บทความให้กำลังใจ(ชื่อนั้นสำคัญจริงหรือ ?)

ในห้อง 'จักรวาลคู่ขนาน' ตั้งกระทู้โดย supatorn, 8 พฤษภาคม 2017.

  1. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    58,991
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +35,298
    1205576551.jpg
    นิทานเรื่อง " กบ ฟุ้งซ่าน...ข้างกำแพงวัด "

    กบ ฟุ้งซ่านตัวหนึ่งนั่งอยู่ข้างกำแพงวัด ทุกเช้ามันเฝ้า
    ดูพระออกเดินบิณฑบาตตั้งแต่เช้ามืด พอพระกลับมา
    ถึงวัดเพื่อฉันเช้า...
    กบมันนึกในใจ อยากเกิดเป็นพระ เป็น พระสบายดี มีคนถวายอาหารให้กินทุกวัน ..
    เมื่อพระฉันเสร็จ ก็นำอาหารที่เหลือมากมายนั้นไปให้เด็กวัดกินต่อ แล้วเด็กวัดก็กิน
    กันอย่างเอร็ดอร่อย
    ..
    ตอนนี้ กบเปลี่ยนใจ อยากเกิดเป็นเด็กวัด แล้ว เพราะสบายกว่าพระ
    มันเห็นเด็กวัดหลายคนตื่นสายได้และไม่ต้องออกตามพระไปบิณฑบาตก็ได้ สบายกว่าเยอะเลย...
    เมื่อเด็กวัดกินเสร็จ ก็โกยเศษอาหารที่เหลือทั้งหมดให้หมาวัดไปกินแล้วเด็กวัดทุกคนก็ไปช่วยกัน
    ล้างจาน...
    ถึงตอนนี้ กบเปลี่ยนใจ อยากเกิดเป็นหมาวัด แล้ว
    เพราะไม่ต้องล้างจาน เหมือนเด็กวัด สบายกว่า
    ...
    พอหมาวัดกินอาหารเสร็จก็แยกย้ายไปทำหน้าที่เฝ้า
    บริเวณวัด คอยเห่าคนแปลกหน้า...
    ฝูงแมลงวันก็บินมาตอมและกินเศษอาหารต่อจากหมาวัด
    ถึงตอนนี้ กบเปลี่ยนใจ(อีกแล้ว) อยากเกิดเป็นแมลงวัน
    เพราะสบายที่สุดไม่ต้องทำอะไรเลย หนำซ้ำยัง
    มีกองอาหารให้กินไม่มีหมดด้วย...
    ขณะที่เจ้ากบฟุ้งซ่านกำลังคิดเพลินๆอยู่นั้น พอดีหัน
    มาเห็นแมลงวันบินมาใกล้ๆ จึงใช้ลิ้นตวัดเอาแมลงวัน
    เข้าปากตัวเองกินโดยสัญชาตญาณ ..
    ...........
    นฺตถิตัณหา สมานที...
    ห้วงน้ำใหญ่โต เสมอด้วยตัณหาไม่มี

    :- http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=5&t=23993
     
  2. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    58,991
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +35,298
    "อีสป" เจ้าแห่งปรัชญาชีวิต...บุรุษที่คนทั้งโลกต้องรู้จัก

    เรื่องราวและที่มาของนิทานอีสป
    เนื่องจากอีสปมีชีวิตอยู่เมื่อหลายหลายพันปีล่วงมาแล้ว
    จึงยากที่จะได้ข้อมูล เกี่ยวข้องกับประวัติของอีสปที่ถูกต้องสมบูรณ์ครบถ้วน
    อย่างไรก็ตาม แม้จะมีข้อมูล อยู่หลายกระแส
    แต่นักค้นคว้าประวัติส่วนใหญ่ของอีสปก็เห็นพ้องต้องกันว่า
    ข้อมูล ต่อไปนี้ "น่าจะเป็นเรื่องราวของอีสปที่ถูกต้องมากที่สุด"

    อีสป เป็นทาสชาวกรีกคนหนึ่งซึ่งมีชีวิตอยู่
    ในช่วงเวลา 560-620 ปีก่อนคริสต์ศักราช หรือ 208 ปี ก่อนพุทธศักราช
    (พระพุทธเจ้าประสูตรเมื่อ 80 ปี ก่อนพุทธศักราช)
    นับเวลาถึงปัจจุบันได้ 2,755- 2,815 ปี
    เขาอาศัยอยู่ที่เมืองซาร์ดิส บนเกาะซามอสของประเทศกรีก
    เกาะนี้ตั้งอยู่ที่นอกชายฝั่ง ของประเทศตุรกีในปัจจุบัน
    ในสมัยกรีกโบราณชายฝั่งทะเลทั้งหมดของประเทศตุรกี
    ก็มีชาวกรีก อาศัยอยู่อย่างหนาแน่น
    อีสปเป็นคนพิการ ขี่เหร่ แต่เขามีจิตใจที่งดงาม
    ซึ่งตรงกันข้ามกับ สังขารของเขา
    เริ่มแรกนั้น อีสปมาจากเทรซซึ่งเป็นนครรัฐแห่งหนึ่งในสมัยโบราณ
    ปัจจุบันเทรซ เป็นดินแดนส่วนหนึ่งของกรีกและบัลแกเรีย
    อีสปไปทำงานเป็นทาสที่เกาะซามอสกับนายทาส ชื่อเอียดมอน
    ในระหว่างที่เป็นทาส อีสปได้นำชื่อเสียงมาสู่ตนเองและนายของเขา
    ด้วยการเป็นนักเล่านิทานผู้มีความสามารถจนเป็นที่รู้จักกันดีในท้องถิ่นนั้น
    ในที่สุดอีสปก็ถูกปลดปล่อยให้ เป็นอิสระจากการเป็นทาส
    เนื่องจากความเป็นผู้ที่มีไหวพริบและสติปัญญาอันเฉียบแหลมของเขานั่นเอง

    เมื่ออีสปได้รับอิสรภาพนั้น เขามีชื่อเสัยงโด่งดังในการเล่านิทานมาก
    จนได้รับเชิญให้ไปทำงานอยู่ในราชสำนักของกษัตริย์เครซุส
    ซึ่งทรงเป็นกษัตริย์องค์สุดท้ายปห่งราชอาณาจักรลิเดียของ เอเซียไมเนอร์
    ขณะนั้นราชสำนักแห่งนี้มีนักปราชญ์ราชบัณฑิตผู้ฉลาดรอบรู้อยู่แล้วหลายท่าน
    เช่น โซลอน แห่งกรุงเอเธนส์ และเทลีส แห่งมิเลทัส เป็นต้น
    ในไม่ช้า กษัตริย์เครซุสก็ทรง โปรดปรานอดีตทาสผู้นี้อย่างรวดเร็ว
    เพราะทรงพอพระทัยในสติปัญญาอันเฉียบแหลมและไหวพริบ
    ตามธรรมชาติของเขา อีสปสามารถถวายทั้งความสนุกสนาน
    และแง่คิดในด้านต่าง ๆ แก่พระองค์ ทำให้ทรงเรียนรู้ความจริงหลายอย่าง
    เกี่ยวกับการบ้านการเมืองของพระองค์จากการฟังนิทานของอีสป
    มากกว่าจากการสนทนากับนักปราชญ์ประจำราชสำนักคนอื่น ๆ

    ขณะนั้นกษัตริย์เครซุสทรงเป็นประมุขแห่งนครรัฐเล็ก ๆ ทั้งหลายของกรีกด้วย
    พระองค์ทรงส่งอีสปให้ไปปฏิบัติหน้าที่ราชทูตยังเมืองหลวงของนครรัฐเหล่านี้
    อีสปใช้นิทานของเขาทำให้เกิดความสำเร็จในการปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าว
    อย่างชาญฉลาด ที่เมืองโครินธ์
    อีสปใช้นิทานของเขา เป็นสื่อตักเตือนชาวเมืองถึงภยันอันตรายที่จะเกิดขึ้น
    จากการใช้กฏหมู่ที่กรุงเอเธนส์ เขาใช้นิทาน เรื่อง "กบเลือกนาย"
    เป็นสื่อชักชวนให้ชาวเมืองเลื่อมใสในการปกครองของปีซัสเตรตัส เป็นผลสำเร็จ

    อวสานชีวิตของอีสปมาถึง เมื่อกษัตริย์เครซุสส่งเขาไปปฏิบัติหน้าที่
    ราชทูตที่เมืองเดลฟิ ณ เมืองนี้ อีสปเล่านิทานโดยใช้สัตว์
    เป็นสัญาณบอกความจริงเกี่ยวกับความอยุติธรรมทางการเมืองให้ชาวเมืองรู้
    การกระทำของเขาได้จุดไฟแห่งความโกรธแค้น
    ให้ไหม้โหมกระหน่ำในหัวใจของนักการเมืองแห่งเมืองเดลฟิอย่างหนัก
    นักการเมืองเหล่านี้ จึงคิดแก้แค้นอีสปโดยการแอบเอาขันทองศักดิ์สิทธิ์
    แห่งวิหารเทพอะพอลโลไปใส่ไว้ในกระเป๋าสัมภาระของอีสป
    แล้วกล่าวหาว่าเขาเป็นขโมย ในที่สุด อีสปจึงถูกตั้งข้อหาว่า
    กระทำการลบหลู่และทำลายชาวเดลฟิอย่างร้ายแรง
    อีกทั้งเป็นคนป่า เถื่อนและดุร้าย อีสปถูกตัดสินประหารชีวิต
    โดยถูกโยนลงมาจากหน้าผาสูงจนถึงแก่ความตาย ไปอย่างน่าเสียดายในที่สุด...

    การสร้างแนวคิด การอบรมสั่งสอน ให้คนมีความเชื่ออย่างใดอย่างหนึ่ง
    ในสมัยเมื่อสามพันปีที่ผ่านมา ไม่ใช่เรื่องง่าย
    เพราะนอกจากคนในสมัยนั้นยังมองเห็นโลกไม่กว้าง
    ไม่มีเรื่องราวของวิทยาศาสตร์มาพิสูจน์ ให้รู้ว่าอะไรเป็นอะไร
    แล้วการที่จะตั้งตัวว่าเป็น ผู้รู้หรือที่เรียกกันว่า เป็นนักปราชญ์ นั้น
    มีโทษอย่างร้ายแรงทีเดียว เพราะในสมัยนั้น
    ผู้ที่จะเป็นผู้รู้ได้จะต้องเป็นผู้ที่อยู่ในศาสนาเท่านั้น
    หากคนนอกวัดแสดงตัวเป็นผู้รู้ โอกาสที่จะถูกพวกพระ
    พวกผู้นำทางศาสนากล่าวหาเอาเอาได้ว่า
    เป็นพวกพ่อมดหมอผีซึ่งมีโทษถึงตายทีเดียว

    จะเป็นด้วยเจตนาที่อีสปสร้างเรื่องราว เพื่อสั่งสอนให้คนทำความดี
    รู้จักตัวเอง มีคุณธรรม แต่เขารู้ว่า เขาจะทำอย่างตรง ๆ ไม่ได้
    เพราะจะมีภัยมาถึงตัว เขาจึงผูกเรื่องเพื่อการสั่งสอนของเขาออกเป็นเรื่องราว
    และใช้ตัวแสดงในเรื่องราวของเขาเป็นสัตว์ชนิดต่าง ๆ เป็นส่วนใหญ่
    เพื่อให้คนฟังเข้าใจว่า เป็นเรื่อง เล่าขานกันเพื่อความสนุกสนานอย่างเดียว
    ไม่เกี่ยวกับการสั่งสอนใคร

    ด้วยเหตุนี้เอง การเล่าเรื่องของอีสป จึงไม่มีใครคิดว่า
    เขากำลังสั่งสอนให้คนอยู่ในศีลในธรรม
    แต่ทุกคนฟังเรื่องราวของเขาเพราะความสนุกสนาน

    เรื่องราวของเขาจึงถูกเรียกขานกันในนามว่า "นิทาน"

    นิทานของ อีสปได้รับความนิยมอย่างมากจากคนฟัง
    ชีวิตของเขาจึงทำงานด้วยการเล่านิทานเป็นกิจวัตร
    จนทำให้ทุกคนในท้องถิ่นที่เขาอยู่รู้จักเขาเป็นอย่างดี
    และทุกคนต่างก็อยากฟังนิทานของเขาไม่ว่าจะเป็นทั้งเด็กหรือผู้ใหญ่

    [​IMG]

    ชีวิตของอีสปจบสิ้นลงอย่างน่าเสียดายแค่ตรงนั้น
    แต่นิทานของ อีสปยังถูกกล่าวขานกันอยู่ในหมู่ของผู้คนที่กระจายเพิ่มมากขึ้น
    จากปากหนึ่งไปสู่อีกปากหนึ่ง

    นิทานอีสปจึงไม่ตายไปพร้อมกับตัวของอีสปด้วย

    หลังจากที่อีสปตายไปไม่นานชาวเอเธนส์ผู้หนึ่งชื่อ ลีซิฟัส
    ก็ได้ปั้นรูปของอีสปตั้งไว้ข้างหน้าของอนุสาวรีย์ยอดนักปราชญ์ทั้งเจ็ดของชาวเอเธนส์
    ซึ่งถือได้ว่าอีสปได้รับการยกย่องเทียบเท่ากับ
    ยอดนักปราชญ์ผู้โด่งดังของชาวเอเธนส์ในยุคนั้นทีเดียว
    นิทานอีสปได้รับการเผยแพรเรื่อยมาตลอดชั่วระยะเวลากว่าสามพันปี
    ผู้อพยพจากที่หนึ่งไปสู่ที่หนึ่ง จดจำนิทานอีสปไปเล่าขาน
    เรื่องราวเหล่านั้นจึงกระจายไปทั่วโลกและทุกมุมโลก
    ทุกคนเมื่อได้ฟังนิทาน ของอีสปแล้ว พวกเขาจะเกิดความรู้สึก สำนึกที่ดี
    ได้รับบทเรียน ได้รับรู้สิ่งที่ดีงาม และความชั่วร้าย ไปพร้อม ๆ กับความสนุกสนาน

    นิทานของอีสปจึงกลายเป็นนิทานอมตะ ที่ไม่มีวันตายไปจากโลกนี้
    แทบจะบอกได้เลยว่า นิทานอีสปนั้นมีอยู่ในทุกประเทศทุกหนทุกแห่งในโลกนี้ก็ว่าได้

    อีสป ทาสชาวกรีกนักเล่านิทานอัจฉริยะของโลก
    และบทบาทของนิทานอีสปนับแต่ อดีตกาลจวบจนปัจจุบัน
    ย่อมเป็นสิ่งที่ชี้ชัดให้เห็นถึงคุณประโยชน์ของนิทานอีสปที่มีต่อมวลมนุษย์ได้เป็นอย่างดี

    :- http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=5&t=23402
     
  3. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    58,991
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +35,298
    แม่โกหกผม 8 ครั้งในชีวิต
    1. เรื่องเริ่มขึ้นตอนเมื่อผมเป็นเด็กๆ ผมเกิดในครอบครัวยากจน
    ครอบครัวของเราจนมากจนต้องอดข้าวบ่อยๆ เมื่อไหร่ก็ตามเมื่อถึงเวลากินข้าว แม่จะแบ่งข้าวมาให้ผมเพิ่มขึ้นอีก
    พร้อมทั้งพูดว่า "ลูกต้องกินข้าวเพิ่มขึ้นนะ ส่วนแม่ไม่ค่อยหิว"
    นี้เป็นครั้งแรกที่แม่โกหกผม

    2. เมื่อผมเติบโตขึ้น
    คุณแม่เพียรพยายามหาเวลาว่างไปตกปลาในแม่น้ำ
    เพื่อว่าผมจะได้กินอาหารที่มีประโยชน์ต่อการเจริญเติบโตของผม
    แม่ต้มปลาที่ตกมาได้ทำเป็นซุปให้ผมกิน ในขณะที่ผมกินแกงต้มปลา..แม่จะนั่งข้างๆ
    ผม แทะกิน เศษเนื้อปลาที่ติดอยู่ตามก้างปลาหลังจากที่ผมไ ด้กินเนื้อปลาไปแล้ว
    ผมรู้สึกตื้นตันใจมาก..ผมพยายามแบ่งเนื้อปลาให้แม่
    แต่แม่ปฎิเสธทันควันพร้อมกับกล่าวว่า "ลูกกินเถอะ...แม่ไม่ค่อยชอบกินเนื้อปลา"
    นี่เป็นครั้งที่ 2 ที่แม่โกหกผม

    3. เมื่อผมเรียนอยู่ชั้นมัธยม
    เราต้องใช้เงินเพิ่มมากขึ้น แม่ต้องหารายได้พิเศษด้วยการรับงานเล็กๆ
    น้อยจากโรงงานมาทำที่บ้าน บางครั้งผมตื่นขึ้นมาตอนตี 1 หรือตี 2
    ผมยังเห็นแม่กำลังทำงาน " แม่ครับ...นอนเถอะครับมันดึกมากแล้ว
    พรุ่งนี้แม่ต้องไปทำงานอีก"
    แม่ยิ้มกับผมพูดว่า "ลูกนอนต่อก่อนนะ...แม่ยังไม่เหนื่อย...นอนไม่หลับ"
    ครั้งที่ 3 แล้วที่แม่โกหกผม

    4. ตอนเมื่อใกล้จบชั้นมัธยมผมต้องไปสอบเป็นวันสุดท้าย
    แม่อุตส่าห์หยุดงานไปเป็นเพื่อนและเพื่อเป็นกำลังใจให้ผม
    มันเป็นวันที่แดดร้อนมากๆ...แม่ต้องรอผมอยู่หลายชม.
    เมื่อผมทำข้อสอบเสร็จ...รีบออกมาหาแม่ เห็นแม่ผมมีเหงื่อออกท่วมตัว..
    แต่ท่านกลับรินน้ำเย็นที่เตรียมมาให้ผมดื่ม
    ผมเห็นแม่รู้สึกเหนื่อยและร้อนจึงขอให้แม่ดื่มน้ำก่อน
    แม่พูดขึ้นว่า "ลูกดื่มเถอะ....แม่ยังไม่กระหายน้ำ"
    นั่นเป็นครั้งที่ 4 ที่แม่โกหกผม

    5. หลังจากที่พ่อผมล้มป่วยและเสียชีวิต
    คุณแม่ที่น่าสงสารต้องทำงานหนักขึ้นเพื่อหารายได้มาจุนเจือครอบครัว
    แต่ก็ยังไม่ค่อยเพียงพอไม่ว่าคุณแม่จะพยายามมากขึ้นเพียงไรคุณลุงที่อยู่ข้างๆ บ้านท่านเป็นคนดี พยายามมาช่วยเหลือครอบครัวเราเสมอ....เช่นซ่อมแซมบ้านที่ผุพัง..ฯลฯ
    เพื่อนบ้านเห็นครอบครัวลำบากมากก็แนะนำให้แม่แต่งงานใหม่
    แต่แม่ยืนกรานไม่เห็นด้วย
    แม่พูดกับผมว่า "แม่มีลูกอยู่ทั้งคน...แม่ไม่ต้องการความรักอีก"
    แม่โกหกผมเป็นครั้งที่ 5 แล้ว

    6. ในทื่สุดผมก็เรียนจบและมีงานทำ
    ผมอยากให้แม่ซึ่งตรากตรำทำงานหนักมาตลอดได้พักผ่อนบ้าง
    แต่แม่ไม่ยอม.....กลับไปตลาดทุกเช้า ขายผักที่หามาได้เพื่อเลี้ยงชีพทั้งๆ
    ที่ผมพยายามส่งเงินมาให้แม่ (ผมต้องไปทำงานในเมืองที่ห่างไกล)
    แม่ผมไม่ค่อยยอมรับเงินผม..บางครั้งยังส่งเงินกลับคืนให้ผมอีก
    แม่พูดกับผมว่า "แม่มีเงินพอใช้แล้ว...ลูกควรเก็บเงินไว้สร้างฐานะ"
    แม่โกหกผมเป็นครั้งที่ 6

