจำนวน 7 คน 1.ด.ญ.กิมลั้ง บุญฑีย์กุล 2.ด.ช.ฑีฆายุ บุญฑีย์กุล 3.ด.ช.สุขีตัง บุญฑีย์กุล 4.ด.ช.สัจจัง บุญฑีย์กุล 5.ด.ช.วิริยังค์ บุญฑีย์กุล 6.ด.ช.ไชยมนู บุญฑีย์กุล 7.ด.ญ.สายมณี บุญฑีย์กุล นับแต่ ด.ช.วิริยังค์ เกิดมาก็ต้องต่อสู้เพื่อความอยู่รอดเหมือนผู้คนทั้งหลาย มีสุข มีทุกข์ มีหัวเราะ มีร้องไห้ มีเสียใจ มีเศร้าใจ มีรักใคร่ มีโลภ มีโกรธ มีหลงลืม เป็นธรรมดาตามภาษาเด็กๆ โดยทั่วไป หลังจากบิดารับราชการเป็นนายสถานีไฟฟ้าปากเพรียว จ.สระบุรี นานพอสมควรแล้ว ทางการได้สั่งย้ายมารับตำแหน่งเป็นนายสถานีรถไฟบ้านใหม่สำโรง อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา ถือว่าเป็นโชคดีของครอบครัว ด.ช.วิริยังค์ อย่างยิ่งที่ได้มาพบท่าน “พระอาจารย์กงมา จิรปุญโญ” ผู้เป็นศิษย์รูปสำคัญของหลวงปู่มั่นที่ผ่านการปฏิบัติการฝึกสมาธิมาแล้ว ทำให้ท่านพระอาจารย์กงมากลายเป็นผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ มีความสามารถทำหน้าที่เป็นสาวกที่ดีของ “พระพุทธเจ้า” คือ การเผยแผ่ธรรมะแก่สาธุชนทั้งหลาย พร้อมกับได้มาสร้างวัดป่าสว่างอารมณ์ ณบ้านใหม่สำโรง เพราะฉะนั้น ท่านพระอาจารย์กงมาจึงได้สั่งสอนตั้งแต่พิธีกรรมการสวดมนต์ไหว้พระ การรักษาศีล การนั่งสมาธิทำให้ชาวบ้านได้รับผลแห่งการปฏิบัติตามโอกาสที่อำนวย ชาวบ้านเลื่อมใสศรัทธา แม้ครอบครัวของ ด.ช.วิริยังค์ก็เช่นกัน มีความสุขสงบ พ่อแม่ของเขาก็ทำบุญตักบาตรเข้าฟังธรรม รักษาศีล นั่งสมาธิในวันพระเป็นประจำ แต่ ด.ช.วิริยังค์ เป็นเด็กเกินไปเลยยังไม่สนใจเช่นผู้ใหญ่ ชอบเล่นชอบเที่ยวชอบสนุก

    ต่อมาวันหนึ่งบิดาของเขาได้รับคำสั่งย้ายไปปฏิบัติงานที่จังหวัดอุบลราชธานี ประจำอยู่สถานีรถไฟวารินชำราบ ส่วน ด.ช.วิริยังค์ พ่อแม่ก็พาไปสมัครเรียนหนังสือที่โรงเรียนวัดสุปัฏนาราม เป็นโรงเรียนที่มีชื่อเสียงในจังหวัดนี้ ทำให้ ด.ช.วิริยังค์ เรียนรู้หลายอย่าง ทั้งกีฬา ลูกเสือ แม้กระทั่งเข้าโบสถ์ฟังธรรมในวันพระหรือธรรมสวนะ เด็กๆ ส่วนใหญ่ไม่ค่อยสนใจ ห่วงเที่ยวไม่เข้าโบสถ์ฟังธรรมรวมทั้ง ด.ช.วิริยังค์

