ติดตามสถานะการณ์

ในห้อง 'ภัยพิบัติและการเตรียมการ' ตั้งกระทู้โดย สุกิจSukit, 8 มิถุนายน 2013.

  1. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    232,359
    ค่าพลัง:
    +97,153
    หลายรอบแล้ว! กองทัพต้องทบทวนได้แล้ว ชาวบ้านสุดทน ท้า "วินธัย" ลงพื้นที่จริงให้เห็นกับตา ยืนยันจุดที่โดนเขมรไถเป็นของไทย 100%

    ชาวบ้านสระแก้วสุดทนหลังกัมพูชานำรถไถเข้ามาปรับหน้าดินรอยต่อชายแดนเมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมา แต่กองทัพกลับบอกว่าพื้นที่ยังคลุมเครือ งานนี้ชาวบ้านเลยท้า "พล.ต.วินธัย" ให้ออกจากห้องแอร์มาลงพื้นที่จริงดูบ้าง เพราะคนที่ทำกินมาตั้งแต่รุ่นปู่ย่ายืนยันหนักแน่นว่านี่คือแผ่นดินไทย 100% ไม่ใช่ที่ทับซ้อนแน่นอน

    เรื่องนี้ชี้ชัดว่า "กองทัพต้องทบทวนได้แล้ว" เพราะการอ้างรอปักปันเขตแดนอาจไม่ทันกับความเดือดร้อนของชาวบ้านที่เสี่ยงเสียที่ดินทำกินกว่า 146 ไร่ แถมต้องผวาภัยมืดและกับระเบิดเก่าเมื่อ 40 ปีก่อน ถึงเวลาที่หน่วยงานรัฐต้องดึงชาวบ้านในพื้นที่เข้าไปมีส่วนร่วมแก้ปัญหา ดีกว่านั่งดูแผนที่แล้วปล่อยให้เพื่อนบ้านมารุกคืบจ่อหัวบันไดบ้านแบบนี้!

    ข้อมูล: ข่าวสดออนไลน์, เดลินิวส์ออนไลน์, PPTV HD 36

    https://www.facebook.com/share/p/1DAjBPK5D9/
     
  2. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    232,359
    ค่าพลัง:
    +97,153
    สปอยล์ตัวเองจนได้เรื่อง! โลกเริ่มได้กลิ่นตุๆ สแลง "เคลมโบเดีย" ดังไกลทั่วโลก ฝรั่งแห่ขำแรง มีมเคลมวัฒนธรรมที่หยุดไม่อยู่ พังภาพลักษณ์ประเทศ

    ล่าสุดเมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2569 กระแสสแลง "เคลมโบเดีย" (Claimbodia) ลามหนักไปทั่วโลก ชาวต่างชาติบนแพลตฟอร์ม Reddit และ TikTok ต่างจับโป๊ะพฤติกรรมนี้กันอย่างต่อเนื่อง การขยันอ้างสิทธิ์ตั้งแต่ มวย โขน ไปจนถึงชุดประจำชาติ กลายเป็นการสปอยล์ตัวเองมากกว่าการสร้างซอฟต์พาวเวอร์ แทนที่ชาวโลกจะชื่นชม กลับมองเป็นมีมตลกขบขันที่สะท้อนถึงการขาดวุฒิภาวะ

    สื่อต่างชาติอย่าง Global Voices ได้หยิบประเด็นนี้ไปเขียนสกู๊ปแฉความย้อนแย้งให้ทั่วโลกได้รับรู้ เพราะแทนที่จะพัฒนาต่อยอดวัฒนธรรมตนเอง กลับเลือกทางลัดด้วยการแปะธงชาติเคลมสิทธิ์บนโลกออนไลน์ พฤติกรรมเช่นนี้ยิ่งทำให้ความน่าเชื่อถือของประเทศลดลงและทำลายภาพลักษณ์ตัวเองอย่างชัดเจน ยุทธศาสตร์นี้ไม่ได้สร้างความน่าเชื่อถือ แต่กลับทำให้กลายเป็นมีมดังที่คนทั้งโลกขบขัน