    7. เพื่ออนาคตที่ก้าวหน้า..
    ผมตัดสินใจเรียนต่อปริญญาโทด้วยทุนของมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงในอเมริกา
    เมื่อผมเรียนจบก็ได้งานทำที่นั่นและมีเงินเดือนค่อนข้างสูง
    เมื่อทำงานไปได้สักพัก...ผมอยากให้แม่ผมมาอยู่กับผมที่อเมริกา
    เพื่อว่าแม่จะได้หยุดทำงาน...พักผ่อนให้สบายในบั้นปลายของชีวิต
    แต่แม่ผมไม่อยากรบกวนผม...
    แม่บอกผมว่า "แม่ไม่คุ้นเคยกับชีวิตต่างแดน"
    ครั้งที่ 7 แล้วซินะที่แม่โกหกผม

    8. เมื่อแม่แก่ตัวลงไปเรื่อยๆ..
    ในที่สุดแม่ก็เป็นมะเร็งและต้องเข้ารับการผ่าตัดที่โรงพยาบาล
    ผมลางานแล้วรีบบินกลับมาหาแม่สุดที่รักทันที
    แม่ผมนอนพักฟื้นอยู่บนเตียงเมื่อผมไปถึง
    น้ำตาผมไหลอาบแก้มเมื่อเห็นแม่ซึ่งผ่ายผอมและดูทรุดโทรมลงอย่างมาก
    แม่รู้สึกดีใจมากที่เห็นผม....พยายามยิ้มอย่างสดชื่น ด้วยความลำบาก
    ผมรู้ดีว่าแม่ได้ฝืนความเจ็บปวดรวดร้าวอย่างสุดฝืน จากโรคมะเร็งร้ายที่ลามไปทั่วทั้งตัว ผมโอบกอดแม่พร้อมกับร้องไห้ด้วยความสงสาร
    หัวใจผมในขณะนั้นเศร้าหมองและเจ็บปวดอย่างที่สุด
    แม่พยายามปลอบผมด้วยเสียงที่แหบพร่าและสั่นเครือ
    "ลูกรักของแม่...เห็นหน้าลูกแม่ไม่รู้สึกเจ็บแล้ว"
    นี่เป็นครั้งที่ 8 ที่แม่โกหกและเป็นครั้งสุดท้ายในชีวิตของแม่ที่โกหกผม
    แม่ที่ผมรักและบูชามาตลอดชีวิตได้ปิดตาลงและจากผมไปอย่างไม่มีวันกลับ หลังจากที่เธอกล่าวคำโกหกครั้งที่ 8 จบลง

    :- http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=5&t=24838
     
  4. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    58,991
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +35,298
    เข็มนาฬิกากับหน้าที่
    ณ ห้องนั่งเล่นของบ้านหรูสไตล์ตะวันตกหลังหนึ่ง
    มีนาฬิกาเรือนงามเรือนหนึ่งประดับเด่นอยู่บนผนังของห้องนั่งเล่นนั้น
    เข็มนาฬิกาทั้งสามบนหน้าปัดนาฬิกาเรือนงามนี้ต่างภูมิใจในหน้าที่ของพวกตน
    ที่ได้บอกเวลาอย่างเที่ยงตรงแก่เจ้าของบ้านและผู้มาเยือนมาโดยตลอด

    วันหนึ่งเจ้าเข็มวินาทีสีแดงสดรูปร่างเพรียวบาง
    รู้สึกเหนื่อยหน่ายกับภาระหน้าที่ของตัวเอง
    ที่ต้องตรากตรำเดินอยู่บนหน้าปัดตลอดเวลาอย่างเหน็ดเหนื่อย
    ในขณะที่ในวันหนึ่งๆ เจ้าเข็มสั้นและเจ้าเข็มยาวไม่ค่อยได้เดินสักเท่าไรเลย

    เจ้าเข็มวินาทีจึงรู้สึกว่าตนถูกเอารัดเอาเปรียบอย่างมาก จึงโวยวายออกไปว่า

    “ข้าทนไม่ไหวแล้วนะ พอทีเถอะ ข้าเหนื่อยเหลือเกินกับการทำหน้าที่ของข้า
    พวกเจ้าเอาเปรียบข้า ข้าไม่เคยได้พักอย่างพวกเจ้าบ้างเลย
    ข้าไม่อยากเดินอีกต่อไปแล้ว พอกันที”

    เมื่อได้ฟังดังนั้น เจ้าเข็มสั้นจึงบอกกับเจ้าเข็มวินาทีไปด้วยเสียงอันแหลมเล็กว่า

    “โอ๊ะ.........โอ!! โถๆๆๆ เจ้าเข็มวินาทีเอ๋ย เจ้าหาว่าพวกข้าเอาเปรียบงั้นรึ?
    เจ้าจงมองดูรูปร่างของข้าสิอ้วนอุ้ยอ้ายและยังตัวสั้นเตี้ย
    แถมข้ายังมีหัวที่โตมากอีกต่างหากข้าต้องแบกหัวหนักๆ นี้ไว้ตลอดเวลาเลย
    กว่าข้าจะเดินได้แต่ก้าวนี่ช่างยากลำบากกว่าเจ้าเป็นไหนๆ
    แล้วอย่างนี้เจ้าจะมาหาว่าข้าเอาเปรียบเจ้าได้อย่างไรกัน”

    เจ้าเข็มยาวก็กล่าวเสริมว่า

    “เจ้าเข็มวินาทีเอ๋ยเจ้าคงไม่รู้หรอกนะว่า
    ข้าแอบอิจฉาเจ้าที่เจ้ามีรูปร่างเพรียวบางสามารถเดินได้อย่างคล่องแคล่ว
    และมีสีแดงสดใสสะดุดตาเช่นเจ้านี้ ผิดกับข้านักที่ตัวดำและหนาเทอะทะ”

    “ไม่จริง พวกเจ้าโกหกไม่ต้องมาหลอกข้าซะให้ยาก
    บอกว่าข้าดีอย่างนั้นอย่างนี้ ทำไมไม่มาเป็นข้าดูบ้างล่ะ ข้าจะได้พักผ่อนเสียที”
    เจ้าเข็มวินาทีกระแทกเสียง

    เจ้าเข็มนาฬิกาทั้งสามจึงสลับหน้าที่กัน โดยที่เจ้าเข็มสั้นทำหน้าที่แทนเจ้าเข็มยาว
    ขณะที่เจ้าเข็มยาวทำหน้าที่แทนเจ้าเข็มวินาที
    ส่วนเจ้าเข็มวินาทีได้แต่นอนดูเพื่อนๆ เดินตามหน้าที่ใหม่
    มันดีใจมากที่ไม่ค่อยได้เดินสักเท่าไรเพราะมันทำหน้าที่แทนเจ้าเข็มสั้น

    ทันใดนั้นเจ้าของบ้านที่กำลังนั่งอยู่ในห้องนั่งเล่นก็เกิดความประหลาดใจมากที่เห็นนาฬิกาเรือนงามบนผนังเดินผิดปกติ

    กึก...กึก..........กึก........ เจ้าเข็มวินาทีสะดุ้งเฮือก
    เมื่อรับรู้ถึงการสั่นสะเทือนของนาฬิกา

    “โอ๊ย......... เกิดอะไรขึ้นเนี่ย ?” เจ้าเข็มวินาทีถามขึ้น

    “แย่แล้ว..... พวกเราไม่มีประโยชน์อีกต่อไปแล้วหรือนี่
    ทำไมเขาถึงยกนาฬิกาที่เราอยู่ลงจากผนังเสีย ? เราจะทำอย่างไรดีล่ะทีนี้”
    เจ้าเข็มสั้นพูดด้วยเสียงอันสั่นเครือ

    “เมื่อพวกเราต่างไม่ได้ทำตามหน้าที่ของตน นาฬิกาเรือนนี้ก็ไม่สามารถบอกเวลาได้อย่างแม่นยำเหมือนเดิมได้อีกแล้ว
    เจ้าของบ้านเขาคงเห็นว่าเราคงหมดประโยชน์แล้วล่ะ
    แต่ข้าว่ามันคงไม่สายเกินไปนะ ที่พวกเราจะทำให้นาฬิกาเรือนที่เราอยู่นี้มีคุณค่าขึ้นอีกครั้ง โดยที่เราต้องทำตามหน้าที่ของแต่คนตามเดิม”
    เจ้าเข็มยาวบอก

    “ข้าผิดไปแล้ว เพราะข้าคนเดียวทำให้พวกเราหมดคุณค่าไป”
    เจ้าเข็มวินาทีพูดด้วยความสำนึกผิด

    แล้วเจ้าเข็มนาฬิกาทั้งสามก็กลับมาทำหน้าที่ของพวกตนตามเดิม

    เมื่อเจ้าของบ้านเห็นว่านาฬิกาเรือนงามของเขาสามารถบอกเวลาได้ตามปกติแล้วเขาจึงนำนาฬิกาเรือนนั้นไปแขวนที่ผนังห้องนั่งเล่นตามเดิม
    เจ้าเข็มนาฬิกาทั้งสามก็เดินบนหน้าปัดนาฬิกาเรือนงาม
    ตามหน้าที่ของพวกตนอย่างมีความสุข

    :- http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=5&t=19662
     
  5. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    58,991
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +35,298
    Buddhabeauty.jpg
    ว่าด้วยมิตรธรรม
    พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวันทรงปรารภพระอานนทเถระได้ผ้าสาฏกพันผืน ตรัสพระธรรมเทศนานี้ ดังนี้

    เรื่องพระเถระบอกธรรมภายในพระราชวังของพระเจ้ากรุงโกศล ปรากฎแล้วใน มหาสารชาดก ในตอนหลัง
    พระเถระเมื่อบอกธรรมอยู่ภายในพระราชวังของพระราชาได้มีผู้นำผ้าสาฏกพันผืน ราคาผืนละพันมาถวายแด่พระราชาพระราชาได้พระราชทานผ้าสาฏก ๕๐๐ ผืนแด่พระเทวี ๕๐๐ นางทุก ๆ นางเก็บผ้าสาฏกเหล่านั้นไว้ ในวันรุ่งขึ้นได้นำไปถวายแด่พระอานนทเถระ ตนเองห่มผ้าสาฏกเก่า ๆ ไปเฝ้าปฏิบัติพระราชาในตอนเช้า พระราชาตรัสถามว่า เราให้ผ้าสาฏกราคาตั้งพันแก่พวกเจ้า เพราะเหตุไรพวกเจ้าจึงไม่ห่มผ้าเหล่านั้นมา

    ขอเดชะฝ่าละอองธุลีพระบาท พวกหม่อมฉันได้ถวายผ้าเหล่านั้นแก่พระเถระเสียแล้วเพคะ
    พระอานนทเถระรับไว้ทั้งหมดหรือ
    รับไว้ทั้งหมดเพคะ

    พระราชาทรงกริ้วพระเถระว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงอนุญาตจีวรเพียง ๓ ผืน พระอานนทเถระเห็นจักทำการค้าผ้า ท่านจึงรับไว้มากมายนัก เสวยพระกระยาหารเช้าเสร็จแล้ว จึงเสด็จไปพระวิหาร เสด็จไปยังที่อยู่ของพระเถระ ทรงนมัสการพระเถระ แล้วประทับนั่งตรัสถามว่า พระคุณเจ้า พวกหญิงในเรือนของข้าพเจ้ายังฟังธรรมหรือเรียนธรรมในสำนักของท่านอยู่หรือ
    ยังฟังธรรมหรือเรียนธรรมอยู่ พวกหญิงเหล่านั้นเรียนสิ่งที่ควรเรียน ฟังสิ่งที่ควรฟัง ถวายพระพร
    พวกเธอฟังเท่านั้นหรือถวายผ้านุ่งผ้าห่มแก่พระคุณเจ้าด้วย
    ขอถวายพระพร วันนี้พวกหญิงเหล่านั้นได้ถวายผ้าสาฏกราคาหนึ่งพันประมาณ ๕๐๐ ผืน
    พระคุณเจ้ารับไว้หรือ
    ขอถวายพระพร อาตมารับไว้
    พระคุณเจ้าพระศาสดาทรงอนุญาตผ้าไว้เพียง ๓ ผืน เท่านั้นมิใช่หรือ
    ขอถวายพระพรถูกแล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงอนุญาตจีวร ๓ ผืนเท่านั้นแก่ภิกษุรูปหนึ่งโดยหลักการสำหรับใช้ แต่มิได้ทรงห้ามการรับ เพราะฉะนั้นอาตมารับผ้านั้นไว้ก็เพื่อถวายแก่ภิกษุซึ่งมีจีวรเก่ารูปอื่น
    ก็ภิกษุเหล่านั้นได้ผ้าไปจากพระคุณเจ้าแล้ว จักทำอะไรกับจีวรผืนเก่า
    ขอถวายพระพรจักทำจีวรผืนเก่าเป็นผ้าห่ม
    พระคุณเจ้า ผ้าห่มผืนเก่าเล่าจักทำเป็นอะไร
    ขอถวายพระพรจักทำเป็นผ้านุ่ง
    พระคุณเจ้า ผ้านุ่งผืนเก่าเล่าจักทำเป็นอะไร
    ขอถวายพระพรจักทำเป็นผ้าปูนอน
    พระคุณเจ้าผ้าปูนอนผืนเก่าเล่าจักทำเป็นอะไร
    ขอถวายพระพร จักทำเป็นผ้าปูพื้น
    พระคุณเจ้าผ้าปูพื้นผืนเก่าเล่าจักทำเป็นอะไร
    ขอถวายพระพรจักทำเป็นผ้าเช็ดเท้า
    พระคุณเจ้าผ้าเช็ดเท้าผืนเก่าเล่า จักทำเป็นอะไร
    ขอถวายพระพร ธรรมดาของที่ถวายด้วยศรัทธาจะทำให้เสียไปไม่ควร เพราะฉะนั้นภิกษุทั้งหลายจักสับผ้าเช็ดเท้าผืนเก่า ผสมกับดินเหนียวฉาบทาที่เสนาสนะ
    พระคุณเจ้าของที่ถวายท่านแล้วย่อมไม่ได้ความเสียหาย โดยที่สุดแม้กระทั่งผ้าเช็ดเท้าหรือ
    ขอถวายพระพรถูกแล้วแม้ผ้าที่ถวายอาตมาก็มิได้เสียหาย ย่อมเป็นของใช้สอยทั้งนั้น พระราชาทรงชื่นชมโสมนัสยิ่งนักรับสั่งให้จ่ายผ้าอีก ๕๐๐ ผืนที่เก็บไว้ในพระตำหนักมาถวายพระเถระ ครั้นทรงฟังอนุโมนทนาแล้ว จึงทรงนมัสการพระเถระกระทำประทักษิณ แล้วเสด็จกลับ
    พระเถระก็ได้ถวายผ้าสาฏก ๕๐๐ ผืนที่ได้มาครั้งแรกแก่ภิกษุผู้มีจีวรเก่า อนึ่งพระเถระมีสิทธิงวิหาริกอยู่ประมาณ ๕๐๐ บรรดาท่านเหล่านั้น ภิกษุหนุ่มรูปหนึ่งมีอุปการะแก่พระเถระมาก เช่นกวาดบริเวณสถานที่ เข้าไปตั้งน้ำใช้ น้ำฉัน ถวายไม้สีฟัน น้ำล้างหน้าและน้ำสรง ชำระล้างวัจจกุฏี จัดเรือนไฟและเสนาสนะ นวดมือ นวดเท้า นวดหลังเป็นต้น พระเถระได้ถวายผ้า ๕๐๐ ผืน ที่ได้ครั้งหลังทั้งหมดแก่ภิกษุหนุ่มรูปนั้นด้วยเห็นเหมาะสมว่า ภิกษุหนุ่มรูปนี้เป็นผู้มีอุปการะมาก แม้ภิกษุรูปนั้นก็ได้แบ่งผ้าเหล่านั้นทั้งหมด ถวายแก่ภิกษุผู้ร่วมอุปัชฌาย์ของตน

    ภิกษุทั้งหลายผู้ได้ผ้าสาฏกเหล่านั้นทั้งสิ้น ก็ตัดย้อมแล้วนุ่งและห่มผ้ากาสายะอันสีดุจดอกกรรณิกา พากันเข้าไปเฝ้าพระศาสดา นั่ง ณ ส่วนข้างหนึ่งแล้วกราบทูลอย่างนี้ว่า ข้าแต่พระองค์ พระอริยสาวกชั้นโสดาบัน ยังมีการให้เห็นแก่หน้าอยู่หรือ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลายพระอริยสาวกให้เพราะเห็นแก่หน้านั้นไม่มี ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระเถระผู้เป็นธรรมภัณฑาคาริก (คลังธรรม) อุปัชฌายะของข้าพระองค์ทั้งหลาย ให้ผ้าสาฏก ๕๐๐ ผืนราคาหนึ่งพันแก่ภิกษุรูปเดียวเท่านั้น แต่ภิกษุหนุ่มรูปนั้นได้แบ่งผ้าที่ตนได้ให้แก่พวกข้าพระองค์พระเจ้าข้า พระศาสดาตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อานนท์มิได้ให้แก่ภิกษุเพราะเห็นแก่หน้า แต่ว่าภิกษุหนุ่มรูปนั้นมีอุปการะแก่เธอมาก เพราะฉะนั้นเธอคิดเห็นด้วยอำนาจอุปการะของผู้อุปการะแก่ตนว่า ขึ้นชื่อว่า ผู้มีอุปการะเราควรทำอุปการะตอบด้วยอำนาจคุณและด้วยอำนาจการกระทำอันเหมาะสม จึงได้ให้ด้วยความกตัญญูกตเวที ด้วยประการฉะนี้

    อันที่จริง บัณฑิตแต่ก่อนก็ยังทำอุปการะตอบแก่ผู้มีอุปการะแก่ตนเหมือนกัน ครั้นเมื่อภิกษุเหล่านั้นทูลอาราธนา จึงทรงนำเรื่องในอดีตมาตรัสว่า
    ในอดีตกาล ครั้งพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติอยู่ในกรุงพาราณสี พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นราชสีห์ อาศัยอยู่ในถ้ำเขา วันหนึ่งราชสีห์นั้นออกจากถ้ำยืนอยู่บนยอดเขามองดูเชิงเขา ได้มีสระใหญ่ล้อมรอบเชิงเขานั้น ในที่ดอนแห่งหนึ่งของสระนั้น มีหญ้าเขียวอ่อนเกิดขึ้นบนหลังเปือกตมอันแห้ง จำพวกเนื้อเล็ก ๆ เป็นต้นว่า กระต่าย แมว และสุนัขจิ้งจอกเที่ยวและเล็มหญ้าเหล่านั้นบนหลังเปือกตมแห้ง แม้ในวันนั้นเนื้อตัวหนึ่งก็เที่ยวและเล็มหญ้านั้น ราชสีห์คิดว่า จักจับเนื้อนั้นกินเสีย จึงกระโดดลงจากยอดเขา วิ่งไปด้วยกำลังของราชสีห์ เนื้อกลัวตายส่งเสียร้องหนีไป ราชสีห์ไม่สามารถยั้งความเร็วไว้ได้ จึงตกจมลงไปเหนือเปือกตมแห้ง ไม่สามารถจะขึ้นได้ ได้ยืนปักเท้าทั้งสี่เหมือนเสา อดอาหารอยู่เจ็ดวัน
    ลำดับนั้น สุนัขจิ้งจอกตัวหนึ่งเที่ยวหาอาหาร ครั้นเห็นราชสีห์นั้นเข้าจึงหนีไปด้วยความกลัว ราชสีห์เห็นสุนัขจิ้งจอกจึงร้องเรียกแล้วพูดว่า พ่อมหาจำเริญสุนัขจิ้งจอก อย่าหนีเลย ข้าพเจ้าติดหล่ม ช่วยข้าพเจ้าด้วยเถิด