    จุดหักเหชีวิต : ด.ช.วิริยังค์ถูกเพื่อนหญิงชื่อ น.ส.ขลิบชวนให้มาส่งที่วัดเป็นสำนักปฏิบัติกัมมัฏฐาน และนั่งปะปนกับผู้หญิง พระอาจารย์กงมาได้เรียก ด.ช.วิริยังค์ ให้แยกไปนั่งต่างหาก ต้องนั่งเฉยเพื่อรอเพื่อนหญิงกลับบ้านนานถึง 4 ชั่วโมง ด.ช.วิริยังค์ก็นึกในใจว่า “จะไม่มาอีกแล้วๆๆๆ” ปรากฏการณ์มหัศจรรย์ได้เกิดขึ้นในใจทำให้ ด.ช.วิริยังค์ได้เปลี่ยนแปลงชีวิตของเขาโดยสิ้นเชิง อาการที่เคยปรากฏดังกล่าวได้หายไป หมดความรู้สึกฉับพลัน จากนั้นปรากฏมีร่างอีกร่างหนึ่ง เดินออกจากร่างเดิมลงจากศาลาไปตามลานวัดจนถึงบริเวณที่เป็นที่สร้างพระอุโบสถ และได้ไปยืนอยู่ที่นั่น ขณะนั้นมีลมชนิดหนึ่งพัดโชยมาเข้าสู่หัวใจ มันช่างเย็นชุ่มฉ่ำอะไรเช่นนั้น เป็นความสุขที่ไม่เคยมีมาก่อนเลยในชีวิต ด.ช.วิริยังค์ ได้อุทานในใจตนเองว่า… “คุณของพระพุทธศาสนายังปรากฏอยู่ถึงปัจจุบันนี้หรือ?” ด.ช.วิริยังค์ในร่างพิเศษ ได้ยืนอย่างนั้น เยือกเย็นสบายจนไม่สามารถบรรยายได้เป็นเวลานาน แล้วก็เดินกลับมายังศาลาที่นั่งอยู่ เขาได้มองไปที่ร่างกายของเขา และนึกว่า เอ…! ทำอย่างไรจึงจะเข้าสู่ร่างกายของเราได้ ทันใดนั้นก็ปรากฏว่ามีความรู้สึกตัวขึ้น ขณะรู้สึกตัวครั้งแรก หู นั้นได้ยินพวกหญิงชายทั้งหลายสวดมนต์อยู่ใกล้ๆ แต่เหมือนเสียงไกลสุดกู่ และเสียงนั้นก็ได้ยินใกล้เข้ามาจนรู้สึกตัวเต็มที่ จากนั้น ด.ช.วิริยังค์ ได้ขอโอกาสทราบเรื่องความเป็นไปที่เกิดขึ้นเมื่อกี้นี้ ถวายให้อาจารย์กงมาฟังอย่างละเอียด พระอาจารย์กงมาถึงกับอุทานด้วยว่า “อื้อหือ ด.ช.วิริยังค์นี้เรายังไม่ได้สอนฝึกสมาธิให้เลย ได้เกิดเป็นสมาธิเสียก่อนแล้ว เธอนั้นจะมีบุญมาแต่อดีต”

    นับแต่วันนั้นเป็นต้นมา ด.ช.วิริยังค์ได้เปลี่ยนนิสัยเก่าโดยสิ้นเชิง เขาได้เริ่มเข้าจำศีลสวดมนต์ภาวนา จากเดิมเป็นเด็กที่ท่องเที่ยวดูลิเกละครกลางคืน เปลี่ยนแปลงโดยไม่ยอมแตะต้องเรื่องรื่นเริง ขาดเพื่อนเที่ยวเตร่ กลับมีแต่เพื่อนแท้ๆ เข้าวัดฟังธรรม ด.ช.วิริยังค์มีบุญวาสนามาตั้งแต่เด็กๆ มีศรัทธามีโอกาส เข้าวัดฟังธรรม น่าแปลกประหลาดใจอย่างยิ่ง บิดาได้ลาออกจากราชการกลับมาทำไร่นา ด.ช.วิริยังค์ ต้องทำงานหนักแทนบิดามารดาทุกอย่าง ขุดดิน ถางป่า ปลูกต้นไม้ ตักน้ำ ตำข้าว ไปหาผักปลา แบกฟืน หุงข้าว ทำกับข้าว ด.ช.วิริยังค์ทำได้หมด จนเป็นที่เบาใจของผู้ปกครอง จนกระทั่งนิสัยเปลี่ยนไม่ต้องการทำบาปเหมือนเมื่อก่อน เช่น ตกเบ็ด หาปลา ล่าสัตว์ตัดชีวิต ยังทำให้บิดามารดาไม่พอใจ เพราะจะไปหาซื้อก็ยาก ต้องหาทำเอง แต่ ด.ช.วิริยังค์ไม่ยอมทำบาปเหมือนก่อน จนกระทั่ง ด.ช.วิริยังค์ได้ขอร้องเพื่อนว่าขอเอาเฉพาะตัวที่ตายแล้ว ตัวเป็นไม่เอา เพื่อนๆ หัวเราะกัน แต่เพื่อนก็หาปลาตัวตายมอบให้เขาตามที่ต้องการ เขาถือปลาตายกลับบ้าน มารดาเห็นยิ้มแป้นแต่ไกล ด.ช.วิริยังค์พาลนึกในใจว่า… “เราจะทำอย่างไรเมื่อผู้ปกครองกับเราต้องมีความเห็นเนื่องในการทำบุญทำบาปเช่นนี้”