    ข้อมูล: Global Voices, Reddit, เพจคัดข่าว

    https://www.facebook.com/share/p/1BGyoww23V/
     
  3. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    232,359
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ?!?ทรัมป์บอก เจรจาอิหร่าน FINAL stage❗️ขั้นสุดท้าย จวนบรรลุ! ทำเอาน้ำมัน (ตลาดโลก) ขานรับแรง ร่วง 5% แน่ะ!
    แล้วก็ทรงเดิม สักพักก็เลื้อยมาขู่ให้อิหร่านรีบดีลๆ ซะ ไม่งั้นจะ “จัดหนัก” กว่าเดิม ... เฮ้อ

    ทรัมป์ชักย้ำแบบนี้ถี่ๆ ละ จี้ “ให้เวลา” อิหร่านอีกไม่กี่วัน
    ท่านทรัมป์ผู้ยิ่งใหญ่ต้องการคำตอบที่ถูกต้อง ย้ำว่าถูกต้องแบบ 100% ด้วย
    อิหร่านจงรีบตอบ

    ยังมีทวงบุญคุณ
    ชี้ที่ตนกระทำ คือประวิงเวลาไว้มิให้หลายๆ ชีวิตด่วนถูกปลิด!
    (***วานนี้ ใช้คำว่า two or three days
    วันนี้ ใช้คำว่า few days ซึ่งต้องไปทบทวนสมัยประถมแล้ว สับสนตั้งแต่เด็ก
    ไอ้ few หรือ a few นี่ คำไหนแปลว่า ”2-3“ หรือแปลว่า “หลาย” นะ
    ซึ่งไอ้ที่แปลว่า “2-3” มันก็ยังก้ำๆ กึ่งๆ จะกำกวมให้แปลว่า “หลาย” ได้ อยู่ที่ใจคนเอ่ย
    และทรัมป์ใช้อีกจุด ก็มีคำว่า a couple of days ซึ่งแหม ตอนเรียนประถมจำได้ว่า a couple of มันหมายถึง 2 แน่ๆ นะ แต่พอมันไปประกอบคำเป็นสิ่งอย่าง คนพูดก็อาจเอาคร่าวๆ เป็น “หลาย” ได้เหมือนกัน
    แหม มันสองแง่สามง่ามหลายง่ามเหลือเกิน
    สรุป คนมันกำกวม หรือภาษามันกำกวม?)

    อิหร่านมีเวลา 2-3 วัน หรือหลายๆ วัน???

    ด้านอิหร่านก็โวย เอ็งกะจะล่อข้า เอ็งเคลื่อนไหวขยับโฉ่งฉ่างมาก ”ทั้งในที่ลับและที่แจ้ง“‼️
    นี่คือเอ็งประสงค์จะรบชัดๆ

    ...

    อืมม์ “ขั้นสุดท้าย” final stage
    ไฟนอล หรือไฟลุก

    จะไหวเหรอ
    ...

    https://www.cnbc.com/2026/05/20/oil-price-today-iran-war-strait-hormuz-trump.html
    https://www.aljazeera.com/news/live...ns-of-many-more-surprises-if-conflict-resumes
    https://www.reuters.com/world/asia-...vance-talk-up-iran-deal-prospects-2026-05-20/