    สุนัขจิ้งจอกจึงวิ่งเข้าไปหาราชสีห์แล้วพูดว่า ข้าพเจ้าจะช่วยยกท่านขึ้น แต่ข้าพเจ้ายกท่านขึ้นมาแล้ว ข้าพเจ้าเกรงว่าท่านจะกินข้าพเจ้าเสียน่ะซิ
    ราชสีห์พูดว่า อย่ากลัวเลย ข้าพเจ้าจะไม่กินท่านดอก แต่ข้าพเจ้าจักสนองคุณท่าน ท่านจงหาทางยกข้าพเจ้าขึ้นเถิด
    สุนัขจิ้งจอกรับคำปฏิญญาของราชสีห์แล้ว จึงตะกุยเลนรอบเท้าทั้งสี่ ขุดเป็นลำรางสี่ตอนของเท้าทั้งสี่แล้วทำให้น้ำไหลเข้าไป น้ำไหลเข้าไปทำให้เลนอ่อน ขณะนั้นสุนัขจิ้งจอกจึงเข้าไประหว่างท้องของราชสีห์ ร้องบอกว่า พยายามเถิดนาย เอาศีรษะดุนท้อง ราชสีห์ออกกำลังโดดขึ้นจากหล่มวิ่งไปยืนอยู่บนบก
    ราชสีห์พักอยู่ครู่หนึ่ง จึงลงไปสู่สระอาบน้ำชำระโคลนตมหายเหนื่อยแล้ว จึงฆ่าควายได้ตัวหนึ่ง จึงเอาเคี้ยวฉีกเนื้อวางไว้ข้างหน้าสุนัขจิ้งจอกพร้อมกับพูดว่า กินเสียเถิดสหาย เมื่อสุนัขจิ้งจอกกินแล้ว ตัวจึงกินภายหลัง สุนัขจิ้งจอกกัดชิ้นเนื้อชิ้นหนึ่งคายไว้
    ราชสีห์ถามว่า ทำดังนี้เพื่อประสงค์อะไรสหาย
    สุนัขจิ้งจอกตอบว่า ทาสีของข้าพเจ้ายังมีอยู่ ชิ้นนี้จักเป็นส่วนของเธอ

    ราชสีห์กล่าวว่า เอาไปเถิด แม้ตนเองก็คาบเนื้อไปเพื่อนางราชสีห์ แล้วกล่าวว่า มาเถิดสหาย เราจักไปบนยอดเขา ไปยังที่อยู่ของนางสหายของเรา แล้วพากันไป ณ ที่นั้นให้นางราชสีห์กินเนื้อแล้วปลอบสุนัขจิ้งจอกและนางสุนัขจิ้งจอกว่า ตั้งแต่นี้ไป เราจักปฏิบัติท่าน แล้วนำไปยังที่อยู่ของตน ให้สุนัขจิ้งจอกสองผัวเมียอยู่ในถ้ำอีกถ้ำหนึ่งใกล้ประตูถ้ำ

    ตั้งแต่นั้นมาเมื่อราชสีห์ไปหาอาหาร ก็ให้นางราชสีห์และนางสุนัขจิ้งจอกอยู่เฝ้าถ้ำ ตนเองไปกับสุนัขจิ้งจอกฆ่าเนื้อต่างชนิด ทั้งสองตัวกินเนื้อด้วยกัน ณ ที่นั้น แล้วนำมาให้นางราชสีห์และนางสุนัขจิ้งจอก เมื่อกาลเวลาผ่านไป นางราชสีห์คลอดลูกออกสองตัว แม้นางสุนัขจิ้งจอกก็คลอดลูกออกสองตัวเหมือนกัน สัตว์เหล่านั้นทั้งหมด อยู่กลมเกลียวกันเป็นอย่างดี
     
  6. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    58,991
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +35,298
    (ต่อ)
    อยู่มาวันหนึ่งนางราชสีห์ได้เฉลียวใจว่า ราชสีห์นี้ดูรักนางสุนัขจิ้งจอกและลูกสุนัขจิ้งจอกเสียเหลือเกิน ชะรอยราชสีห์นี้จะมีการเชยชมกับนางสุนัขจิ้งจอกก็เป็นได้ จึงรักกันถึงอย่างนี้ ถ้ากระไรเราจะเบียดเบียนคุกคามให้สุนัขจิ้งจอกหนีไปจากที่นี้ให้ได้ ครั้นถึงเวลาที่ราชสีห์พาสุนัขจิ้งจอกไปหาอาหาร นางราชสีห์จึงเบียดเบียนคุกคามนางสุนัขจิ้งจอกว่า ทำไมเจ้าจึงอยู่ในที่นี้ไม่หนีไปเสีย แม้ลูก ๆ นางสุนัขจิ้งจอกจึงบอกเรื่องนั้นแก่สุนัขจิ้งจอกแล้วกล่าวว่า เรารู้ไม่ได้ว่า นางราชสีห์ได้ทำตามคำของราชสีห์ เราอยู่มานานแล้ว เรากลับไปที่อยู่ของเราเถิด

    สุนัขจิ้งจอกฟังคำจองนางสุนัขจิ้งจอก จึงเข้าไปหาราชสีห์กล่าวว่า นาย เราอยู่ในสำนักของท่านมานานแล้ว ธรรมดาผู้ที่อยู่นาน ๆ นักย่อมไม่เป็นที่พอใจ ในเวลาที่เราออกไปหาอาหารกันนางราชสีห์เบียดเบียนขู่นางสุนัขจิ้งจอกว่า ทำไมเจ้าจึงอยู่ในที่นี้ไม่หนีไปเสีย แม้ลูกราชสีห์ก็คุกคามลูกสุนัขจิ้งจอก ผู้ใดไม่ชอบให้ผู้ใดอยู่ในสำนักตน ผู้นั้นพึงขับไล่เขาว่า จงไปเสียดีกว่า รบกวนกันมีประโยชน์อะไร แล้วกล่าวคาถาแรกว่า :
    ผู้เป็นใหญ่ย่อมขับไล่ผู้น้อยได้ตามความต้องการของตน
    นี่เป็นธรรมดาของผู้มีกำลัง
    นางมฤคีผู้มีฟันคมแหลมของท่าน ได้คุกคามบุตรภรรยาของเรา
    ขอท่านจงทราบเถิด ภัยเกิดแต่ที่พึ่งแล้ว
    ราชสีห์ได้ฟังคำของนางสุนัขจิ้งจอกแล้ว จึงกล่าวกะนางราชสีห์ว่า นี่แน่ะน้อง เมื่อครั้งกระโน้น เจ้ายังระลึกได้ไหมว่าเราไปหาอาหาร พอถึงวันที่เจ็ดได้มากับสุนัขจิ้งจอก และนางสุนัขจิ้งจอก
    จำได้จ้ะ
    เจ้ารู้ถึงเหตุที่เรามิได้มาตลอด ๗ วันหรือ
    ไม่รู้จ้ะ
    นี่แน่น้อง เราไปด้วยตั้งใจว่าจักจับเนื้อสักตัวหนึ่งแล้วพลาดลงไปติดหล่ม ไม่อาจจะขึ้นมาได้จากนั้นได้ยืนอดอาหารอยู่ ๗ วัน เรารอดชีวิตมาได้เพราะอาศัยสุนัขจิ้งจอกนี้ สุนัขจิ้งจอกนี้เป็นสหายช่วยชีวิตเรา จริงอยู่ ผู้สามารถจะตั้งอยู่ในธรรมของมิตร ชื่อว่ามีกำลังน้อยไม่มีเลย ตั้งแต่นี้ไป เจ้าอย่าได้ดูหมิ่นสหายของเรา นางสุนัขจิ้งจอกและลูกน้อย แล้วราชสีห์จึงกล่าวคาถาที่สองว่า :
    ถ้าผู้ใดเป็นมิตร แม้จะมีกำลังน้อย แต่ตั้งอยู่ในมิตรธรรม
    ผู้นั้นชื่อว่าเป็นญาติ เป็นเผ่าพันธุ์ เป็นมิตรและเป็นสหายของเรา
    แน่ะนางมฤคี ท่านอย่าดูหมิ่นสหายของเราอีกนะ
    เพราะว่าสุนัขจิ้งจอกตัวนี้ให้ชีวิตเรา

    นางราชสีห์ฟังคำของราชสีห์แล้วจึงขอโทษสุนัขจิ้งจอก ตั้งแต่นั้นมาก็อยู่กลมเกลียวกันกับนางสุนัขจิ้งจอกนั้นพร้อมทั้งลูก แม้ลูกราชสีห์ก็เล่นหัวกับลูกสุนัขจิ้งจอก แม้เมื่อพ่อแม่ซึ่งชื่นชอบกันได้ล่วงลับไปแล้ว ก็ไม่ทำลายความเป็นมิตรต่อกัน อยู่กันอย่างรื่นเริงบันเทิงใจ นัยว่าไมตรีของสัตว์เหล่านั้นมิได้แตกทำลายได้เป็นไปชั่วเจ็ดตระกูล

    พระศาสดาทรงนำพระธรรมเทศนานี้มา แล้วทรงประกาศอริยสัจ ทรงประชุมชาดก
    ในเมื่อจบอริยสัจ ภิกษุบางพวกได้เป็นโสดาบัน บางพวกได้เป็นสกทาคามี บางพวกเป็นพระอนาคามี บางพวกได้เป็นพระอรหัต สุนัขจิ้งจอกในครั้งนั้นได้เป็นอานนท์ ส่วนราชสีห์ได้เป็นเราตถาคตนี้แล

    :- http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=5&t=27067
     
  7. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    58,991
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +35,298
    "ทิฐิ...คนถือดี"
    นานมาแล้วมีชายคนหนึ่งชื่อว่า "ทิฐิ" เขาเป็นคนที่มีนิสัยอวดดื้อถือดี ไม่ต่างจากชื่อ เพราะเมื่อได้ลองเชื่อมั่นในสิ่งใดแล้ว ทิฐิคนนี้ก็จะยึดมั่นถือมั่นในสิ่งนั้นไม่เปลี่ยน และจะไม่ยอมรับฟังข้อคิดเห็นที่ผิดไปจากความเชื่อเดิมโดยเด็ดขาด แม้ว่านี่จะแสดงให้เห็นถึงความเป็นคนเอาจริงเอาจัง และเคร่งครัดกับชีวิต แต่บางครั้งเขาก็ดื้อรั้นมากเกินไปจนขาดเหตุผล และทำให้สูญเสียสิ่งดี ๆ ในชีวิตไปมากมาย โดยที่เขาเองก็ไม่เคยรู้มาก่อน

    กล่าวสำหรับทิฐิ เขาไม่ใช่คนร่ำรวย ดังนั้นจึงต้องทำงานหนักเพื่อหาเงินมาใช้จ่าย กระทั่งมีฐานะขึ้นมาในระดับหนึ่ง ทิฐิจึงคิดที่จะหยุดพักตัวเองจากการงาน แล้วเดินทางไปเรื่อย ๆ เพื่อเที่ยวชมโลกกว้าง เมื่อตัดสินใจได้ดังนั้น ทิฐิจึงจัดการฝากบ้านไว้กับญาติพี่น้อง แล้วเก็บสัมภาระออกเดินทางทันที

    ทิฐิเดินทางไปยังที่ต่าง ๆ ชมนั่นแลนี่ และพูดคุยกับผู้คนที่อยู่ในที่เหล่านั้นมากมาย การท่องโลกกว้างของทิฐิน่าจะทำให้เขามีความรู้ดี ๆ หรือเกิดทัศนคติใหม่ ๆ ขึ้นมาบ้าง แต่เมื่อไรก็ตามที่มีคนกล่าวคำซึ่งผิดไปจากความรู้หรือความเชื่อมั่นเดิมของเขา ทิฐิก็จะรีบกล่าวแก่คน ๆ นั้นทันทีว่า

    "นั่นไม่ถูกเลยนะ ที่จริงแล้วมันต้องเป็นดังที่ข้ารู้มาต่างหาก"

    สิ่งนี้เองทำให้การเดินทางไปทั่วโลกของเขา แทบจะไม่ก่อให้เกิดประโยชน์อันใดขึ้นในชีวิตของเขาเลย

    กระทั่งวันหนึ่งทิฐิได้พลัดหลงเข้าไปในดินแดนแห่งทะเลทรายอันแสนแห้งแล้ง และไร้ผู้คนสัญจร เขาหลงทางอยู่ในดินแดนแห่งนั้นสามวันสามคืน จนกระทั่งอาหาร และน้ำดื่มร่อยหรอและหมดลงในที่สุด ทิฐิจึงเดินต่อไปไม่ไหว เขาล้มลงนอนบนผืนทรายอย่างคนสิ้นเรี่ยวแรง

    แต่ทิฐิยังไม่อยากตายตอนนี้ ดังนั้นแม้ร่างกายจะอ่อนระโหยโรยแรงขนาดไหน แต่เขาก็รวบรวมพลังใจของตนเฝ้ากล่าวคำภาวนาขอความเมตตาจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้ช่วยเหลือเขาด้วย

    "ข้าแต่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย ได้โปรดเมตตาข้า ผู้ซึ่งไม่เคยเบียดเบียนใคร ขอทรงประทานน้ำมาให้ข้าได้รักษาชีวิตของตนเองไว้ แม้เพียงหนึ่งหยดก็ยังดี"

    แล้วในตอนนั้นเอง ทิฐิก็เห็นชายแปลกหน้าชาวเยอรมันคนหนึ่งเดินตรงมาหาเขา ทิฐิดีใจสุดจะกล่าว แล้วรีบพูดขึ้นทันทีว่า

    "โอ...ท่านผู้เป็นความหวังของข้า โปรดแบ่งน้ำของท่านให้ข้าดื่มด้วยเถิด"

    ชายคนนั้นยื่นถุงหนังสีน้ำตาลในมือให้แก่ทิฐิ แล้วกล่าวว่า

    "นี่คือ วาสซ่าร์ จงดื่มเสียสิ"

    แต่ทิฐิไม่อยากได้วาสซ่าร์ เขาอยากได้น้ำ ดังนั้นเขาจึงปฏิเสธที่จะรับถุงหนังสีน้ำตาลจากชายแปลกหน้าคนนั้น ชายคนนั้นจึงเดินจากไป

    ทิฐิภาวนาต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์อีกครั้ง คราวนี้มีชายชาวจีนคนหนึ่งเดินถือถุงหนังสีแดงเข้ามายื่นให้แก่ทิฐิ

    "นี่คือ น้ำ ใช่หรือไม่" ทิฐิถามชายชาวจีน

    "นี่คือ ซือจุ้ย จงดื่มเสียสิ" ชายชาวจีนตอบ

    ทิฐิรู้สึกไม่พอใจ ตอนนี้เขากระหายน้ำมากเหลือเกินแล้ว แต่ทำไมชายผู้นี้จึงนำซือจุ้ย มามอบให้แก่เขาเล่า ทิฐิจึงปฏิเสธถุงหนังสีแดงของชายชาวจีน ชายชาวจีนจึงเดินจากไป

    ทิฐิเริ่มภาวนาถึงสิ่งศักดิ์สิทธิ์อีก และครั้งนี้มีผู้หญิงชาวอินเดียคนหนึ่งมาปรากฏกายตรงหน้าของเขาในแทบจะทันที

    "เธอผู้มีใจเมตตา ขอน้ำให้ข้าดื่มหน่อยเถิด" ทิฐิพึมพำคำอ้อนวอนออกจากริมฝีปากที่แห้งผาก

    "นี่คือ ปานี จงดื่มเสียสิ" หญิงชาวอินเดียกล่าวพร้อมกับยื่นถุงหนังสีเขียวให้กับทิฐิ แต่นั่นทำให้ทิฐิโกรธมาก เขารวบรวมเรี่ยวแรงทั้งหมดที่มี ยกแขนปัดถุงหนังสีเขียวให้พ้นหน้า แล้วพูดอย่างโกรธเคืองว่า

    "ข้าไม่เอาของ ๆ เจ้า ข้าจะตายเพราะขาดน้ำอยู่แล้ว ข้าต้องการน้ำเท่านั้น!"

    หญิงอินเดียเมื่อได้ฟังดังนั้นก็เดินจากไปอีกคน ทิฐิเฝ้าอ้อนวอนขอสิ่งศักดิ์สิทธิ์อีกครั้ง แต่คราวนี้ไม่มีใครนำอะไรมายื่นให้เขาอีกแล้ว

    จิตของทิฐิกำลังหลุดลอยออกจากร่างที่ใกล้แตกดับ แล้วในตอนนั้นเอง เสียง ๆ หนนึ่งก็ดังแว่ว ๆ ให้ได้ยินว่า

    "ทิฐิ...คนถือดีเอ๋ย เราช่วยเจ้าแล้ว แต่เจ้ากลับไม่เคยให้โอกาสตนเองเลย หากเจ้าเปิดใจให้กว้าง และยอมรับในข้อดีของสิ่งที่ไม่คุ้นเคยเสียบ้าง เจ้าก็คงรู้ว่าสิ่งที่อยู่ในถุงหนังทั้งสามนั้น ต่างก็เป็นน้ำดื่มบริสุทธิ์ทั้งสิ้น"

    เมื่อสิ้นเสียงแว่วนั้น ทิฐิคนถือดีก็สิ้นลมหายใจทันที

    b49.gif นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า b49.gif

    จงรู้จักการเปิดตาตนเองให้กว้าง แล้วมองสิ่งต่าง ๆ รอบตัวด้วยสายตา และหัวใจที่ไร้อคติ หากปิดกั้นหัวใจ และสายตาเอาไว้ ก็อาจพลาดสิ่งดี ๆ ในชีวิตไปอย่างน่าเสียดาย ซึ่งบางครั้งสิ่งดี ๆ เหล่านั้นก็อาจจะไม่หวนกลับมาหาอีกแล้ว

    ขอบคุณที่มา :: นิทาน...บ้านเรือนธรรม

    b42.gif ♡✿(◕‿◕)✿♡ กราบอนุโมทนาบุญกับท่านผู้เจริญในธรรมและกัลยาณมิตรทุกท่าน ธรรมรักษา เทวดาคุ้มครองให้ท่านเจริญในธรรมยิ่ง ๆ ขึ้นไปนะเจ้าค่ะ ♡✿(◕‿◕)✿♡ b8.gif b8.gif b8.gif b20.gif

    :- http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=5&t=56878
     
  8. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    58,991
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +35,298
    อารมณ์ก่อนตาย
    มีภิกษุเถระรูปหนึ่ง ซึ่งปรากฏนามในพระศาสนาว่า พระโสณเถระ ท่านเป็นผู้มีปัญญูาวิลารทะคือแกลัวกล้าชำนิชำนาญในพระปรมัตถธรรม รู้อรรถอันสุขุมลุ่มลึกในพระพุทโธวาท พระผู้เป็นเจ้ามีปกติอยู่เป็นประจำ ณ เชิงเขาโสณคีรีบรรพต ตามสมณวิสัย ส่วนบิดาของพระคุณเจ้ามีอาชีพเป็นพรานไพรท่องเที่ยวไปในอรัญพร้อมกับฝูงสุนัข เพื่อล่าเนื้อถึกมฤคีทุกวัน พระโสณะผู้บุตรนั้นห้ามปรามว่ากล่าวแก่บิดาอยู่เสมอ แต่พรานเฒ่าผู้มีสันดานหยาบนิยมไพรไม่เชื่อฟัง ยังแอบเข้าป่าไปล่าเนื้ออยู่เนืองนิตย์ เมื่อชราภาพลงร่างกายอ่อนแอเข้าป่าไม่ไหวแล้ว พระคุณเจ้ามีจิตเอ็นดูกรุณาแก่บิดา จึงบอกว่าบิดาเป็นผู้ชราแล้ว แต่นี้ ไปก็จักเป็นผู้มีความตายเป็นไปในเบื้องหน้าไม่ช้านี้ ฉะนั้น ท่านอย่าฉิบหายจากสิ่งอันเป็นกุศลเสียเลย จงตั้งหน้ารักษาศีล คือ จงบวชเลียเถิด

    "ตาเฒ่าไม่มีศรัทธา ได้ฟังภิกษุผู้บุตรมาว่าดังนี้ ก็ตกใจ รีบบอกปฏิเสธเป็นพัลวัน อ้างโน่นอ้างนี่กล่าวเป็นโวหารบ่ายเบี่ยงหลีกเลี่ยงมากมาย พระเถรเจ้าก็มิว่ากระไร แต่ในไม่ช้า ก็มาว่าขานประสงค์จะให้พรานผู้บิดาบวชอีก พรานเฒ่าก็ปฏิเลธเช่นเคย พระเถรเจ้าเฝ้าชี้แจงอ้อนวอนพรานบิดาอยู่นานหนักหนา ในที่สุดพรานบิดาก็ยอมบวชแต่เพียงเป็นสามเณรเพื่อรักษาน้ำใจบุตรผู้อ้อนวอนไว้

    พระเถระก็สอนให้รักษาสิกขาบทสิบไม่ให้ขาดได้ พอสามเณรแก่บวชแล้วได้วันเดียว ก็เกิดอาพาธหนัก ใกล้ตายเต็มที ลงนอนบนเตียงคิลานไสยาลน์ ไม่อาจลุกขึ้นได้ ในขณะที่สามเณรเฒ่ากำลังย่าง เข้าไปสู่แดนมฤตยูนั้น พลันนิมิตอกุศลก็มาปรากฏก่อน คือ ให้เห็นเป็นสุนัขใหญ่ ๆ วิ่งออกมาจากเชิงเขา แล้วเข้าแวดล้อมลามเณรเฒ่านั้น แสดงอาการ ราวกะว่าจะกัดเนื้อหนังมังสาเป็นภักษาหาร พรานใจบาปผู้เป็นเณรเฒ่าเห็นเช่นนั่น เข้าก็ละดุ้งตกใจกลัว ใจลั่นระรัวร้องโวยวายขึ้น เรียกพระเถระผู้เป็นบุตร ซึ่งนั่งเฝ้าพยาบาลอยู่ใกล้ ๆ ให้ช่วยห้ามสุนัข พระเถระจึงถามว่า "ดูกร บิดาท่านเห็นซึ่งสิ่งดังฤๅ?"