    “มีเหตุการณ์สำคัญครั้งหนึ่งในชีวิตของ ด.ช.วิริยังค์ ซึ่งมันเกือบทำให้ชีวิตของเขาแทบดับวูบและหมดความหมาย แต่ยังดีมีสิ่งหนึ่งแม้จะลึกลับปรากฏเป็นทางให้เห็นในวันนั้น เริ่มแต่เช้า เขาได้นำเกวียนลากไม้ที่ในไร่นาเผาถ่านซึ่งกว่าจะบรรทุกไม้ได้เต็มเล่มเกวียน ก็ต้องใช้แรงมากและเสียเวลาครึ่งค่อนวัน เมื่อนำไม้มากองเสร็จแล้ว ก็รีบไปตักน้ำจนเต็มตุ่ม แม่บอกว่าข้าวสารหมด ด.ช.วิริยังค์ก็เข้าไปยุ้งข้าวและตำข้าวด้วยครกกระเดื่อง ด.ช.วิริยังค์เหยียบเสาด้วยเท้ารีบทำกลัวมืด กว่าจะเสร็จก็ดึก เขารู้สึกเหนื่อยมากจึงเร่งรีบ คือเหยียบเร็วๆ เร่งตำข้าวด้วยความเครียดอ่อนเพลีย ทันใดนั้นเขาได้เป็นลมหน้ามืดล้มทั้งยืน นอนแน่นิ่งข้างครกตำข้าวนั่นเอง ผู้เห็นเหตุการณ์ พบว่าเป็นใบ้ พูดไม่ได้ หมดสติ รีบพาไปที่บ้านโดยเร็ว เมื่อมาถึงบ้านบิดามารดาตกใจเป็นอย่างมาก ได้ช่วยกันปฐมพยาบาลทุกวิถีทาง ประมาณชั่วโมงกว่าๆ เขาจึงรู้สึกตัวขึ้น แต่เขาไม่สามารถเคลื่อนไหวได้ ช่วยตัวเองไม่ได้ ขับถ่ายปัสสาวะเองไม่ได้ บิดามารดาได้วิตกกังวลว่าอาจเป็นอัมพาตตลอดไปเสียกระมัง จึงได้พยายามหาหมอยา หมอผี รักษากันอย่างเต็มที่ อาการไม่กระเตื้องขึ้น กลับมีอาการหนักลงทุกวัน พี่เขยซึ่งเป็นนายแพทย์แผนปัจจุบันก็หมดปัญญาที่จะรักษา เมื่อได้ตรวจดูแล้วพูดว่า ส่วนที่สั่งการมันไม่ทำงานเสียแล้วคงหมดหวัง เวลาล่วงเลยมาเป็นเดือนแล้ว อาการไม่ทุเลา ผอมแห้งลง ข้อมือเล็ก มีสภาพเหมือนคนตาย ความหวังที่จะคืนสภาพไม่มีทางให้เห็นเลย มิหนำซ้ำคนที่เป็นเพื่อนและพี่น้องต่างพูดรบกวนทารุณทางใจอีกต่างหาก วันเวลาผ่าน หนึ่งเดือนเต็มๆ ดช.วิริยังค์จึงตั้งจิตอธิษฐานในใจแต่เพียงผู้เดียวว่า “หากว่าชีวิตของข้าพเจ้ายังจะได้เป็นประโยชน์แก่พระพุทธศาสนา ถ้ามีผู้ใดมารักษาให้ข้าพเจ้าหายเป็นปกติได้เร็ว ข้าพเจ้าจะอุทิศชีวิตนี้ให้แก่พระพุทธศาสนาทั้งสิ้น”