    https://www.facebook.com/share/1DfocWtMos/
     
  4. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    232,359
    ค่าพลัง:
    +97,153
  5. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    232,359
    ค่าพลัง:
    +97,153
    อินเดียสาวมือมาใกล้ "ช่องแคบมะละกา" มาก และมันใกล้ด้ามขวานทองของเราซะด้วย
    เกาะ Great Nicobar มันห่างภูเก็ตแค่ราว 500 กม.!!! ซึ่งมันเป็นดินแดนของอินเดียครับท่าน แผ่จากอ่าวเบงกอล มาหย่อนลงตรงนี้ ทะเลอันดามัน!
    คิดเอา ท่าเรือ(คอนเทนเนอร์) สนามบิน โรงไฟฟ้า และสร้างเมืองใหม่ รัฐบาลอินเดียกำลังจะเนรมิตขึ้นที่นี่!
    ว่าง่ายๆ ก็เหมือนสิงคโปร์ตอนสร้างตัวใหม่ๆ!

    แถวๆ นี้มีหนาวๆ ร้อนนะครับท่าน

    ถามว่าจะมาเบียดมาบี้อะไรช่องแคบมะละกาหรือว่าแลนด์บริ.. เอ่อ นั่นยังไม่เกิด
    ไม่รู้ได้เลยล่ะจ้ะ
    แต่ที่รู้แน่ๆ มันแข่งความเป็น "ฮับ"
    โลจิสติกส์มันได้ ดักหน้าเลย! (ถ้ามาจากฝั่งมหาสมุทรอินเดีย)

    แต่ยิ่งกว่านั้น มันคือ "จุดยุทธศาสตร์"
    จีนมีถลึงตาแน่นอน!
    ปกติ จีนกับอินเดียมีฮึดฮัดกันตรงชายแดนอยู่แล้ว (ผัวะผะเลยก็มี)
    แล้วจู่ๆ จะแลบมาตรง "ปาก" ทะเลจีนใต้อีก
    อย่าลืม อย่าลืม และอย่าลืม อินเดียก็อยู่ใน QUAD อันเป็นกลุ่มพันธมิตรอินโด-แปซิฟิก (อินโดจีน) ซึ่งประกอบด้วยอเมริกา / ญี่ปุ่น / ออสเตรเลีย / อินเดีย
    ซึ่งมองเผินๆ ก็ชัดแล้ว ด้วยภูมิศาสตร์มันคือ "ล้อมกรอบ" จีนได้เลย
    การเคลื่อนไหวด้วยการขยับมา "ตั้งป้อม" ที่ Great Nicobar แบบนี้ จีนมีเคือง และต้องระวังหลังมากขึ้น

    โปรเจ็กท์ 1 หมื่นล้านดอลลาร์นี้ ไม่ธรรมดา! ไม่ว่าจะในแง่ไหนก็ตาม (หรือต่อให้ในแง่ท่องเที่ยวก็เถอะ น่าดึงดูด แข่งกับของเดิมๆ ในย่านนี้ได้ไม่เบาเลยแหละ)

    โปรดติดตามความคืบหน้า

    https://asia.nikkei.com/politics/in...eat-nicobar-infra-project-near-malacca-strait

    https://www.bloomberg.com/news/news...a-court-order-paves-way-for-ecological-damage