    สามเณรเฒ่าจึงเล่าแจ้งทุกประการว่า "ดูกรผู้เป็นบุตรเอ๋ย บิดานี้ได้เห็นหมู่สุนัขมันวิ่งมาเป็นอันมากล้วนแต่ดุร้ายแยกเขี้ยวจะกัดกินซึ่งบิดา ขอพ่อจงมีจิตเอ็นดูแก่บิดา ซ่วยห้ามปรามมันเสียทีเถิด"

    พระโสณเถระผู้เป็นบุตรจึงปริวิตกว่า "บิดาเรา ชะรอยจะไปเกิดในนรกเป็นแน่แท้ จึงให้ปรากฏเห็นนิมิตเช่นนี้ ก็บัดนี้ถ้าบุญมีอยู่บ้าง หากบิดายังไม่ตายแลัวไซร้ เราจะช่วยให้สมกับที่เป็นบิดาของบุตรผู้ มีปัญญาเช่นกับตัวเรา" คิดแลัวพระผู้เป็นเจ้าจึงตรวจดู ก็รู้ว่าบิดายังไม่ตาย เพียงแต่ถึงวิสัญูญูภาพสลบลงเท่านั้น จึงลุกเดินมาข้างนอก ออกคำสั่งสามเณรเด็กทั้งหลายผู้เป็นศิษย์ตน
    ให้ไปเก็บบุปผชาติต่าง ๆ มากระทำเป็นเครื่องลาดดาดประดับดอกไม้สักการบูชา ณ ลานพระเจดีย์ศรีมหาโพธิ์เป็นอันมากแล้ว จึงให้ช่วยหามเตียง ของสามเณรแก่ผู้บิดา ไปยังลานพระเจดีย์โดยไว พอเณรเฒ่าได้ สติลืมตาขึ้น พระเถระจึงชี้ให้ ดูดอกไม้นานาพันธุ์สีสันสวยสด ปรากฏตั้งอยู่ที่ใกล้ พระเจดีย์ ศรีมหาโพธิ์เป็นเครื่องสักการบูชา แล้วสอนว่า

    "บิดาจงยังจิตให้เลื่อมใสเป็นอันดี ดอกไม้เหล่านี เป็นของบิดา เขาหามาเพื่อให้บิดาได้กระทำสักการะพระเจดีย์ อย่างนี้จะเป็นที่พอใจหรือไม่?" ครั้นเห็นบิดาผู้ใกล้จะตายพยักหน้ารับเอาแล้ว จึงลอนต่อไปว่า "แต่นี้บิดาจงทำใจให้ ดี แล้วว่าในใจตามข้าพเจ้า

    ...ภควา ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้าพระบรมโลกนาถ อยํ ปูชา เครื่องสักการบูชาเหล่านี้ ข้าพระองค์ขอน้อมถวายอุทิศแด่พระองค์ เครื่องสักการบูชาอันเป็นทุคตบรรณาการนี้ เป็นของข้าพระองค์น้อมถวายกระทำสักการบูชาแด่พระองค์ เครื่องสักการบูขาอันเป็นทุคตบรรณาการนี้ เป็นของ ข้าพระองค์น้อมถวายกระทำสักการบูชาแด่พระองค์"

    สามเณรแก่ประณมมือว่าตามถ้อยคำที่พระเถระผู้ บุตรสอนอยู่ในใจ เพราะ ป่วยหนัก ออกวาจามิได้ แต่ในใจเลื่อมใส ชุ่มชื้นนักหนา พอบูชาเสร็จก็หลับตาลง ขณะนั้นนิมิตข้างฝ่ายสวรรค์เทวโลกก็พลันบังเกิดขึ้น บันดาลให้สามเณรแก่เห็นเป็นทิพยวิมาน พร้อมทั้งสวนนันทวันและสวนผรุสกวันในสวรรค์ชั้นดาวดึงล์ แต่พอภาพนั้นเลือนหายไป ภาพใหม่ก็ปรากฏมาอีกเล่า เป็นชาวสวรรค์เทพอัปสรกัญญามาแวดลัอมอยู่โดยรอบ ตาแก่ชอบใจจึงมีแรงออกโอษฐ์ขับไล่พระเถระผู้ เป็นบุตรว่า

    "ดูกรพระโสณะ! ท่านจงถอยออกไปหน่อย พระเถระจึงค่อยถามว่า "บิดาเห็นสิ่งใดหรือ จึงมาขับข้าพเจ้าเสียฉะนี้'' สามเณรเฒ่าจึงมีวาจาตอบว่า "นางเทพอัปลรที่จะเป็นมารดาของท่าน มาแวดล้อม ต้อนรับเรา ท่านจงหลีกเขาหน่อยเถิด อย่าให้เขาต้องเข้าใกล้ตัวท่านผู้เป็น สมณะ" พระโสณเถระก็รู้แจ้งว่า นิมิดข้างฝ่ายสวรรค์มาปรากฏเช่นนี้ บิดาตนจักต้องไปเกิดในสรวงสวรรค์แน่นอน พระเถระคิดฉะนี้ แลัว ก็ถอนใจมองดูบิดา หลับตาตายอย่างเป็นสุข

    พุทธสุภาษิต

    ผู้ไม่ประมาทพินิจอยู่ ย่อมถึงสุขอันไพบูลย์. บัณฑิตผู้ไม่ประมาท ย่อมได้รับประโยชน์ทั้งสอง.
    ท่านทั้งหลายจงยังความไม่ประมาทให้ถึงพร้อม. ท่านทั้งหลายจงเป็นผู้ยินดีในความไม่ประมาท.

    :- http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=5&t=47171
     
  9. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    58,991
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +35,298
    เปรตผู้ไม่เข้าใจบุญ
    หลวงปู่แหวน (สุจิณโณ) ได้เล่าถึงหลวงปู่มั่น (ภูริทัตตะมหาเถระ) ว่า :-

    เมื่อออกพรรษาแล้ว หลวงปู่มั่น ให้โยมนำไม้เข้าไปทำแคร่ให้ท่านอีกแห่งที่ถ้ำเจดีย์ อยู่ลึกเข้าไปข้างในถ้ำหลวง แล้วท่านก็เข้าไปอยู่ภายในถ้ำนั้น ๙ วัน ๙ คืน โดยไม่ออกมาเลย ในวันที่ ๑๐ หลวงปู่มั่น จึงออกมา หลังจากกลับจากบิณฑบาตและฉันเสร็จแล้ว ท่านจึงเล่าให้คณะศิษย์ฟังว่า ท่านเช้าไปช่วยเจ้าของผู้สร้างเจดีย์ เขาห่วงเจดีย์ของเขา เขาไปไหนไม่ได้ ท่านจึงไปช่วยแนะนำเขา เวลานี้เขาไปแล้ว

    หลวงปู่แหวนบอกว่า ที่หลวงปู่มั่นพูดว่าเขาไปแล้วนั้น ท่านเองก็ไม่รู้ว่าใครไปไหน ได้กราบเรียนถาม แต่ท่านก็ไม่ได้อธิบาย หยุดไว้แค่นั้น จากคำบอกเล่าของครูบาอาจารย์องค์อื่น ความว่า ได้มีวิญญาณหญิงสาวกับสามเณรที่เป็นน้องชาย มาวนเวียนอยู่บริเวณที่หลวงปู่มั่นพักนั้นหลายคืน ท่านจึงถามว่ามาเดินอยู่ทำไม วิญญาณก็เล่าให้ฟังว่าพวกเราสร้างเจดีย์ไว้ยังไม่เสร็จ ก็ต้องมาตายเสียก่อน เขาจึงกังวลกับเรื่องนี้ยังไปไหนไม่ได้

    หลวงปู่มั่น จึงเทศน์ให้สติวิญญาณสองพี่น้อง ใจความว่า :-

    สิ่งที่ล่วงไปแล้ว ไม่ควรทำความผูกพัน เพราะไม่สามารถเอากลับมาให้เป็นปัจจุบันได้ มีแต่ จะทำให้กังวลและเป็นทุกข์ ส่วนอนาคตก็ไม่ควรไปห่วง ไปเกี่ยวข้อง อดีตควรปล่อยไว้ตามอดีต อนาคตก็ควรปล่อยไว้ตามกาลของมัน ปัจจุบันเท่านั้น จึงจะทำให้สำเร็จประโยชน์ได้ เพราะอยู่ในฐานะที่เขาสามารถทำได้

    การสร้างพระเจดีย์ เราสร้างด้วยหวังบุญ หวังกุศล ไม่ได้สร้างเพื่อหวังเอาก้อนอิฐ ก้อนหิน ปูนทราย ในองค์พระเจดีย์ติดตัวไปด้วย สิ่งที่เป็นสมบัติของเราในการสร้างพระเจดีย์ ก็คือบุญที่เราจะเอาติดตัวไปได้ เราไม่ได้เอาสิ่งก่อสร้าง วัตถุทานต่างๆ ที่สละแล้วนั้น เอาติดตัวไปด้วย เราเอาไปได้ เฉพาะส่วนนามธรรม ที่เกิดจากการสละวัตถุทานเหล่านั้น นั่นคือตัวบุญกุศล

    เจ้าของผู้คิดเป็นกุศลเจตนาขึ้นมา ให้สำเร็จเป็นวัตถุไทยทานต่างๆ นั้นคือ ใจ ใจนี่แหละเป็น ผู้ทรงบุญ ทรงกุศล ทรงมรรค ทรงผล ทรงสวรรค์ นิพพาน และใจนี่แล เป็นผู้ไปสู่สวรรค์นิพพาน นอกจากใจไม่มีอะไรไป

    “ถ้าคุณทั้งสองยินดีเฉพาะกุศลผลบุญที่ทำได้จาการสร้างพระเจดีย์ไปเท่านั้น ไม่มุ่งจะแบกหามพระเจดีย์ไปสวรรค์ นิพพานด้วย คุณทั้งสองก็ไปอย่าง สุคโต หายห่วงไปนานแล้ว เพราะบุญเป็นเครื่องสนับสนุน บุญจึงไม่เปลี่ยนแปลงเป็นบาปตลอดกาล

    คุณทั้งสองสร้างบุญญาภิสมภารมา เพื่อยังตนไปสู่สุคติ แต่กลับมาติดกังวลในอิฐ ในปูนเพียงเท่านั้น จนเป็นอุปสรรคต่อทางเดินของตน ซึ่งทำให้เสียเวลาไปนาน

    ถ้าคุณทั้งสอง พยายามตัดความขัดข้องห่วงใยที่กำลังเป็นอยู่ ออกจากใจ ชั่วเวลาไม่นาน จะเป็นผู้หมดภาระผูกพัน คุณมีจิตมุ่งมั่นในภพใด จะสมหวังในภพนั้น เพราะแรงกุศลที่ได้พากันสร้างมาพร้อมอยู่แล้ว”

    หลังจากนั้น หลวงปู่มั่น ก็สอนดวงวิญญาณ ให้รักษาศีลห้า สอนอานิสงส์ของทาน ศีล ภาวนา และหลักธรรมอื่นๆ จนดวงวิญญาณคลายการติดยึด แล้วไปเกิดในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์พิภพในลำดับต่อมา

    :- http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=5&t=47008
     
  10. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    58,991
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +35,298
    ลูกกตัญญูกับหมอ บุญเทียม
    ที่เมืองเจิ้งโจว มณฑลเหอหนัน มีนายแพทย์ผู้มีชื่อเสียงเป็นที่เคารพยกย่องของชาวเมืองทั่วไปท่านหนึ่ง ทุกคนเรียกท่านว่า หมอบุญหมอบุญเป็นหมอที่เกิดมาเพื่อวิชาชีพที่ช่วยชีวิตคนเจ็บป่วยจริงๆเพราะหมอไม่เคยเห็นแก่เงินไม่เคยย่อท้อต่อความเหนื่อยยากให้การรักษาคนไข้ด้วยความเอาใจใส่เหมือนกันหมดไม่ว่ายากดีมีจนเป็นที่รู้กันไปทั่วว่า หมอบุญไม่ยอมรับความสะดวกสบายด้วยการนั่งรถรับจ้างที่คนไข้ยากจนต้องจ่ายค่ารถให้ไปตรวจรักษาที่บ้าน หมอจะอ้างว่าเป็นฝีที่ก้นนั่งรถกระแทกไม่ได้ แล้วหมอก็จะก้าวฉับๆเดินเท้าไป หากถึงเวลาอาหารหมอบุญก็ไม่ยอมรับประทานอาหารที่ญาติคนไข้เตรียมไว้ต้อนรับซึ่งมากมายไปด้วยหมูเห็ดเป็ดไก่ หมอจะอ้างว่า หมอไม่รับประทานอาหารจำพวกเนื้อสัตว์จะรับประทานแต่ผักและเต้าหู้เท่านั้น
    นานวันเข้าก็เป็นที่รู้กันไปทั่วอีกว่าหมอบุญไม่อยากให้ใครต้องยุ่งยากสิ้นเปลืองเพื่อท่าน ซึ่งแท้ที่จริงแล้วหมอบุญยังไม่ได้ปวารณาถือมังสวิรัติหรือกินเจดังนั้นคนทั้งหลายจึงเรียกหมอบุญว่า "หมอบุญเทียม" ที่เรียกว่า "บุญเทียม"นั้นคือยังไม่ได้ถือเจจริงๆนั่นเอง
    เย็นวันหนึ่งมีชายหนุ่มคนหนึ่งเดินทางมาจากอำเภอหัวที่อยู่ไกลออกไปมาก เขามาขอความช่วยเหลือจากหมอขอให้เดินทางไปตรวจรักษาแม่ของเขาที่บ้านด้วยเนื่องจากแม่ป่วยมาเป็นเวลาช้านานแล้ว รักษาอย่างไรก็ไม่ได้ผล ในที่สุดก็ได้บนบานศาลกล่าวขอให้สิ่งศักดิ์สิทธ์ช่วยให้ได้พบหมอดีที่จะช่วยรักษาแม่ของเขาให้หายด้วยเถิดเมื่อวานนี้ จึงมีผู้แนะนำให้เขาเดินทางมาหาหมอบุญเทียมซึ่งเป็นหมอที่เชี่ยวชาญสามารถ อีกทั้งเปี่ยมด้วยเมตตาคุณธรรมชายหนุ่มผู้นั้นแซ่เฉิน เป็นลูกกตัญญูที่ชาวอำเภอหัวกล่าวขวัญไปทั่ว เมื่อหนุ่มเฉินเหยียบย่างเข้ามาในบ้านของหมอบุญเทียมเขาก็ยอมรับประทับใจในคำชื่นชมที่บ้านมีต่อหมออย่างจรังจังเขาได้เห็นความเรียบง่ายสมถะ และความเมตตาจริงใจของหมอด้วยสายตาของเขาเองหมอบุญเทียมรับปากว่า พรุ่งนี้จะออกเดินทางไปอำเภอหัวตั้งแต่เช้าพร้อมกับชายหนุ่มเฉิน ซึ่งการเดินทางไปอำเภอหัวจะต้องนั่งเรือข้ามฟากไปอำเภอหลิ่วหยัง ทั้งทุลักทุเลและฝ่าอันตรายแต่เพื่อช่วยชีวิตคนไข้หมอบุญเทียมก็ไม่ปฏิเสธที่จะไปที่ท่าข้ามแม่น้ำหลิ่วหยังไปยังฟากตรงข้ามซึ่งเป็นอำเภอหัว และอำเภออื่นอีกมากแม้จะเป็นท่าข้ามที่มีความสำคัญยิ่งแห่งหนึ่งแต่ภาชนะที่ใช้ข้ามฟากยังเป็นเรือยนต์เล็กๆ
    ก่อนหน้าที่หมอบุญเทียมจะเดินทางไปอำเภอหัวคืนนั้นนายท่าเรือหลิ่วหยังฝันไปว่าพระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์ (พระโพธิสัตว์กวนอิม) ได้เสด็จลงมากำชับเขาว่า
    "พรุ่งนี้เรือเที่ยวแรกที่จะข้ามแม่น้ำไปที่อำเภอหัวจะมีหมอบุญเทียมมาร่วมลงเรือไปด้วยเจ้าจงหาทางยับยั้งไว้อย่าให้เขาลงเรือไป หากไม่ปฏิบัติตามเจ้าจะได้รับโทษ"
    นายท่าเรือตกใจตื่น แต่คิดว่าเป็นความฝันเรื่อยเปื่อยจึงไม่ได้ใส่ใจแล้วก็เคลิ้มหลับต่อไป คราวนี้เขาฝันเห็นเทพเจ้าผู้ตรวจการแม่น้ำพระองค์สั่งสำทับเขาว่า
    "อย่าลืมนะพรุ่งนี้ให้ยับยั้งหมอบุญเทียมไว้หากเจ้าปล่อยให้เขาลงเรือข้ามฟากไป เจ้าจะโดนไม้พลองนี้จนตาย"
    นายท่าเรือตกใจตื่นขึ้นอีก คราวนี้เขาชักไม่สบายใจกับความฝันนั้นแต่เนื่องด้วยยังเป็นเวลาเช้ามืดมาก ด้วยความง่วง นายท่าเรือจึงเคลิ้มหลับต่อไปอีกพอหลับได้ไม่นาน เขาก็ฝันเห็นพ่อปู่เจ้าที่ท่านมาเตือนย้ำเขาว่า
    "นายท่าจำไว้ให้ดีนะ ที่พระโพธิสัตว์กวนอิมและเทพเจ้าผู้ตรวจการแม่น้ำกำชับไว้ อย่าให้หมอบุญเทียมลงเรือข้ามฟากเป็นอันขาด มิฉะนั้นข้าจะไม่อภัยให้เจ้าแน่ๆ"
    นายท่าเรือตื่นขึ้นครั้งนี้เขานอนไม่หลับอีกต่อไปลุกขึ้นนั่งใจจดใจจ่อแต่คนที่ชื่อหมอบุญเทียมอยู่จนกระทั่งฟ้าสางนายท่าเรือไม่กล้าคิดว่าความฝันที่ย้ำเตือนถึงสามครั้งสามคราเมื่อคืนนี้จะเป็นเรื่องไร้สาระอีกต่อไปเขาสั่งลูกน้องทุกคนให้สอดส่องตรวจตราให้ถี่ถ้วน
    เขาประกาศว่า "มิให้หมอบุญเทียมลงเรือข้ามฟากเที่ยวเช้านี้เป็นอันขาด"
    ฝ่ายหมอบุญเทียมและหนุ่มเฉินลูกกตัญญู เดินทางมาถึงท่าข้ามแต่เช้ายังไม่ได้เวลาที่เรือเที่ยวแรกจะออกจากท่าจึงพากันแวะเข้าไปรับประทานอาหารในร้านขายอาหารแถวนั้น หนุ่มเฉินจะสั่งหมูย่างไก่ย่างมาเลี้ยงหมอบุญเทียมรีบห้ามไว้ทันที แล้วบอกว่า
    "หมอกินได้แต้ผักและเต้าหู้ไม่กินเนื้อสัตว์"
    หนุ่มเฉินได้ฟังก็หัวเราะและพูดว่า "หมอโปรดอย่าได้เกรงใจอาหารเท่านี้ไม่ได้ทำให้ผมสิ้นเปลืองสักเท่าไหร่เลย ผมทราบมาว่าหมอไม่ได้ถือเจอย่างจริงจัง ขอประทานโทษผมทราบว่าด้วยเหตุนี้ทุกคนจึงเรียกหมอว่า "หมอบุญเทียม"
    คำสนทนาระหว่างหมอกับหนุ่มเฉินไม่ได้รอดพ้นจากการสอดส่องตรวจตราของเจ้าหน้าที่การท่าเรือไปได้เลย คนที่ได้ยินคำสนทนานี้รีบไปรายงานนายท่าเรือทันทีว่า
    "ผมพบหมอบุญเทียมแล้วผมพบแล้ว"
    "ถ้าเช่นนั้นรีบคุมตัวไว้ แล้วให้เรือเที่ยวเช้าออกจากท่าทันที"
    นายท่าสั่งการโดยด่วน หนุ่มเฉินและหมอไม่เข้าใจเลยว่าตนมีความผิดอะไรจึงต้องถูกกักกันไว้ไม่ให้ลงเรือลำนี้ หนุ่มเฉินร้องไห้โฮเขาคุกเข่าลงอ้อนวอนนายท่าขอให้เขาได้พาหมอข้ามไปรักษาแม่ของเขาโดยเร็วที่สุดเถิดแต่ถึงอย่างไรนายท่าก็ไม่ยอมอนุญาติ ดูไม่มีเหตุผลเอาเสียเลยแต่คำสั่งห้ามที่อธิบายไม่ได้ของนายท่า ก็มิไดทำให้ทุกฝ่ายสงสัยอยู่นานนักเพราะเมื่อเรือยนต์ลำนั้น แล่นไปไม่ถึงกลางแม่น้ำพลันก็เกิดลมพายุใหญ่โดยปัจจุบันพัดเรือยนต์ลำนั้นพลิกคว่ำลงกลางแม่น้ำทันทีผู้โดยสารทุกคนจมหายลงไปกับกระแสน้ำที่ไหลเชี่ยว ไม่มีใครรอดชีวิตแม้แต่คนเดียวเขาเหล่านั้นทำกรรมมาในระดับเดียวกัน คนดีมีคุณธรรมเสมอมักจะอยู่ในสายตาของเทพยดาฟ้าดินทั้งสิ้น สิ่งศักดิ่สิทธ์ทั้งหลายพระองค์จะทรงห่วงใยไม่อาจปล่อยให้ต้องจับพลัดจับผลูปะปนเข้าไปอยู่ในกลุ่มคนที่มีกรรมหนักได้จึงได้พยายามทุกวิถีทางที่จะพยายามรักษาชีวิตของเค้าไว้ให้เป็นประโยชน์และเป็นแบบอย่างอันดีงามแก่คนทั้งหลายต่อไปเฉกเช่นหมอบุญเทียมและหนุ่มเฉินลูกกตัญญู