    หลังจากอธิษฐานเช่นนั้นได้เพียง 7 วัน ก็มี “ชีผ้าขาว” คนหนึ่งเดินทางมาจากภาคอีสานเข้าไปที่วัดสว่างอารมณ์ และได้เข้าไปนมัสการท่านพระอาจารย์กงมา แล้วถามโดยไม่รีรอว่า “ข่าวว่ามีเด็กเป็นอัมพาตอยู่ที่หมู่บ้านใหม่สำโรง ท่านทราบบ้างไหม?” ท่านอาจารย์กงมาตอบทันทีว่าทราบแล้วบอกว่า “เด็กนั้นชื่อ วิริยังค์” เป็นบุตรท่านขุนเพ็ญภาษชนารมย์ ตรงขึ้นบันไดแล้วเข้าไปพบบิดามารดาของเขา บอกผู้ปกครองว่า “ผมจะมารักษาลูกให้เอาไหม” บิดามารดาตอบว่า “เอาครับ หมอจะเอาราคาค่างวดเท่าไรบอกมา” ชีผ้าขาวตอบว่า “ผมไม่เอาครับ ผมจะมาช่วยเท่านั้น” แล้วขึ้นตรงเข้าหา ด.ช.วิริยังค์ แล้วก้มศีรษะพูดที่หูเป็นเสียงกระซิบว่า “หนู หนูอธิษฐานว่าถ้ามีใครมารักษาอัมพาตให้หายได้จะอุทิศชีวิตให้แก่พระพุทธศาสนาจริงใหม่?”ด.ช.วิริยังค์ตกใจและสงสัยมากว่าเหตุใดชีผ้าขาวจึงรู้ความนึกคิดของเรา เพราะเราอธิษฐานคนเดียวไม่เคยบอกใคร เขาจึงสบตาชีผ้าขาวว่า “ใช่” ชีผ้าขาวจึงบอกเขาว่า “หนู หนู จงพูดดังๆ ให้ลุงฟังอีกครั้ง ลุงจะรักษาให้” ด.ช.วิริยังค์จึงกล่าวเสียงดังๆ ฟังชัด เช่นเดียวกับที่กล่าวข้างต้น ชีผ้าขาวตอบ “เออ ดีแล้ว” จากนั้นชีผ้าขาวก็ขอไพล 1 หัว นำน้ำมนต์เป่ามายังร่างกาย ด.ช.วิริยังค์ เพียง 3 ครั้งเท่านั้น และบอกว่าพรุ่งนี้ลุงจะมาบิณฑบาต คอยใส่บาตรให้ลุงนะ แล้วชีผ้าขาวก็เดินกลับไปที่วัดใต้ต้นมะขาม โดยกางกลดอยู่แบบพระธุดงค์ ด.ช.วิริยังค์สงสัยกำลังคิดว่า “มันเป็นไปได้หรือ? หรือชีผ้าขาวเป็นเทวดาจำแลงมาเกิด หรือว่าเป็นผู้สำเร็จฌาน” ด.ช.วิริยังค์มีความสุขมาก หลับได้ดีอย่างไม่เคยมีมาก่อน เขาตื่นแต่เช้าเบาตัวหมด เขาเคลื่อนไหวร่างกายได้แล้วทั้งท่อนบนท่อนล่าง เขาพยุงตัวลุกขึ้นได้อย่างปกติ ด.ช.วิริยังค์รีบเรียกบิดามารดาให้มาดูว่าเขาหายแล้วจริงๆ อย่าง “ชีผ้าขาวพูดไว้” จัดการใส่บาตรในวันนี้ บิดามารดาดีใจอย่างมาก รุ่งเช้า “ชีผ้าขาว” ได้ถือบาตรยืนรออยู่หน้าบ้านเขา ชีผ้าขาวโบกมือให้พ่อแม่เขากลับไป ให้ด.ช.วิริยังค์ถือขันข้าวแต่ผู้เดียว แล้วเขาได้ถือขันข้าวยกใส่หัวแล้วเอาทัพพีตักข้าวเพื่อใส่บาตร แต่ชีผ้าข้าวปิดบาตรยืนเฉย เขาสงสัยและขอร้องให้ชีผ้าขาวเปิดบาตร ชีผ้าข้าวก็ไม่เปิด สักครู่ชีผ้าขาวจึงพูดว่า “วิริยังค์ หนูลืมสัญญาหรือไม่” “ผมไม่ลืมครับ” เขาตอบ “หนูจงพูดดังๆ ให้ลุงฟังอีกที” ชีผ้าขาวพูด เขาจึงพูดอย่างเสียงดังฟังชัดว่า “ถ้าผู้ใดมารักษาข้าพเจ้าให้หายจากอัมพาต ข้าพเจ้าจะขออุทิศชีวิตให้แก่พระพุทธศาสนา” ชีผ้าขาวบอกว่า ดีแล้ว ก็เปิดบาตรให้เขาใส่จนหมดขัน ปิดแล้วเตรียมเดินกลับวัด ก่อนกลับได้หันมาบอกว่า“วิริยังค์ เดี๋ยวตอนบ่ายไปพบลุงที่วัดนะ” “ครับ” เขาตอบ