    เมตตาโดยท่านอาจารย์ ฟังเตี่ยนฉวนซือ
    :- http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=5&t=28409

     
  11. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    58,991
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +35,298
    ลาใจดำ
    พ่อค้าคนหนึ่งนำสัมภาระ บรรทุกเกวียนเเล้วให้วัว กับลา ช่วยกันลากไปยังอีกหมู่บ้านหนึ่ง
    เเม้จะเทียมเเอกคู่กันเเต่ลานั้นไม่ค่อยยอมช่วยออกเเรง ลากนัก
    วัวใช้เเรงอยู่ฝ่ายเดียวจนเหนื่อยหอบก็เอ่ยปากขอ ให้ลาช่วยออกเเรงลากเกวียนบ้าง เเต่ลาก็เเกล้งปดว่า ตนก็ช่วยออกเเรงเต็มที่อยู่เเล้ว
    วัวออกเรงลากเกวียนอันหนักอึ้งตามลำพังจนขาหัก เเละหมดเเรงขาดใจตายไปในที่สุด

    พ่อค้าจึงเเล่เอาเนื้อวัวบรรทุกเกวียนให้ลาลากไป ในขณะที่เกวียนนั้นมีน้ำหนักมากกว่าเดิมอีกหลายเท่า

    ในวันที่ลาหมดเเรงใกล้จะสิ้นใจตาย นกฝูงหนึ่งที่บิน ตามมาจิกกินเนื้อวัวก็เอ่ยกับลาว่า
    ถ้าช่วยวัวออกเเรง ลากเกวียนเเต่เเรกก็ไม่ต้องมาตายกลางป่าเช่นนี้

    นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า
    ผู้ที่ไม่คิดช่วยเหลือเกื้อกูลเเต่คิดจะเอาเปรียบผู้อื่นร่ำไป ย่อมได้ภัยเเก่ตนในที่สุด

    :- http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=5&t=22433

     
  12. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    58,991
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +35,298
    ‘สวรรค์’อุปสรรค ต่อการบรรลุธรรม
    ครั้งหนึ่ง...เคยมีพระอรหันต์เสด็จมาโปรดแสดงธรรมให้แก่เทวดาทั้งหลายที่มีวิมานอยู่บนสวรรค์ ท่านได้แสดงธรรมให้เห็นถึงความไม่เที่ยงแท้แน่นอนของการเสวยสุขบนวิมานของเหล่าเทพเทวดา เช่นนี้ว่า
    ‘ท่านทั้งหลายล้วนแต่มีวิมานที่สวยงาม อาภรณ์ประดับประดาไปด้วยแก้วแหวนเงินทอง ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนแต่เป็นของทิพย์ หากแต่ว่าสิ่งเหล่านี้หาใช่ของเที่ยงแท้แน่นอนไม่ สักวันหนึ่งเมื่อผลบุญหมดลง ก็จำต้องเกิดกายเป็นมนุษย์ เวียนว่ายอยู่ในวัฎสงสารไม่มีวันจบสิ้น จึงควรปล่อยวางและมุ่งแสวงหาทางธรรมเถิด’
    เทวดาทั้งหลาย ได้ยินดังนี้ก็รู้สึกเสียดายความสุขสบาย ความเป็นทิพย์และวิมานที่พวกตนอุตส่าห์เพียรเฝ้าสั่งสมบุญบารมีตั้งแต่เมื่อครั้งยังมีชีวิต พระอรหันต์เจ้าเมื่อทรงแลเห็นดังนั้น จึงแสดงธรรมต่อไปอีกว่า
    ‘ท่านทั้งหลายทราบหรือไม่ว่า สวรรค์วิมานที่พวกท่านเสวยสุขอยู่นั้น เป็นทุกข์อย่างยิ่ง’ เมื่อเทวดาทั้งหลายได้ยินได้ฟังเช่นนี้ ก็ล้วนแต่แปลกใจ เนื่องจากสวรรค์ที่พวกตนครอบครองเสวยสุขอยู่นั้น มีแต่ความสุขเป็นเลิศ ความสบายเป็นเลิศ เรียกได้ว่าสมบูรณ์พูนสุขทุกอย่าง แล้วจะเรียกว่าเป็นความทุกข์ได้อย่างไร
    แต่แล้วจู่ ๆ ก็มีเทวดาองค์หนึ่งตอบขึ้นมาว่า
    ‘ทราบพระเจ้าข้า’
    ‘ท่านทราบได้อย่างไรว่าสวรรค์เป็นทุกข์’ พระอรหันต์เจ้าทรงถามต่อ
    ‘เหตุเพราะว่าสวรรค์ เป็นอุปสรรคใหญ่หลวงต่อการบรรลุธรรม เข้าถึงพระนิพพาน’
    เมื่อท่านได้ฟังดังนั้น จึงถามต่อไปอีกว่า
    ‘เหตุใดท่านถึงกล่าวว่าสวรรค์คืออุปสรรค ในการเข้าถึงพระนิพพาน’
    ‘เพราะสวรรค์ปราศจากความทุกข์ มีแต่ความสุขสบาย เมื่อเป็นสุขอย่างยิ่งเช่นนี้แล้ว เทพเทวดาทั้งหลายจึงไม่เอาใจใส่ต่อการเจริญธรรม เป็นเหตุทำให้ยิ่งห่างไกลพระนิพพานพระเจ้าข้า’
    คำตอบของเทวดาองค์นั้น ทำให้เทวดาทั้งนั่งฟังธรรมอยู่ด้วย บังเกิดดวงตาเห็นธรรม มองเห็นความจริงว่า แท้ที่จริงแล้วอุปสรรคอันใหญ่หลวงที่คอยขัดขวางไม่ให้พวกตนเจริญในธรรม หาทางหลุดพ้นก็คือวิมานบนสวรรค์นั่นเอง...
    เรื่องดังกล่าว แสดงให้เห็นว่าการปฏิบัติธรรมบนสวรรค์นั้นไม่ใช่เรื่องง่ายดายนัก เนื่องจากมีความสุขสบายเป็นที่ตั้ง ลืมความทุกข์จึงไม่แสวงหาทางพ้นทุกข์ ความจริงแล้วเทพเทวดาทั้งหลายหากตั้งใจจริงก็สามารถปฏิบัติธรรมจนหลุดพ้นได้ หากแต่เมื่อเวลาที่คนเรามีความสุข ก็มักจะลืมความทุกข์ จนลืมนึกถึงความจริงไปว่า
    …ทุกสิ่งทุกอย่าง ล้วนแต่อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา

    สะพานธรรม...ผู้บันทึก
    :- http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=5&t=40941
     
  13. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    58,991
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +35,298
    ลักษณะของคนพาลและบัณฑิต
    [​IMG]

    พระผู้มีพระภาคได้ตรัสอธิบายถึงความแตกต่างระหว่างคนพาลและบัณฑิต
    ดังพระองค์ได้ทรงแยกให้เห็นลักษณะของคนพาล เครื่องหมายของคนพาล
    และความประพฤติที่ไม่ขาดสายของคนพาล

    คนพาลนั้นจะมีปกตินิสัยอยู่ ๓ ประการ คือ
    ๑. คิดแต่เรื่องไม่ดี
    ๒. พูดถึงแต่เรื่องไม่ดี
    ๓. ทำแต่สิ่งไม่ดี
    เมื่อเป็นเช่นนี้ จึงเป็นที่สังเกตของบัณฑิตว่า
    ผู้นั้นผู้นี้เป็นคนพาล

    ในทางตรงกันข้าม พระพุทธองค์ก็ได้ตรัสสอนถึงลักษณะของบัณฑิต
    เครื่องหมายของบัณฑิตและความประพฤติที่ไม่ขาดสายของบัณฑิต
    โดยทรงแยกให้เห็นว่า

    บัณฑิตนั้นจะมีปกตินิสัยอยู่ ๓ ประการ คือ
    ๑. คิดแต่เรื่องดี
    ๒. พูดถึงแต่เรื่องดี
    ๓. ทำแต่สิ่งที่ดี
    เมื่อเป็นเช่นนี้ จึงเป็นที่สังเกตของบัณฑิตได้ว่า
    ผู้นั้น ผู้นี้เป็นบัณฑิต

    พระผุ้มีพระภาคได้ตรัสถึงสิ่งที่บอกลักษณะของคนพาลหรือบัณฑิต
    ตามนัยของอัจจยสูตร โดยตรัสว่า

    คนพาลนั้นประกอบด้วยธรรม ๓ ประการ คือ
    ๑. ไม่เห็นโดยความเป็นโทษ (ทำผิดแล้วไม่ยอมรับผิด)
    ๒. เห็นโทษโดยความเป็นโทษแล้ว (แต่ยังรั้นจะรับโทษ)
    ๓. เมื่อถูกอบรมสั่งสอนชี้โทษ ไม่ยอมรับรู้ (ยังแก้ตัวอยู่ร่ำไป)

    พระผู้มีพระภาคได้ตรัสถึงสิ่งที่บอกลักษณะของบัณฑิตนั้นว่า
    ประกอบด้วยธรรม ๓ ประการ คือ
    ๑. เห็นโทษโดยความเป็นโทษ (ทำผิดแล้วยอมรับผิด)
    ๒. เห็นโทษโดยความเป็นโทษแล้ว (ยอมรับโทษนั้นโดยดี)
    ๓. เมื่อถูกอบรมสั่งสอนชี้โทษ (ก็ยอมรับรู้และแก้ไขในส่วนที่ผิด
    และเห็นผู้ชี้โทษให้เป็นเหมือนผู้บอกขุมทรัพย์ให้)

    [​IMG] [​IMG]

    (จินดาสูตร ติกนิบาตและอัจจยสูตร ติกนิบาต เล่ม ๒๐ ข้อ ๔๔๒-๔๔๓)

    คัดลอกจากหนังสือเรื่อง เตือนตนด้วยพุทธโอวาท
    เรียบเรียงโดย แก้ว สุพรรโณ
    กรุงเทพ : ไพลิน, ๒๕๔๒ หน้า ๒๒-๒๓
    :- http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=5&t=43153
     
  14. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    58,991
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +35,298
    Buddhaandlotusamazon.jpg
    โยมถามพระตอบ ตอนที่ ๑๔
    พระไพศาล วิสาโล
    คำถามที่ ๑. กราบนมัสการพระอาจารย์ไพศาลเจ้าค่ะ โยมมีความสงสัยว่า เงินปัจจัยที่พระสงฆ์ได้รับถวายจากญาติโยมในระหว่างที่บวชนั้น เมื่อสึกแล้ว จะถือว่าปัจจัยนี้เป็นของส่วนตัว สามารถนำมาใช้ได้ หรือปัจจัยนี้จะถือเป็นของสงฆ์ และควรนำถวายวัดคืนเจ้าคะ

    ตอบ เงินเหล่านั้นถ้าญาติโยมถวายเป็นการส่วนตัว เมื่อสึกแล้วตามธรรมเนียมก็ยังถือว่า เป็นเงินส่วนตัว ที่เจ้าตัวสามารถนำไปใช้ได้ แต่ถ้าพูดถึงพระวินัย ท่านก็ไม่สามารถรับได้ตั้งแต่แรกแล้ว เพราะมีข้อห้ามเอาไว้

    คำถามที่ ๒. กราบนมัสการพระอาจารย์ไพศาลเจ้าค่ะ น้องชายของโยมบวชเป็นพระ แต่ด้วยความสนิทสนม เมื่อโยมไปกราบพระน้องชาย ท่านจึงอาจเผลอพูดคุยเล่นด้วยด้วยความเคยชิน ซึ่งอาจจะดูไม่สำรวมนักเมื่ออยู่ในเพศบรรพชิต ในกรณีนี้ หากโยมกล่าวเตือนท่านจะเป็นการสมควรหรือไม่ และโยมจะบาปหรือไม่เจ้าคะ

    ตอบ โยมสามารถกล่าวเตือนท่านได้ และควรทำด้วย ในฐานะที่เป็นทั้งพี่สาวและอุบาสิกา (ส่วนน้องชาย ในฐานะที่เป็นพระ ก็ควรเปิดใจน้อมรับคำแนะนำตักเตือน ไม่ว่าผู้ตักเตือนจะเป็นใครก็ตาม เพราะการขัดเกลาตนเอง และการฝึกจิตให้มั่นคง ไม่โกรธเคืองเมื่อถูกตักเตือนหรือแม้แต่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ เป็นหน้าที่อย่างหนึ่งของพระ) อย่างไรก็ตามเมื่อจะแนะนำตักเตือนใคร ควรทำโดยคำนึงถึงคำสอนของพระพุทธเจ้า กล่าวคือ ทำด้วยเมตตา ใช้ปิยวาจา พูดถูกเวลา พูดความจริง และเป็นประโยชน์

    คำถามที่ ๓. กราบนมัสการพระอาจารย์ไพศาลค่ะ โยมอยากราบขอกุศโลบายในการทำให้ตัวเองมีความพากเพียร ฮึดสู้ในการปฏิบัติธรรม เพราะบางครั้งเกิดความขี้เกียจ และท้อแท้ท้อถอย ปฏิบัติแล้วไม่ก้าวหน้า รู้สึกตัวเองไม่เอาไหน อยากเปลี่ยนตัวเองจริงจัง แต่ก็ทำได้ไม่กี่วันก็กลับมาพ่ายแพ้กิเลสอีก ทำอย่างไรโยมถึงจะเปลี่ยนตัวเองเป็นคนใหม่ได้คะ กราบขอบพระคุณเจ้าค่ะ

    ตอบ อย่างแรกที่ควรมี คือสิ่งแวดล้อมที่ดีหรือกัลยาณมิตร เช่น อยู่ท่ามกลางผู้คนที่ใฝ่ธรรม มีความเพียรในการปฏิบัติ จะช่วยให้เกิดความกระตือรือร้นในการปฏิบัติ ไม่เฉื่อยเนือย เวลาเบื่อหน่าย อยากเลิกปฏิบัติ ครั้นเห็นคนอื่นตั้งใจทำ ความเกียจคร้านก็ยากที่จะครองใจได้ หลายคนเวลาปฏิบัติที่บ้าน ทำได้ครึ่ง ๆ กลาง ๆ แต่พอไปปฏิบัติที่วัด หรือในสถานปฏิบัติธรรม กลับทำได้ดี มีความเพียรต่อเนื่อง

    ประการต่อมาก็คือ การวางใจให้ถูก หลายคนเริ่มต้นด้วยความคาดหวังที่ผิด เช่น อยากได้ความสงบ พอทำได้สักพัก จิตยังไม่สงบสักที มีแต่ความฟุ้งซ่าน ก็ไม่พอใจ พยายามบังคับกดข่มจิตไม่ให้คิด ก็ไม่สำเร็จ แถมมีความเครียดเพิ่มขึ้น เพราะจิตยิ่งถูกบังคับ มันก็ยิ่งต่อต้านขัดขืน พยศหนักขึ้น แทนที่จิตจะสงบ กลับว้าวุ่น มีความทุกข์มากขึ้น ยิ่งทำก็ยิ่งขุ่นเคืองใจ ในที่สุดก็ท้อแท้ ไม่อยากทำ หรือเลิกปฏิบัติไปเลย

    สิ่งที่ควรทำ ก็คือ วางความอยากหรือความคาดหวังลง ยอมรับทุกอย่างที่เกิดขึ้นกับใจ อะไรจะเกิดขึ้นก็สักแต่ว่ารู้เฉย ๆ ไม่ผลักไสหรือไขว่คว้าสิ่งใด เป็นกลางกับทุกสิ่ง อย่าลืมว่าการปฏิบัติธรรมในพุทธศาสนา จุดหมายก็เพื่อ “ละ” ไม่ใช่เพื่อ “เอา” ข้อเตือนใจอีกอย่างคือ เราไม่ควรปฏิบัติเพื่อควบคุมความคิด แต่ปฏิบัติเพื่อไม่ให้ความคิดมาควบคุมเรา ดังนั้นแม้จะมีความคิดเกิดขึ้นในใจ เราก็เพียงแต่รู้เท่าทันมัน เท่านี้มันก็ควบคุมจิตเราได้ยาก

    ประการที่สาม ควรเริ่มจากน้อยไปหามาก เช่น หากเป็นผู้ใหม่ อาจเริ่มด้วยการปฏิบัติครั้งละ ๑๐ นาที (หรือมากกว่านั้นก็ได้) ข้อสำคัญคือ ขอให้ทำทุกวัน ไม่ว่ามีอะไร(หรือข้ออ้างใด ๆ )เกิดขึ้นก็ตาม การทำทุกวันจะช่วยสร้างนิสัยใหม่ให้แก่ตนเอง และหากทำได้ทุกวัน กำลังใจและความมั่นใจในตนเองก็จะเพิ่มมากขึ้น จากนั้นก็ค่อยเพิ่มเป็น ๒๐ นาที จะเพิ่มมากหรือน้อยไม่สำคัญเท่ากับว่า พยายามทำให้ได้ตามกำหนดทุกวัน อาตมามั่นใจว่าหากคุณทำได้ทุกวัน ไม่มีขาด ความเพียรของคุณจะตั้งมั่นมากขึ้น ความเกียจคร้านหรือข้ออ้างต่าง ๆ จะมีพลังน้อยลง และหากนิสัยใหม่ของคุณหยั่งรากลึก คุณจะพบว่าการปฏิบัติธรรมเป็นประจำทุกวัน (หรือวันละหลายครั้ง) ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป
    :- https://www.visalo.org/article/5000s20_2.html
     
  15. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    58,991
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +35,298
    ถอดบทเรียนการช่วยเหลือผู้ป่วยด้านจิตวิญญาณ
    พระไพศาล วิสาโล

    กราบนมัสการพระอาจารย์ไพศาลที่เคารพอย่างสูง


    วันนี้หมอตุ๊มีโอกาสได้ทำบุญถึง 2 เด้ง (ขอใช้ภาษาวัยรุ่นนะคะ)

    เด้งที่ 1 คือวันนี้ได้มีโอกาสฟังธรรมและถวายปัจจัยบูชาธรรมท่าน ที่มาแสดงที่เดอะมอลล์ ในงานวิสาขบูชาพุทธบารมี

    เด้งที่ 2 คือ ได้ไปเยี่ยมผู้ป่วยระยะสุดท้ายที่กำลังจะคืนสู่ธรรมชาติ ซึ่งถือเป็นการบูชาธรรมที่ได้รับการอบรม ได้ฟัง และได้อ่าน งานของท่านมาตลอด

    ผู้ป่วยรายนี้เป็นมะเร็งตับ ที่เคยเข้าร่วมกิจกรรมค่ายมะเร็งกับหมอตุ๊ และติดตามถามข่าวคราวกันมาเป็นระยะ

    วันนี้ตอนบ่ายโมง (ก่อนเข้าฟังธรรมบรรยายจากท่านเล็กน้อย) สามีผู้ป่วยโทร.มาบอกว่า “ต่าย(นามสมมติ) ไม่ไหวแล้วครับ ปวดมาก หายใจหอบ...ขณะนี้นอนอยู่ที่ รพ.มหาราชฯ ตึกมะเร็งชั้น4..”

    หมอตุ๊บอกว่า “กำลังรอฟังธรรมบรรยายจากพระอาจารย์ไพศาล และถวายปัจจัยในนามเครือข่ายมะเร็งโคราช ให้ต่ายอนุโมทนาบุญด้วยนะ เสร็จแล้วจะรีบไปเยี่ยม” จากนั้นหมอตุ๊โทรไปหากระแต(พยาบาล)ใน รพ.มหาราชฯที่เป็นเครือข่ายกันขอให้เธอนำเครื่องเล่น CD และเทปเสียงสวดมนต์ไปเปิดให้ต่ายฟังพลางๆ

    เสร็จจากเดอะมอลล์ หมอตุ๊ขับรถตรงไปโรงพยาบาลมหาราชฯ ด้วยใจที่เบิกบานในธรรมที่ได้รับจากท่าน และมุ่งมั่นที่จะบูชาพระคุณท่านด้วยการนำธรรมะไปใช้กับผู้ป่วยที่เป็นเพื่อนร่วมทุกข์ของหมอตุ๊

    สามีผู้ป่วยลงมารับหมอตุ๊ที่รถ ด้วยใบหน้าเศร้า น้ำตาคลอ “อะไรๆที่เรียนจากหมอตุ๊มา (จากค่ายมะเร็ง) พอถึงเวลาเข้าจริง ผมทำไม่ได้เลยครับ”

    เมื่อหมอตุ๊เข้าไปในห้องพักคนไข้ ซึ่งเป็นห้องพิเศษ เห็นคุณต่ายตัวผอม เหลือง แก้มตอบ ตาลึก หายใจหอบ และร้องครวญครางด้วยความปวดเป็นระยะ ข้างเตียงมีญาติประมาณ 10 คน นั่งบนเก้าอี้บ้าง พื้นบ้างระเกะระกะไปหมด มีเครื่องเล่น CD เปิดบทสวดมนต์ทำวัตรเช้าเบาๆ แต่เสียงญาติคุยกันดังกลบ

    เมื่อได้ยินเสียงหมอตุ๊ ผู้ป่วยพยายามลืมตาและพยายามผงกศีรษะจะลุกขึ้นนั่ง หมอตุ๊กดตัวให้เธอนอนลงดังเดิม บอกว่า “นอนสบายๆ ผ่อนคลายนะ หมอตุ๊มาชวนสวดมนต์”

    พอดีบทสวดทำวัตรเช้า มาถึงบท สังเวคปริกิตตนปาฐะพอดี หมอตุ๊ก็เลยค่อยๆแปลให้เธอฟัง เริ่มจาก ความทุกข์จากการ เกิด แก่ ตาย โศก ร่ำไรรำพัน ฯลฯ....ความยึดมั่นถือมั่นในรูป เวทนา ฯลฯ...รูปไม่เที่ยง...ระหว่างนี้สังเกตว่าต่ายยังกระสับกระส่าย หายใจหอบ สลับครางเป็นระยะ

    จากนั้นก็พยายามพูดน้อมจิตให้เธอนึกถึงคุณพระศรีรัตนตรัย และความดีทั้งหลายที่เธอได้ทำมา โดยระหว่างนี้ก็มีเสียงญาติร้องไห้แทรกเข้ามา เสียงโทรศัพท์และญาติพูดส่งข่าวกันทางโทรศัพท์ และเสียงประตูห้องเปิดปิดเป็นระยะ เพราะญาติทยอยเข้ามาอีกเรื่อยๆ เต็มห้องไปหมด
    ตอนนี้หมอตุ๊ เริ่มสติแตก (เล็กๆ) คิดอะไรไม่ค่อยออก ไม่รู้จะพูด จะทำอะไรอีกต่อไป ก็เลยสวมวิญญาณหมอชุมชน (เจ้าเก่า) หันไปปลุกม็อบญาติ ...เอ๊ยไม่ใช่ค่ะ... หันไปสื่อสารกับญาติ ซึ่งตอนนี้นับได้ประมาณ 20 คน ว่า

    “ ช่วงนี้เป็นเวลาที่ต่ายต้องการความสงบ เรามาเยี่ยมต่ายด้วยความรัก ความปรารถนาดี ดังนั้นขอให้เรารวมพลังใจของเราสวดมนต์ร่วมกับต่าย เพื่อทำความผ่อนคลายทั้งกายและใจให้แก่ต่ายนะคะ” ว่าแล้วหมอตุ๊ก็เปิดบทสวดมนต์พระคาถาป้องกันภัย 10 ทิศ ซึ่งชาวบ้านหลายคนเคยได้ยิน และสวดกันได้..”บูรพารัสมิง พระพุทธคุณัง...”

    พอเสียงสวดมนต์ซ้ำๆ เริ่มถึงทิศที่ 3 ที่ 4 ทุกคนในห้องก็สามารถสวดได้โดยพร้อมเพรียงกัน และสังเกตว่า แม้แต่ต่ายก็พึมพำสวดตามไปด้วย การหายใจของเธอสงบลง ร่างกายผ่อนคลายลง โดยระหว่างนั้น หมอตุ๊ก็ใช้มือนวด สัมผัส ไปตามร่างกายต่ายด้วยค่ะ

    เมื่อจบบทสวดมนต์ หมอตุ๊ก็กล่าวนำให้ญาติทุกคนพูดดังๆว่า “เราทุกคนที่เป็นญาติมิตรของต่ายประมาณ 20 คน ได้มารวมกันอยู่ที่นี่ เพื่อส่งความรัก และพลังกายใจให้แก่ต่าย ตลอดเวลาที่ผ่านมาเรารับรู้ถึงคุณงามความดีของต่ายที่ได้กระทำ ต่ายเป็นคนมีน้ำใจ...ฯลฯ” อะไรที่ตอนนั้นหมอตุ๊พูดน้อมจิตคนเดียว แล้วพูดไม่สำเร็จ ตอนนี้นำพาคนทั้งห้องพูดเจื้อยแจ้วรวดเดียวเลยค่ะ มีเสียงญาติกระหึ่มไปทั้งห้อง เป็นพยานในความดีงามของต่าย และความรักความห่วงใยที่ทุกคนมีให้

    เมื่อเห็นว่าต่ายหายใจสงบลง และดูเหมือนกำลังเคลิ้มหลับ หมอตุ๊ก็อธิบายสามีและญาติเบาๆว่า “ช่วงนี้จนตลอดคืน หากใครมาเยี่ยม ให้ชวนสวดมนต์ หรือนั่งสมาธิอยู่ข้างๆต่าย หากจะคุยกันเอง หรือพูดโทรศัพท์รบกวนออกไปข้างนอกนะคะ”..จากนั้นก็ลาเขากลับมาค่ะ

    ทำงานเสร็จแล้ว หมอตุ๊เกิดความรู้สึกเหมือนที่ท่านเคยบอกว่า “ เมื่อเราจัดดอกไม้ ดอกไม้ก็จัดใจเราด้วย เมื่อเรากวาดบ้านให้สะอาด ใจของเราก็สะอาดไปด้วย” ขอบคุณทุกเหตุปัจจัยที่เกื้อกูลให้หมอตุ๊ได้ปฏิบัติธรรมค่ะ

    วันรุ่งขึ้น หมอตุ๊ เป้า แดง จุ๋ม และพี่น้องในเครือข่ายมะเร็งไปเยี่ยมต่ายอีกครั้ง วันนี้ต่ายกระสับกระส่ายมากขึ้นกว่าเดิม หายใจหอบ บิดตัวไปมา และร้องครวญครางเกือบตลอดเวลา หมอตุ๊และเป้า ช่วยกันนวดศีรษะ และหลังให้ต่าย พร้อมกับชวนกันสวดมนต์อีก แดงกระซิบที่ข้างหูต่ายว่า “สู้ๆนะต่าย อย่ายอมแพ้” แต่ต่ายดิ้นรนและสะบัดใบหน้าไปมาตลอด จนหมอตุ๊จับ Oxygen Mask ที่ครอบจมูกปากเธอไว้ออก แล้วถามว่า “ต่ายเป็นอะไร บอกหมอตุ๊ได้ไหม” ต่ายไม่ตอบแต่หยุดดิ้นลงเล็กน้อย พอหมอตุ๊วาง Oxygen Mask ลงไปคืน เธอก็ดิ้นอีก อย่างนี้ 2-3 ครั้ง หมอตุ๊เลยบอกว่า “ต่ายอึดอัด ไม่อยากครอบมาสก์ใช่ไหม หากใช่ให้พยักหน้านะ” ต่ายพยักหน้า หมอตุ๊เลยบอกให้เป้านำ Oxygen Canula มาเสียบแทน ขณะที่ทำอย่างนั้นมีญาติที่ยืนอยู่ข้างเตียงบอกว่า “หมอบอกว่าถ้าใช้หน้ากาก จะได้ออกซิเจนมากกว่าใช้ท่อเสียบนะ” หมอตุ๊เลยตอบว่า “ต่างกันไม่มากหรอกค่ะ เราเอาความสบายของต่ายไว้ก่อนดีไหมคะ” ยังไม่ทันทำอะไรกันต่อไปก็ได้ยินเสียงต่ายพูดเบาๆว่า “จะอึ..” เพียงเท่านั้นหมอตุ๊ก็หันมาขอให้ญาติออกจากห้องไปก่อน และขอให้เป้าซึ่งเป็นพยาบาลช่วยเหลือต่ายในการขับถ่าย แต่ต่ายดิ้นและร้องไม่พอใจอีก จนสามีต่าย ซึ่งรู้ใจพูดดังๆขึ้นมาว่า “พี่จะอยู่กับต่ายเพียง 2 คน นอกนั้นจะออกไปรอข้างนอก” ทุกคนจึงรู้ตัวว่า เราเป็นอุปสรรคในความสะดวกสบายของต่าย จึงเดินออกมานอกห้องกัน

    ขณะนั่งรออยู่นอกห้องพร้อมญาติๆ เช่นคุณแม่ของต่าย แม่ของต่ายถามหมอตุ๊ด้วยสำเนียงอีสานและน้ำตาคลอว่า “ต่ายจะได้กลับบ้านไหมหมอ” หมอตุ๊ยิ้มให้แม่ แม่ก็ถามอีก 2-3 ครั้ง จนญาติข้างๆพูดว่า “สงสัยเพิ่นฟังเฮาบ่ฮู้เฮื่อง (ฟังเราไม่รู้เรื่อง)มั๊ง” หมอตุ๊เลยตอบว่า “ฟังรู้เรื่องค่ะ แต่ไม่รู้ว่าจะตอบอย่างไร ตอนนี้เราช่วยกันทำให้เขาสุขกายสบายใจไปทีละวันก่อนดีไหม”

    จุ๋มเพื่อนเราอีกคนหนึ่ง หันไปบอกแดงว่า “เมื่อกี้ไม่ควรไปบอกให้เขาสู้ๆ แต่ควรสอนให้เขาปล่อยวางมากกว่านะ อย่าให้เขาต้านความเจ็บปวดและความตาย เพราะจะทำให้เขาเจ็บมากขึ้น” แดงได้ยินจุ๋มพูดแล้วทำหน้างงๆว่า การให้กำลังใจคนไข้มันผิดตรงไหนกัน

    อย่างไรก็ดี ต่ายสู้กับความเจ็บปวดต่อไปอีกไม่ถึง 12 ชั่วโมง และจากไปในคืนนั้น

    เล่าจบแล้ว หมอตุ๊มีคำถามท่านท้ายจดหมายนี้คือ
    1. การที่หมอตุ๊ไม่ให้โอกาสญาติที่มาเยี่ยมได้คุยกับต่าย โดยคิดเอาเองว่าเขาต้องการความสงบ เป็นอคติส่วนตัวหรือเปล่าคะ ปรกติต่ายเขาเป็นคนช่างพูดคุย เฮฮา เขาอาจดีใจที่มีคนที่เขาคุ้นเคยมาพูดคุยเฮฮาข้างๆเตียงเขาก็ได้
    2. หมอตุ๊ได้เรียนรู้ว่า แม้ผู้ป่วยจะอยู่ในวาระสุดท้ายที่อาจรู้ตัวบ้าง ไม่รู้ตัวบ้าง แต่เขายังมีความอาย เช่นการเปิดเผยเนื้อตัวต่อหน้าผู้อื่น ซึ่งผู้เยียวยา และญาติๆควรเคารพสิทธิของเขา สำหรับเคสนี้ญาติค่อนข้างเชื่อฟัง หมอตุ๊ก็เลยเชิญชวนให้ทำกิจกรรมที่หมอตุ๊นำพาไปได้ แต่มีบางเคสที่ญาติเป็นคนใหญ่คนโต มาพูดเสียงดังโบ๊งเบ๊งลั่นห้อง(แถมข้ามหัวคนไข้ที่นอนกึ่งเปลือยอยู่บนเตียงด้วยค่ะ) หมอตุ๊จะทำอย่างไรดีคะ (สถานการณ์จริงที่ผ่านมา หมอตุ๊เดินหนีออกจากห้องเองค่ะ)
    3. คำถามแม่ต่ายที่ถามว่า “ต่ายจะได้กลับบ้านไหม” หากเป็นท่าน ท่านจะตอบว่าอย่างไรคะ
    4. ระหว่างท่าทีของแดงคือบอกให้ต่ายสู้ๆ อย่ายอมแพ้ กับท่าทีของจุ๋ม บอกให้ต่ายปล่อยวาง ตุ๊ว่าน่าจะถูกต้องทั้งคู่ แต่ควรใช้เมื่อไร สถานการณ์อย่างไรคะ

    กราบนมัสการมาด้วยความเคารพและศรัทธาอย่างสูง
    หมอตุ๊

    เจริญพร คุณหมอตุ๊

    ในยามที่คนไข้ใกล้จะหมดลมนั้น บรรยากาศรอบตัวเป็นสิ่งสำคัญ ยิ่งคนไข้มีความเจ็บปวด กำลังทุรนทุรายหรือกระสับกระส่าย หากรอบตัวมีเสียงพูดคุยดังระงมไปหมด จะก่อปัญหาแก่คนไข้มากขึ้น เพราะถูกรบกวนด้วยเสียงเหล่านั้น คุณหมอทำถูกแล้วที่พยายามชักชวนญาติให้อยู่ในความสงบ หรือดีกว่านั้นก็คือช่วยกันส่งจิตเมตตาหรือความปรารถนาดีมาให้ผู้ป่วย หรือสร้างบรรยากาศที่เป็นกุศล เพื่อช่วยน้อมใจผู้ป่วยซึ่งกำลังว้าวุ่นทรมานใจ(เพราะความเจ็บปวด)ให้อยู่ในความสงบ การชักชวนญาติพร้อมใจกันสวดมนต์ (โดยเฉพาะบทที่คนไข้คุ้นเคยหรือผูกพัน)นอกจากจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ป่วยแล้ว ยังมีประโยชน์ต่อญาติด้วย คือช่วยบรรเทาความเศร้าโศก ลดความว้าวุ่นในจิตใจ เป็นการเรียกสติกลับมา คุณภาพจิตของญาติหรือมิตรสหายในห้องผู้ป่วยนั้นมีความสำคัญมาก หากเป็นคุณภาพจิตที่ดีเป็นกุศล ก็สามารถแผ่พลังเย็นมาให้แก่ผู้ป่วยได้ เรื่องอย่างนี้เราอย่ามองข้าม แม้มองไม่เห็นด้วยตา แต่สามารถสัมผัสได้ด้วยใจ และนี้คือสิ่งหนึ่งที่ญาติมิตรสามารถช่วยเหลือเกื้อกูลผู้ป่วยได้


    สำหรับการพูดคุยกับผู้ป่วยนั้น อาตมาเห็นว่าไม่ใช่เรื่องเสียหาย กลับเป็นเรื่องดีด้วยซ้ำหากรู้ว่าควรจะพูดอะไร เช่น แทนที่จะรำพึงรำพันคร่ำครวญให้ผู้ป่วยฟัง ก็หันมาพูดถึงความรู้สึกดี ๆ ที่เคยมีกับเขา หรือความภาคภูมิใจในตัวเขา การแสดงความรัก บอกความในใจที่งดงาม เป็นต้น เรื่องนี้หากมีการแนะนำหรือทำความเข้าใจกับญาติก่อนก็จะช่วยได้มาก รวมทั้งควรชี้แจงญาติหรือเพื่อนที่ส่งเสียงดัง พูดคุยกันลั่นห้อง ให้เข้าใจด้วยว่า บรรยากาศที่สงบหรือเป็นกุศล มีความสำคัญมาก คนที่เป็นหมอ(เช่น หมอเจ้าของไข้)สามารถมีบทบาทในส่วนนี้ได้ หาไม่ก็ต้องให้เป็นหน้าที่ของ "ผู้ใหญ่"ที่ญาติมิตรของคนไข้เกรงใจ