    วันนี้เป็นวันที่ ด.ช.วิริยังค์เดินได้สภาพปกติ นับแต่นอนในอิริยาบถอย่างเดียว 37 วันเต็ม วันนี้ที่ลุงชีผ้าขาวนัด เขาชื่นใจและดีใจอย่างที่สุด ไปพบที่วัดตรงกลดใต้ต้นมะขาม เขาได้เข้าไปใกล้แล้วคุกเข่าลงจะกราบ ชีผ้าขาวโบกไม้โบกมือไม่ให้เขากราบ เขาก็พยายามกราบพร้อมกับพูดว่า “ท่านผู้มีพระคุณ ผมจะกราบไม่ได้หรือ?” ชีผ้าขาวทวงสัญญาเป็นครั้งที่ 3 ว่า “หนูลืมสัญญาหรือยัง?” ให้พูดดังๆ เหมือนเดิมเป็นครั้งที่ 3 ชีผ้าขาวพูดว่า “ดีแล้ว” สักพักใหญ่ๆ ลุงชีผ้าขาวก็บอกให้ ด.ช.วิริยังค์ขยับเข้าใกล้ๆ พลางพูดขึ้นลอยๆ ว่า “เรารู้ว่าเธอจะเป็นผู้ทำงานให้แก่พระพุทธศาสนาอย่างใหญ่หลวงต่อไปในอนาคต ซึ่งเป็นบุญญาภินิหารแต่อดีตชาติ เราจึงมารักษาเธอ มานี่แน่ะวิริยังค์ เข้ามาใกล้ที่สุดลุงจะบอกคาถาให้” และแล้วตาผ้าขาวก็บอกคาถาเป็นเวลาพักใหญ่ จงสวดทุกวัน มิให้ขาดเป็นเวลา 10 ปี จึงจะใช้คาถานี้ได้ ถ้าขาด 1 วันจะต้องเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่ และคาถานี้เป็นเครื่องช่วยงานพระพุทธศาสนาในเวลาคับขัน หรือในเวลาสำคัญที่จะทำการเผยแผ่พระศาสนา แล้วชีผ้าขาวก็บอกให้เขากลับบ้านพร้อมทั้งสั่งว่า “วิริยังค์ เตรียมอาหารใส่บาตรให้ลุงนะ พรุ่งนี้ลุงจะไปบิณฑบาต” แต่เขาได้ลาชีผ้าขาว กราบงามๆ 3 ครั้ง แล้วก็เดินกลับบ้านด้วยความคิดที่แสนจะปลอดโปร่งโดยคิดว่า…“เรานี่หรือจะทำงานใหญ่แก่พระพุทธศาสนา จะเป็นไปได้หรือ แต่ชีผ้าขาวเป็นคนบอกเรื่องต่างๆ จะต้องจริง” เขามาถึงบ้านบอกมารดาให้ช่วยจัดอาหารอย่างดีเพื่อใส่บาตรท่าน“ชีผ้าขาว” มารดาได้จัดอาหารอย่างดี เตรียมรอท่านชีผ้าขาว 7 โมงก็แล้ว 8 โมงก็แล้ว ด.ช.วิริยังค์สงสัยเป็นอย่างมาก รีบเดินไปวัด มองไปที่ต้นมะขามไม่เห็นกลดเสียแล้ว ชีผ้าขาวไปเสียแล้ว เขาเสียดายจริงๆ รีบถามพระเณรในวัดว่าเห็นท่านชีผ้าขาวไปทางไหนบ้าง เณรบอกว่าเห็นไปทางรถไฟโน้น เขารีบวิ่งไปทางรถไฟ มองไม่เห็นแม้แต่หลัง