    ส่วนคำถามข้อที่ ๓ นั้น หากเป็นอาตมาก็คงจะตอบว่า "ถ้าร่างกายของต่ายดีขึ้นกว่านี้ ก็อาจกลับบ้านได้ แต่ถ้ายังไม่ดีขึ้นก็น่าจะอยู่โรงพยาบาลไปก่อน ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องของเหตุปัจจัย แต่ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน ก็ขอให้เราช่วยกันเป็นกำลังใจให้ต่าย พูดและทำสิ่งดี ๆ ให้ต่ายสบายใจ และมีความทุกข์น้อยลง" ในเงื่อนไขของต่าย การให้ข้อมูลที่เป็นจริงเป็นเรื่องสำคัญหาไม่ก็ต้องพูดแบบแบ่งรักแบ่งสู้หากยังญาติยังไม่พร้อมรับความจริง

    คำถามสุดท้ายนั้น อาตมาคิดว่าในสภาพที่คนไข้ไม่ไหวแล้ว ใกล้หมดลม (หรือเมื่อมาถึงระยะสุดท้าย) การแนะนำให้เขาปล่อยวางน่าจะดีกว่า อาตมาไม่คิดว่าการบอกให้เขาสู้นั้นจะเป็นประโยชน์ต่อคนไข้ เพราะหากเขาทำใจสู้อย่างที่เพื่อนแนะนำ เขาก็จะยิ่งทุกข์มากขึ้น เพราะใจจะต่อต้านขัดขืนความตาย ใจที่ไม่ยอมรับความตายนั้นจะทำให้ความทุกข์เพิ่มเป็นทวีตรีคูณ (ลองนึกถึงคนที่ต่อต้านขัดขืนเข็มฉีดยา จะทุกข์ทั้งกายและใจยิ่งกว่าคนที่ยอมรับเข็มฉีดยาโดยดุษณี)
    เมื่อถึงจุดหนึ่ง การตายจะง่ายกว่าการมีชีวิตอยู่ การลุ้นให้คนไข้สู้นั้นก็คือการทำให้เขาทุกข์ทรมานมากขึ้น ทั้ง ๆ ที่เขามีทางเลือกที่ทุกข์น้อยกว่านั้น

    มีคนไข้คนหนึ่งเป็นมะเร็งระยะสุดท้าย พยายามสู้กับความตาย ทั้ง ๆ ที่อวัยวะทุกส่วนแย่หมดแล้ว มีแต่หัวใจที่ยังเต้นอยู่ ข้างเตียงนั้นมีคนรักร่ำไห้ขอให้สู้ แต่เมื่อคนรักรู้ว่าคนไข้ทรมานมาก ไม่มีวี่แววดีขึ้น รู้สึกสงสารคนไข้ จึงบอกคนไข้ว่า ถ้าไม่ไหวแล้ว อยากไปก็ไปเถิด ปรากฏว่าคนไข้หัวใจหยุดเต้นทันที เหมือนกับว่าเขากำลังรอคำอนุญาตจากคนรัก เพราะเขาไม่ไหวแล้ว แต่ยังไปไม่ได้ หากไปก็จะรู้สึกผิด

    มีคนไข้จำนวนไม่น้อยเป็นเช่นนี้ คืออยากไปแล้ว แต่ไปไม่ได้เพราะคนรักและญาติมิตรขอร้องให้อยู่ คุณยายคนหนึ่งป่วยหนักอยู่โรงพยาบาล ต่อมาหัวใจก็หยุดเต้น หมอปั๊มขึ้นมาจนสำเร็จ นับแต่นั้นก็ไม่รู้สึกตัวเลย ตลอดทั้งเดือนมีญาติและเพื่อน ๆ มาหา ทุกคนพูดเสียงเดียวกันว่า "หายไว ๆนะ แล้วรีบกลับบ้าน" แต่คนไข้ก็ไม่ตอบสนองแม้แต่น้อย วันหนึ่งลูกชายที่ดูแลแม่มาตลอด สังเกตเห็นน้ำตาของแม่ขณะที่ตนพลิกตัวแม่ ก็เลยพูดกับแม่ว่า "แม่เหนื่อยไหม แม่ทรมานไหม ถ้าแม่เหนื่อยแม่ทรมาน จะไปก็ได้นะ ไม่ต้องห่วงผม" แล้วแกก็ชวนแม่สวดมนต์กับนั่งสมาธิ ทำไปได้ ๕ นาทีแม่ก็หัวใจหยุดเต้น ราวกับว่าแม่พร้อมจะไปแล้วเมื่อลูกอนุญาต

    อาตมาจึงมีความเห็นว่า หากคนไข้ไม่ไหวแล้วจริง ๆ อนุญาตให้เขาไปเถิด หรือแนะนำให้เขาปล่อยวาง อย่าชวนเขาสู้อีกเลย เพราะเขาเหนื่อยมาพอแล้ว จริงอยู่การจากไปของเขาย่อมทำให้เราเศร้าโศกเสียใจ แต่ในยามนี้เราควรนึกถึงประโยชน์ของผู้ป่วยเป็นสำคัญ หากเขาอยากจะไป ก็อย่ารั้งเขาไว้เลย ให้โอกาสเขาไปสบาย ๆ เถิด

    ธรรมและพร
    พระไพศาล
    :- https://www.visalo.org/article/D_letter_03.htm



     
  16. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    58,991
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +35,298
    ชายเก็บขยะผู้ร่ำรวย
    เสียงนาฬิกาปลุกดังกังวานไปทั่วห้อง ณภัทรงัวเงียลุกขึ้นจากเตียงด้วยความรู้สึกเหนื่อยล้าเพื่อจัดการกับเสียงต้นเหตุนั้น แสงแดดอ่อนๆสาดทอลอดเข้ามาทางหน้าต่าง เสียงด้านนอกเริ่มจอแจ บ่งบอกถึงการเริ่มต้นต่อสู้ชีวิตของผู้คนชาวกรุง ชายหนุ่มมองเงาของตนเองในกระจก เขาเพิ่งตื่นนอนแต่ว่าขอบตานั้นมีรอยเขียวคล้ำเพราะกรำงานอยู่จนดึก ความเหนื่อยล้าทางด้านร่างกายนั้นหากได้มีเวลาพักอีกสักนิดก็คงหาย แต่ว่าความเหนื่อยใจของเขานั้นเปรียบเสมือนภาระอันหนักอึ้งที่เขารู้สึกว่าต้องแบกรับไว้ทั้งเวลานอนและเวลาตื่น ภาระหน้าที่การงานอันมากมายนั้นไม่เท่าไหร่ แต่เขากลับมีปัญหากับเพื่อนร่วมงานที่ต้องปะทะคารมกันแทบทุกวัน

    ณภัทรบิดกายขับไล่ความขี้เกียจออกไป คว้าผ้าเช็ดตัวมุ่งตรงไปยังห้องน้ำ อย่างน้อยการได้อาบน้ำอุ่นๆสบายๆ อาจทำให้เขารู้สึกผ่อนคลายก่อนออกไปทำงานในเช้าวันนี้ แกร๊ก..แกร๊ก.. ดูเหมือนเจ้าเครื่องทำน้ำอุ่นตัวดีจะไม่ค่อยเป็นใจกับเขาสักเท่าไหร่ มันหยุดทำงานไปซะเฉยๆ ชายหนุ่มพยายามใช้ความอดทนกับมันอยู่เป็นเวลานานแต่ก็ไม่เป็นผล เขาจึงต้องทนอาบน้ำเย็นในเช้าวันนี้ ชายหนุ่มหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาโทรหาโอเปอเรเตอร์ของอพาร์ทเมนท์ด้วยหวังจะได้รับความช่วยเหลือ

    “ฮัลโหลผมโทรจากห้อง 506 ครับเครื่องทำน้ำอุ่นห้องผมเสีย ช่วยส่งช่างมาดูหน่อยได้ไหมครับ” แต่ดูเหมือนปลายสายจะไม่ค่อยให้ความร่วมมือกับเขาสักเท่าไหร่

    “เสียอีกแล้วเหรอ นี่คุณใช้ยังไงเนี่ยใช้เป็นหรือเปล่า เดือนนี้เสียกี่ครั้งแล้วเนี่ย” ชายหนุ่มพยายามสะกดกลั้นความโกรธไว้เต็มที่

    “ตั้งแต่ผมมาอยู่ก็เพิ่งเสียเป็นครั้งแรกเนี่ยแหละครับ ถ้ายังไงรบกวนส่งช่างมาดูด้วยนะครับ พอดีผมต้องออกไปทำงานแล้ว”

    ณภัทรรีบวางสายอย่างรวดเร็วด้วยเกรงว่าต่อมความโกรธจะระเบิดออกมาเสียก่อน มันคงไม่มีอะไรเลวร้ายไปซะทุกอย่างหรอกน่า ชายหนุ่มบอกกับตัวเอง ขณะออกจากลิฟท์เดินผ่านโอเปอเรเตอร์ของอพาร์ทเมนท์ ก็อดชำเลืองดูอย่างขุ่นเคืองไม่ได้

    “ก็แน่ล่ะอ้วนเป็นตุ่ม หน้าก็เละเป็นศพ พูดจาก็ไม่เข้าหูอย่างนี้ จ้างให้ก็ไม่มีใครเอาหรอก” แสยะยิ้มอย่างดีใจที่ได้พึมพำกับตัวเอง

    ในชั่วโมงเร่งรีบอย่างนี้ณภัทรอดชำเลืองดูนาฬิกาเป็นพักๆไม่ได้ ด้วยเกรงจะไปทำงานสาย แต่การจราจรที่เป็นอัมพาตอย่างนี้เขาคงทำอะไรไปไม่ได้มากกว่าการรอเท่านั้น มือกุมพวงมาลัย เตรียมพร้อมรอสัญญาณไฟ ชายหนุ่มมองออกไปข้างถนนเห็นเด็กขายพวงมาลัยหน้าตามอมแมมตะโกนโหวกเหวกเรียกร้องความสนใจ ถัดออกไปอีกนิดตรงริมฟุตบาท ชายแก่อายุประมาณหกสิบกว่า กำลังตั้งหน้าตั้งตาคุ้ยกองขยะอย่างตั้งอกตั้งใจ ณภัทรเห็นแล้วก็รู้สึกสงสารแกมสมเพช งานเก็บขยะขายช่างเป็นงานที่ต่ำต้อยเสียเหลือเกินในสายตาเขา ทั้งเหม็นทั้งสกปรกเงินที่ได้จากการขายขยะเหล่านั้นจะได้ซักกี่สตางค์กันเชียว เทียบกับงานที่เขาทำไม่ได้เลย งานที่สบายใช้สมองอยู่ในห้องแอร์ ถึงแม้ว่าบางครั้งจะต้องชิงไหวชิงพริบกันกับเพื่อนร่วมงานบ้างก็ตามเถอะ

    ขณะที่ชายหนุ่มกำลังเพลิดเพลินกับความคิดของตัวเองอยู่นั้น “ปัง” เสียงดังมาจากทางด้านท้ายของรถ ชายหนุ่มสะดุ้งสุดตัว รีบก้าวลงจากรถเพื่อสำรวจความเสียหาย รถญี่ปุ่นกึ่งเก่ากึ่งใหม่ของเขาตอนนี้ ท้ายยุบไฟท้ายแตกกระจาย ณภัทรรีบมองหาคู่กรณีใบหน้าเขาร้อนผ่าวมือสั่นระริก เจ้าของรถยุโรปค่อนข้างใหม่คันนั้นก้าวออกมาจากรถอย่างรวดเร็วเช่นกัน ใบหน้าซีดเผือดเมื่อมองเห็นคู่กรณีอีกฝ่ายจับจ้องราวจะฉีกเนื้อเขากิน

    “ขอโทษครับ ขอโทษ ผมรีบจริงๆครับก็เลยไม่ทันระวัง” พูดพลางยกมือขึ้นไหว้ปะหลกๆ

    “นี่นามบัตรของผมครับ ถ้ายังไงให้ทางประกันโทรมาเบอร์นี้ได้เลยนะครับ แต่ว่าตอนนี้ผมต้องขอตัวก่อน เพราะถ้าชักช้ากว่านี้จะไม่ทันการ” พูดจบชายหนุ่มวัยกลางคนนั้นก็รีบบึ่งรถจากไป ทิ้งให้ณภัทรมองตามอ้าปากหวอกึ่งงงกึ่งตกใจทำอะไรไม่ถูก

    ใช้เวลาร่วมชั่วโมงกว่าทางประกันภัยจะมาจัดการถ่ายรูปเซ็นเอกสาร และลากรถของเขาไปไว้ที่อู่ ต้องใช้เวลาประมาณหนึ่งอาทิตย์ถึงจะซ่อมเสร็จ กว่าณภัทรจะมาถึงที่ทำงานก็ปาเข้าไปเกือบสิบโมง แน่นอนที่เจ้านายของเขาต้องตาเขียว และเรียกเขาเข้าไปพบเป็นการส่วนตัวอย่างไม่ต้องสงสัย

    “งานสัมมนาที่เชียงใหม่ ผมให้คุณปกรณ์ไป เป็นตัวแทนของบริษัทเราแทนคุณแล้วนะ” เหมือนฟ้าผ่าตอนกลางวันแสกๆ

    “ครับ” คงไม่มีคำพูดใดแทนความรู้สึกของเขาได้ในตอนนี้

    นายปกรณ์คู่ปรับประจำออฟฟิศของเขา ได้เป็นตัวแทนบริษัทไปสัมมนาแทนเขา ทั้งๆที่เขาเตรียมตัวล่วงหน้าเกือบเดือนเพื่องานนี้ ตะกอนในใจของชายหนุ่มคละคลุ้งขุ่นมัวไปหมด เขารู้สึกว่าวันนี้เป็นวันมหาโลกาวินาศโดยแท้ เวลาทำงานแต่ละวินาทีกว่าจะผ่านไปมันช่างยากเย็นเหลือเกิน ในใจของเขารู้สึกหดหู่หนักอึ้งเหมือนมีคนเอาภูเขาหินทั้งลูกมาถ่วงไว้ ชายหนุ่มเอนตัวลงบนเก้าอี้อย่างช้าๆ หลับตาลงด้วยความรู้สึกหนักอึ้งเหนื่อยหน่าย

    หลังจากทนเบียดเสียดยัดเยียดกับผู้คนบนรถโดยสารประจำทางร่วมชั่วโมง ณภัทรก็มาถึงจุดหมาย เขาต้องเดินเท้าต่อประมาณห้าร้อยเมตรกว่าจะถึงอพาร์ทเมนท์ เวลาโพล้เพล้อย่างนี้ยังมีผู้คนพลุกพล่านอยู่ไม่น้อย ชายหนุ่มเดินทอดน่องอย่างช้าๆ ปล่อยให้ความคิดล่องลอยออกไป เช้านี้เครื่องทำน้ำอุ่นเสีย ต้องปะทะคารมกับยัยโอเปอเรเตอร์หน้าบูด ไม่รู้ตอนนี้จะส่งช่างไปซ่อมให้หรือยัง ไหนจะรถชนทำให้ไปทำงานสาย ไหนจะเรื่องงานที่คู่ปรับชิงตัดหน้าเขาไปก่อน พอคิดมาถึงตอนนี้ชายหนุ่มรู้สึกหนักอึ้งขึ้นมาอีกครั้งน้ำตาพาลจะไหลซะให้ได้

    “ซวยจริงๆ” เขาสบถเบาๆ พลางแวะซื้อน้ำอัดลมจากร้านขายของชำข้างทาง

    ชายหนุ่มจิบน้ำไปเรื่อยๆ อีกกว่าสามร้อยเมตรกว่าจะถึงอพาร์ทเมนท์ของเขา พลันก็ได้กลิ่นตุๆลอยมาปะทะจมูก สายตาก็เหลือบไปเห็นต้นเหตุของกลิ่นนั้น ชายชรากำลังเก็บและคัดแยกขยะจากกองขยะขนาดย่อมอยู่ทางด้านหน้า “เป็นตาแก่คนเดียวกับที่เห็นเมื่อเช้านี่นา” เขาคิดในใจ พลางกระหยิ่มยิ้มย่องเดินเข้าไปทางด้านหลังของชายแก่คนนั้นอย่างอารมณ์ดี อาจมีอะไรสนุกแก้เครียดหากได้แกล้งชายแก่คนนี้

    “ลุง” ณภัทรเรียกชายแก่เสียงดังเกือบจะกลายเป็นตะโกน ผิดคาดชายแก่ไม่ได้มีอาการตกใจอย่างที่เขาคิด สายตาคู่นั้นกลับหันมามองเขาอย่างเป็นมิตร

    “มีอะไรเหรอพ่อหนุ่ม” ชายหนุ่มหน้าเจื่อนนิดหน่อย พลางยื่นกระป๋องน้ำอัดลมที่อยู่ในมือให้กับชายแก่คนนั้น

    “เอ่อ ไม่มีอะไรครับผมแค่คิดว่าจะเอากระป๋องให้ลุงเท่านั้น”

    “เออ ขอบใจนะ”

    “ลุงเก็บขยะขายอย่างนี้นานแล้วเหรอ” เพราะใบหน้าเปื้อนยิ้มนั้น ทำให้เขาอยากสนทนากับชายแก่คนนี้ต่อ

    “ก็นานแล้วล่ะ คนแก่อย่างลุงไม่มีวิชาความรู้ก็ไม่รู้จะไปทำมาหากินอะไรน่ะ”

    “แล้วลุงไม่มีลูกเหรอ” ชายชราละมือจากการค้นกองขยะนั้นขยับห่างออกมานิดหน่อยด้วยเห็นว่าชายหนุ่มเบื้องหน้าคงจะทนกับกลิ่นนั้นได้ไม่นาน

    “โอย เขาก็แต่งงานมีครอบครัวแยกย้ายกันไปหมดแล้วล่ะ”

    “แล้วลุงได้รายได้ต่อวันประมาณเท่าไหร่” ณภัทรต่อบทสนทนาด้วยเห็นว่าชายแก่นั้นน่าสงสาร

    “ไม่แน่หรอกพ่อหนุ่ม บางวันก็ได้มาก บางวันก็ได้น้อย แล้วแต่ว่าวันไหนจะมีคนทิ้งของมีค่าไว้เยอะมั้ยน่ะ”

    “ของมีค่า....ขยะน่ะเหรอครับที่เป็นของมีค่า” ชายหนุ่มทำหน้างุนงงนิดหน่อย

    “คนเดี๋ยวนี้ไม่รู้เป็นไรชอบทิ้งของมีค่า เก็บไว้แต่ของที่ใช้ประโยชน์ไม่ได้น่ะ รกเปล่าๆ” ชายแก่แสยะยิ้มเล็กน้อย แต่ว่าชายหนุ่มเบื้องหน้ากลับทำหน้ายุ่ง ไม่เข้าใจความหมายของชายแก่นั้น

    “ถึงลุงจะยากจนเก็บขยะขายแต่ลุงก็รู้ว่าอะไรเป็นของมีค่าที่ต้องเก็บไว้ อะไรที่ไม่มีประโยชน์ต้องทิ้งไป ลุงเห็นมาเยอะละคนเราชอบเก็บเรื่องไม่เป็นเรื่องมาคิดให้รกสมองเปล่าๆ และมักจะหลงลืมอะไรที่ดีดีในตัวเองไปน่ะ ถึงจะเก็บขยะขายแต่ว่าลุงก็มีความสุขดีนะ ของบางอย่างถ้าเรามองมันให้ดีดีก็ไม่ได้เลวร้ายอย่างที่คิดหรอก”

    อาจเป็นเพียงแค่คำพูดเลื่อนลอยของชายแก่คนหนึ่ง แต่มันกลับเปิดปมบางอย่างในใจของชายหนุ่มที่ติดค้างมานาน ชายหนุ่มเดินจากมาทั้งๆที่ใจก็ยังครุ่นคิดกับคำพูดของคนเก็บขยะนั้น เรื่องบางเรื่องของบางอย่างก็เป็นเรื่องไร้สาระไม่มีประโยชน์ เราจะเก็บมาคิดทำไมให้รกสมองเปล่าๆนะ พลางสูดลมหายใจเข้าลึกๆ รู้สึกโล่ง เบาสบายอย่างบอกไม่ถูก

    “คุณคะ” ชายหนุ่มชะงักฝีเท้าก่อนถึงลิฟท์

    “คุณอยู่ห้อง 506 ใช่มั้ยคะ” ชายหนุ่มพยักหน้าแทนคำตอบ

    “เครื่องทำน้ำอุ่นของคุณช่างไปซ่อมแล้วนะคะ” ณภัทรมองตามโอเปอเรเตอร์ร่างตุ้ยนุ้ยนั้นไปอย่างไม่เชื่อสายตา บางครั้งตอนเช้าเธอคงงานยุ่งก็เลยพูดไม่ค่อยเข้าหูซักเท่าไหร่ ชายหนุ่มแอบอมยิ้มให้กับความคิดที่เปลี่ยนไปของตัวเอง

    ตอนเช้าณภัทรต้องโหนรถเมล์ไปทำงานกว่าจะถึงที่ทำงานก็เกือบแปดโมงแล้ว วันนี้เขารู้สึกว่าที่ทำงานดูแปลกตาอย่างบอกไม่ถูก ปัญหาต่างๆที่ค้างคาใจถูกปลดระวางไปตั้งแต่เมื่อวานแล้ว รู้สึกโล่ง เบาสบาย อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน พอเจอหน้านายปกรณ์คู่ปรับ ความคิดเก่าๆก็ประดังเข้ามาอีก แต่ว่าเขาก็ตั้งสติรับได้ทัน เรื่องมันก็ผ่านมาแล้วอย่าเก็บมาคิดให้รกสมองเลย ชายหนุ่มบอกกับตัวเองอย่างนั้น พลางเอ่ยทักทายเพื่อนร่วมงาน จนทุกคนต่างแปลกใจไปตามๆกัน ไม่รู้ว่าวันนี้นายณภัทรไปกินอะไรผิดสำแดงมาหรือเปล่า ถึงได้อารมณ์ดีเป็นพิเศษนะ คิดให้ดีๆแล้ว โดยปกติแล้วนายปกรณ์ก็ไม่เคยคิดร้ายกับเขาเลย ที่ถกเถียงกันก็เป็นเพียงเพราะเรื่องงานที่มีความเห็นไม่ค่อยลงรอยกันเท่านั้น สายหน่อยณภัทรก็ได้รับสายจากเบอร์โทรที่ไม่คุ้นเคย

    “สวัสดีครับจำผมได้มั้ยครับ” ชายหนุ่มค่อนข้างแปลกใจด้วยไม่คุ้นกับเสียงปลายสายซักเท่าไหร่

    “ที่ผมขับรถชนรถคุณเมื่อวานไงครับ ผมอยากโทรมาขอโทษพอดีเมื่อวาน ผมรีบมาก เมียผมเจ็บท้องจะคลอดลูก ผมก็เลยขับรถไม่ระวัง” ชายหนุ่มฟังแล้วก็โล่งอก นึกดีใจที่เมื่อวานไม่ได้ตะบันหน้าคู่กรณีไปเสียก่อน หลังจากสนทนากันได้นิดหน่อยปลายสายก็ต้องรีบวาง ด้วยเพราะเจ้าตัวน้อยที่อยู่ข้างๆส่งเสียงดัง

    วันนี้ก็เป็นอีกวันที่ณภัทรต้องโหนรถเมล์กลับบ้าน หากแต่ว่าวันนี้เขากลับรู้สึกแตกต่างออกไปจากทุกวัน บางสิ่งบางอย่างอาจไม่เลวร้ายอย่างที่คิด ขึ้นอยู่กับมุมมองของเราต่างหาก ทุกสิ่งล้วนมีข้อดีและข้อเสีย หากเรารู้จักที่จะมองมันในแง่ของความเป็นจริง โดยปราศจากอคติ เราก็สามารถที่จะมีความสุขได้ไม่ยาก เขารู้สึกว่าภาระในใจที่เขาทนแบกไว้นานหลายปีได้ถูกปลดปล่อยออกไป ถึงแม้จะไม่หมดในคราวเดียว แต่มันก็ทำให้เขารู้สึกดีอย่างบอกไม่ถูก

    เขาเดินมาบนถนนสายเดิม ชายแก่คนนั้นก็ยังคงก้มหน้าก้มตาเก็บขยะเหมือนเดิม หากแต่ว่าวันนี้สายตาที่เขามองชายแก่นั้นกลับเปลี่ยนไป ชายแก่คนนั้นเขาไม่ได้ยากจนเลยแม้แต่น้อย ถึงแม้ว่าเขาต้องเก็บขยะขายมีรายได้ต่อวันไม่กี่ร้อยบาท แต่หากชายแก่ผู้นั้นกลับร่ำรวยไปด้วยความสุข และแง่คิดดีดี ที่วันนี้ได้เปลี่ยนแปลงเขาไปในทางที่ดีด้วยเช่นกัน

    ผู้เขียน ...พลอยใจใส
    :- http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=5&t=39766
     
  17. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    58,991
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +35,298
    การทำงานให้ประสบความสำเร็จ.jpg
    ทำไมผมถึงไม่ได้เลื่อนตำแหน่ง
    วันศุกร์เช่นเคย ผมจะทำเอานิทานสอนใจดีๆ ที่ได้อ่านเจอ มาถ่ายทอดต่อกันอีกทีหนึ่ง เพื่อให้ท่านผู้อ่านได้นำไปคิด และเป็นแรงใจในการทำงานนะครับ วันนี้ก็เช่นกัน เอานิทาน หรือเรื่องเล่า ซึ่งได้มาจากการแชร์กันต่อ ๆ มาใน Social Network มาให้อ่านกัน โดยที่ผมเองก็ไม่ทราบว่าจริง ๆ แล้วต้นฉบับ และคนที่เขียนคือใครสำหรับเรื่องนี้ ถ้าท่านใดทราบก็รบกวนแจ้งด้วยนะครับ จะได้ให้เครดิตกับคนเขียนครับ วันนี้เป็นเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับการบริหารบุคคลเหมือนกัน เป็นเรื่องที่พนักงานคนหนึ่งทำงานมานานกว่าอีกคน แต่เจ้านายกลับไม่เคยพิจารณาเลื่อนตำแหน่งอะไรให้เลย ลองอ่านดูนะครับ

    ผมทำงานที่บริษัทฯ ใกล้จะครบสามปีแล้ว เพื่อนร่วมงานที่เข้ามาทีหลังผมต่างทยอยได้เลื่อนตำแหน่งที่สูงขึ้น ผมกลับจมอยู่ที่เดิม ความรู้สึกภายในจิตใจยากที่จะรับได้ จนกระทั่งวันหนึ่ง ผมยอมเสี่ยงกับการถูกเลิกจ้าง ตัดสินใจขอพบเจ้านายเพื่อคุยถึงสาเหตุ

    “เจ้านาย ผมเคยมาสาย กลับก่อนเวลา หรือ ละเมิดกฎระเบียบหรือไม่”

    เจ้านายตอบทันทีว่า “ไม่เคยและไม่มี”

    “ถ้าเช่นนั้น เป็นเพราะบริษัทฯ มีความลำเอียง อยุติธรรมกับผมหรือ”

    เจ้านายอึ้งก่อน แล้วพูดว่า “ไม่มี ไม่ใช่แน่นอน”

    “แล้วทำไม ผู้ที่อายุงานน้อยกว่าผม กลับได้รับความสำคัญ ความไว้วางใจในหน้าที่ปฏิบัติงาน แต่ผมกลับอยู่ในตำแหน่งหน้าที่ที่ไม่สำคัญมาตลอด”

    เจ้านายนิ่งเงียบ ไม่สามารถหาคำพูดมาตอบผมทันที จากนั้นยิ้ม ๆ แล้วพูดว่า

    “ปัญหาของเธอเดี๋ยวเราค่อยคุยกันใหม่ เวลานี้ ผมมีเรื่องเร่งด่วนสำคัญอยู่เรื่องหนึ่ง ช่วยผมจัดการไปก่อน มีลูกค้าเจ้าหนึ่ง เตรียมตัวมาที่บริษัทฯ เพื่อตรวจสอบสินค้า”

    เจ้านายให้ผมติดต่อพวกเขา สอบถามว่า จะมาถึงเมื่อไหร่ ผมคิดในใจว่า“นี่หรือ งานเร่งด่วนเร่งรีบที่สำคัญ”

    ก่อนก้าวออกจากประตู ผมอดไม่ได้จะคิดเยาะเย้ย

    ไม่ถึงสิบห้านาที ผมกลับเข้าไปในห้องทำงานของเจ้านาย

    “ติดต่อได้หรือยัง” เจ้านายถาม

    “ติดต่อได้แล้ว พวกเขาบอกว่า อาจจะมาสัปดาห์หน้า”

    “สัปดาห์หน้า วันเฉพาะเจาะจงคือวันไหน”

    “ผมไม่ได้ถามรายละเอียด”

    “พวกเขาจะมากันกี่คน”

    “โอ้…ท่านไม่ได้ให้ผมถามเรื่องนี้น่ะ”

    “งั้นพวกเขาจะมาทางรถไฟหรือเครื่องบิน”

    “นี่ท่านก็ไม่ได้บอกให้ผมถามสักหน่อย”

    เจ้านายไม่พูดอะไรอีก ท่านโทรศัพท์เรียกจูเจิ้นเข้ามา

    จูเจิ้นเข้ามาบริษัทฯ หลังผมหนึ่งปี ตอนนี้เป็นผู้ควบคุมรับผิดชอบแผนกหนึ่งไปแล้ว เขาได้รับคำสั่งเดียวกับผมที่ได้รับเมื่อสักครู่ เวลาผ่านไปครู่เดียว จูเจิ้นก็เดินกลับมา

    “อ้อ…เป็นอย่างนี้” จูเจิ้นเริ่มรายงาน “พวกเขาจะมาโดยเครื่องบิน เที่ยวบ่ายสามโมง วันศุกร์ จะมาถึงประมาณหกโมงเย็น เดินทางมาทั้งหมดห้าคน นำคณะโดยฝ่ายจัดซื้อผู้จัดการหวัง”

    “ผมบอกพวกเขาแล้วว่า ทางบริษัทฯเรา จะส่งคนไปรับ นอกเหนือจากนี้ พวกเขาวางแผนตรวจสอบสองวัน รายละเอียดเจาะจงเมื่อพวกเขามาถึงแล้ว ค่อยปรึกษาหารือร่วมกันทั้งสองฝ่าย”

    “เพื่อความสะดวกในการปฏิบัติงาน ผมขอเสนอจัดหาที่พักระดับอินเตอร์ที่อยู่ใกล้กับบริษัทฯ ให้แก่พวกเขา หากท่านเห็นด้วย พรุ่งนี้ผมก็จะจองห้องพักไว้ล่วงหน้า”

    “นอกเหนือจากนี้ ยังมีอีกเรื่อง กรมอุตุฯ รายงานว่า สัปดาห์หน้าฝนจะตก ผมจะคอยติดต่อสื่อสารพวกเขาตลอด หากมีสถานการณ์เปลี่ยนแปลง ผมจะรายงานท่านทันที”

    หลังจากจูเจิ้นออกไปจากห้องแล้ว เจ้านายแตะไหล่ผม แล้วพูดว่า “ตอนนี้ เรามาคุยถึงปัญหาของของเธอต่อ”

    “ไม่ต้องแล้ว ผมรู้สาเหตุแล้วว่าเพราะเหตุใด รบกวนท่านมากแล้ว”

    ผมเข้าใจแจ่มแจ้งแล้วว่า ไม่มีใครเกิดมาก็สามารถแบกรับภาระหน้าที่ที่ยิ่งใหญ่ ล้วนเริ่มจากความเรียบง่าย เริ่มทำจากเรื่องเล็ก ๆ ที่เรียบง่าย วันนี้ เธอติดแผ่นฉลากให้เธอเองเช่นไร อาจกำหนดตัดสินว่า พรุ่งนี้เธอจะเป็นผู้ที่สมควรได้รับมอบหมาย ภารกิจที่ใหญ่ขึ้นหรือไม่

    ระยะห่างของความสามารถ มีผลกระทบโดยตรงกับผลของชิ้นงาน ไม่ว่าองค์กรใดบริษัทฯ ใด ก็ต้องการบุคคลที่ทำงาน ที่มีความสามารถ ความรับผิดชอบต่อหน้าที่อยู่ในตัวตัวเอง

    พนักงานที่มีความโดดเด่น ยอดเยี่ยม ล้วนไม่ต้องให้ผู้อื่นมาบอกมากล่าวว่า
    จะต้องทำอะไรถึงจะขยับตัวทำ แต่จะทำความเข้าใจด้วยตนเองว่า สมควรทำอะไร หลังจากนั้นทุ่มเทแรงกาย แรงใจ กระทำจนสำเร็จ

    ท่องไว้ในใจนะ……นายสั่งให้ทำหนึ่ง…สอง…สาม….

    สิ่งที่เราทำคือ..หนึ่ง สอง สาม สี่ ห้า หก…เจ็ดแปดเก้า เก็บไว้ในกระเป๋า….สิบสิบเอ็ดสิบสอง อยู่ในสมอง….ทันที พร้อมเอาออกมาใช้ในทุกสถานการณ์

    อ่านจบแล้ว ท่านเป็นแบบใครในนิทานเรื่องนี้ครับ
    :-
    http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=5&t=59593


     
  18. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    58,991
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +35,298
    mostbeautifulbuddha.jpg
    คนเขามีคุณธรรมมิใช่ว่าเขากลัว


    ในอดีตกาล เมื่อครั้งพระเจ้าพรหมทัตครองกรุงพาราณสี
    พระโพธิสัตว์ถือกำเนิดเป็นกระบืออยู่ในป่าหิมพานต์

    เมื่อเจริญวัยก็เป็นสัตว์ใหญ่ที่สมบูรณ์ด้วยเรี่ยวแรง
    ครั้งหนึ่งมีลิงซุกซนตัวหนึ่งลงจากต้นไม้มาวิ่งเล่นที่หลังกระบือ
    ถ่ายอุจจาระ ปัสสาวะราดบ้าง จับเขาบ้าง จับหางบ้างแล้วโหนตัวไปมา

    แต่กระบือโพธิสัตว์มิได้เอาใจใส่ต่อพฤติกรรมของมันแต่อย่างใด
    เพราะมีคุณธรรม คือ ขันติ เมตตา เป็นต้น
    เมื่อรุกขเทวดาเห็นพฤติกรรมของลิงซุกซนที่ประพฤติต่อกระบือเช่นนั้น
    จึงกล่าวสุภาษิตออกมาว่า

    ท่านอาศัยเหตุอะไรจึงอดกลั้นทุกข์ที่ลิงกลับกลอกตัวนี้
    ที่มักทำลายมิตรประหนึ่งผู้ให้ความดีทั้งปวง
    ท่านจงขวิดมันด้วยเขา จงเหยียบมันด้วยเท้า
    ถ้าไม่ห้ามปรามมันเสีย สัตว์ที่โง่เขลาทั้งหลาย
    จะมารบกวนเบียดเบียนร่ำไป

    กระบือโพธิสัตว์ได้ฟังเช่นนั้น จึงบอกเทวดาตนนั้นให้ทราบว่า
    ตนมีศักดิ์ศรีเรื่องชาติ โคตรและอายุสูงกว่าลิงกังตัวนั้นมาก
    ถ้าแค่อดทนต่อพฤติกรรมของลิงซุกซนตัวนี้ไม่ได้
    ความปรารถนา (พระโพธิญาณ) ของตนจักสำเร็จได้อย่างไร
    ครั้นแล้วก็กล่าวสุภาษิตออกมาว่า

    "เมื่อลิงตัวนี้สำคัญกระบือตัวอื่นเป็นดุจข้าพเจ้า
    จักทำกิริยาเลวทรามอย่างนี้แก่กระบือตัวอื่น
    กระบือเหล่านั้นจักฆ่ามันเสียในที่นั้น
    เมื่อเป็นเช่นนี้ ความหลุดพ้นจักมีแก่ข้าพเจ้า"

    ต่อมาอีก ๒-๓ วัน เมื่อกระบือโพธิสัตว์ไปอยู่ป่าอื่น
    กระบือดุร้ายตัวอื่นที่มายืนแทนที่
    ลิงกังซุกซนหวังจะมาเล่นกับกระบือนั้นอย่างเคย
    จึงโดนกระบือป่าตัวนั้นขวิดตายอยู่ ณ ที่นั้นเอง

    b48.gif b48.gif
    (มหิสชาดก ติกนิบาต อุทปานทูสกวรรค ข้อ ๔๓๓-๔๓๕)

    คัดลอกจากหนังสือเรื่อง เตือนตนด้วยพุทธโอวาท

    เรียบเรียงโดย แก้ว สุพรรโณ
    กรุงเทพ : ไพลิน, ๒๕๔๒ หน้า ๑๑-๑๒
    :- http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=5&t=43151
     
  19. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    58,991
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +35,298
    ชื่อนั้นสำคัญจริงหรือ ?
    กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว พระโพธิสัตว์เกิดเป็นอาจารย์ทิศาปาโมกข์ อยู่ในเมืองตักกสิลา มีลูกศิษย์คนหนึ่งชื่อว่า ปาปกะ (นายบาป) เขาคิดว่าชื่อของเขาไม่เป็นมงคล จึงเข้าไปหาอาจารย์ และขอให้อาจารย์ตั้งชื่อให้ใหม่ อาจารย์จึงบอกให้ไปเที่ยวแสวงหาชื่อที่ตนเองชอบใจมาแล้วจะทำพิธีเปลี่ยนชื่อให้ เขาได้ออกเดินทางไปแสวงหาชื่อใหม่ จนถึงเมืองหนึ่ง

    เดินผ่านขบวนญาติหามศพไปป่าช้า จึงถามถึงชื่อคนตาย พวกญาติจึงบอกชื่อว่า ชีวกะ (นายบุญรอด) เขาถามว่า “ชื่อชีวกะก็ตายหรือ ?” พวกญาติจึงกล่าวว่า “จะชื่ออะไรๆ ก็ตายทั้งนั้น ชื่อเป็นเพียงบัญญัติสำหรับเรียกกันเท่านั้น” พอเดินเข้าไปในเมือง พบเห็นพวกนายทุนกำลังจับนางทาสีเฆี่ยนด้วยเชือกอยู่ จึงถามความนั้นทราบว่านางไม่ยอมให้ดอกเบี้ยจึงถูกลงโทษแทน

    ถามถึงชื่อนางทาสีนั้น ทราบว่าชื่อนางธนปาลี (นางรวย) จึงถามว่า “ชื่อรวย ยังไม่มีเงินดอกเบี้ยหรือ ?” พวกนายทุนจึงตอบว่า “จะชื่อรวยหรือจน เป็นคนยากจนได้ทั้งนั้น ชื่อเป็นเพียงบัญญัติเรียกกันเท่านั้น” เขาเริ่มรู้สึกเฉยๆ ในเรื่องชื่อยิ่งขึ้นเขาได้เดินทางออกจากเมืองไป

    ในระหว่างทางพบคนหลงทางคนหนึ่ง จึงถามชื่อ ทราบว่าชื่อ ปันถกะ (นายชำนาญทาง) จึงถามว่า “ขนาดชื่อชำนาญทางยังหลงทางอยู่หรือ ?” คนหลงทางจึงตอบว่า “จะชื่อชำนาญทางหรือไม่ชำนาญทาง ก็มีโอกาสหลงทางได้เท่ากัน เพราะชื่อเป็นบัญญัติสำหรับเรียกกันเท่านั้น” เขาจึงวางเฉยในเรื่องชื่อ เดินทางกลับไปพบอาจารย์ แล้วเล่าเรื่องที่ตนพบเห็นมาให้ฟัง และขอให้ชื่อนายบาปเช่นเดิม อาจารย์จึงกล่าวคาถานี้ว่า

    “เพระเห็นคนชื่อเป็นได้ตายไป หญิงชื่อรวยกลับตกยากและคนชื่อว่านักเดินทางแต่กลับหลงทางอยู่ในป่า นายปาปกะจึงได้กลับมา”

    .....................................................

    :- http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=5&t=47063
     

แชร์หน้านี้

Loading...