    เขารำพึงว่า “ท่านผู้มีพระคุณ ท่านไปเสียแล้วหนอ” ตั้งแต่วันนั้นจนถึงวันนี้ ข้าพเจ้ามิได้เห็นท่านชีผ้าขาว “ผู้มีพระคุณยิ่งต่อ ด.ช.วิริยังค์” อีกเลย…

    (โปรดติดตามมติชนฉบับหน้าต่อไปนะครับ ตอน 2)

    ขอขอบคุณที่มา
    https://www.matichon.co.th/article/news_2435644
     
  2. ภีมพัฒน์ พุทธบูชา

    ภีมพัฒน์ พุทธบูชา Line id : Wimmie456 สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    18 พฤษภาคม 2008
    โพสต์:
    2,319
    ค่าพลัง:
    +804
    FB_IMG_1605342876832.jpg

    ขอน้อมกราบถวายมุทิตาสักการะเจ้าประคุณสมเด็จพระญาณวชิโรดม (พระอาจารย์หลวงพ่อวิริยังค์ สิรินฺธโร) ด้วยเศียรเกล้าขอรับ
    ขอให้หลวงพ่อสุขภาพแข็งแรง
    ขอให้หลวงพ่อสุขภาพแข็งแรง
    ขอให้หลวงพ่อสุขภาพแข็งแรง
     
  3. mrmos

    mrmos Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    13 ตุลาคม 2016
    โพสต์:
    830
    ค่าพลัง:
    +645
  4. rachotp

    rachotp เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    9 ตุลาคม 2020
    โพสต์:
    152
    ค่าพลัง:
    +878
    กระทู้นี้ดีมากๆครับ ขอบพระคุณท่าน @โพธิสัตว์ ชาวพุทธ เป็นอย่างสูงที่ตั้งกระทู้นี้ขึ้นมา และ ได้นำเกร็ดเรื่องราวดีๆของหลวงปู่ท่านมาโพสต์เผยแพร่ให้ พี่ๆ เพื่อนๆ น้องๆ ทุกๆท่านที่เป็นกัลยาณมิตรที่ดี รวมทั้งตัวผมได้ศึกษาครับ สาธุครับ… ผมขอน้อมกราบอนุโมทนาบุญที่ท่าน @โพธิสัตว์ ชาวพุทธ ได้เคยได้สร้างกระทำบำเพ็ญมาตั้งแต่ในอดีตชาติจนถึงปัจจุบันวันนี้ด้วยครับ

    … ขออำนาจบุญจงรักษาท่าน @โพธิสัตว์ ชาวพุทธ และ ครอบครัว และทุกๆท่านที่เข้ามาร่วมอนุโมทนาบุญในกระทู้นี้หรืออ่านกระทู้นี้ครับ

    ขอน้อมกราบนมัสการหลวงปู่วิริยังค์ สิรินฺธโรด้วยความเคารพอย่างสูง
    รชฏ, ลูกหลานคนหนึ่งของหลวงปู่วิริยังค์ครับ
     
  5. สงบ กะชิรัมย์

    สงบ กะชิรัมย์ สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    11 กันยายน 2018
    โพสต์:
    10
    ค่าพลัง:
    +6

แชร์หน้านี้

Loading...