    https://www.facebook.com/share/p/16y78bb18V/
     
  6. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    232,359
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ไดกิ้นโมเดล???
    และนี่ระดับ "ซัมซุง" แดนเกาหลี ซึ่งคนงาน 48,000 คน คิดเป็นเกือบ 40% ของทั้งบริษัทจะ "สไตรค์" (ประท้วงผละงาน)‼️‼️‼️เจอกันพฤหัสนี้ และยาว 18 วัน⚠️⚠️⚠️
    ไม่ใช่เล็กๆ นะครับท่าน สั่นสะเทือน "ระดับชาติ" เลย
    สหภาพแรงงานต้องการอะไร
    เลิก "จำกัด" โบนัสซะ จากที่ตอนนี้มี "เพดาน" กั้นไว้ ห้ามโบนัสเกิน 50% ของเงินเดือน
    ซึ่งอย่างที่ทราบกัน ตอนนี้ "ซัมซุง" กำไรชิปกระฉูดดดดด
    คนงานจึงต้องเรียกร้อง!
    นอกจากนี้ คนงานต้องการให้เอาเงินจากกำไรบริษัทมา 15% เพื่อมารวมในก้อนโบนัสอีก
    ไม่ยอม
    แน่นอน ทางบริษัทไม่ยอม
    นั่นจึงเป็นที่มาแห่งการประท้วงผละงาน ดีเดย์พฤหัสนี้!!!!!
    กระทบแค่ไหน
    โลกทั้งใบ ผู้ผลิตเมมโมรีชิปรายใหญ่ ได้แก่ Samsung และ SK Hynix ของเกาหลีใต้ กับ Micron ของอเมริกา
    เอาแค่ 3 เจ้านี้ก็พอแล้ว กินส่วนแบ่งตลาดเกือบๆ จะหมดสิ้น
    ดังนั้น สายพานการผลิต Samsung ชะงัก นี่ "หนัก" แน่
    เดิมสถานการณ์ "ขาดแคลน" เมมโมรีชิปก็ร้ายแรงอยู่แล้วนะครับท่าน
    เจอนี่อีกดอกเข้าไป
    SK Hynix ปกติก็มี "เพดาน" จำกัดโบนัสเช่นกัน
    ปีก่อน ยอมทิ้งเพดานนี้ซะ ทิ้งไปเลยเป็นเวลา 10 ปี
    นั่นก็ทำให้โบนัสเด้งขึ้นไปมโหฬาร
    โบนัสที่คนงาน SK Hynix ได้สูงกว่า Samsung ถึง 3 เท่า!!!
    ย่อมมีการเปรียบเทียบ และต้องเรียกร้อง!
    ทางบริษัท Samsung มีเสนอว่าจะให้โบนัส 50-100%
    มีระบุช่วง (ซึ่งก็ยกสูงขึ้น จากเดิมที่มีเพดานไม่เกิน 50%)
    อย่างไรก็ตาม จ่ายครบจบในครั้งเดียว (ปีเดียว)
    นั่นก็คือยกเว้นให้ปีนี้เฉยๆ
    แต่ "เพดาน" จะยังคงอยู่
    คนงาน "ซัมซุง" ไม่เอาด้วย
    ยังไงก็ตาม บริษัทซัมซุงยื่นเรื่องให้ศาลแล้ว และศาลสั่งให้สหภาพแรงงานต้องส่งคนไปทำงาน อย่างน้อย 7,087 หมด
    ห้ามผละงานหมด ต้องมีเหลือ
    ทั้งนี้ บริษัทชิปของซัมซุง ทำงานตลอด 24 ชั่วโมงไม่มีหยุด!!!!! (มีคนงาน 3 กะ)
    นี่ขนาดผลิตหามรุ่งหามค่ำขนาดนี้ สถานการณ์โลกยัง "ขาดตลาด" หนักหน่วง
    ถ้ามี "สไตรค์" อีก ก็ตัวใครตัวมันล่ะ!
    มองเผินๆ ก็เหมือนคนงานมีแต้มต่อ เพราะของมันกำลังแรง สินค้าขายได้ขายดี ขายไม่หวาดไม่ไหว ยังไงคนก็ต้องการ ผลิตไม่พอใช้ ไม่ทันใช้
    บริษัทต้องการผลิต
    ก็คงคิดงี้ คนงานถึงกล้าประท้วงใหญ่โต

    ติดตามดูว่าจะจบท่าไหนยังไง

    https://www.bloomberg.com/news/arti...after-labor-talks-collapse?srnd=homepage-asia
    https://www.reuters.com/business/wo...lks-one-day-ahead-strike-deadline-2026-05-20/
    https://www.reuters.com/business/wo...manding-how-might-strike-play-out-2026-05-19/

    https://www.facebook.com/share/p/1Cdfgd9cto/
     
  7. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    232,359
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ปูตินยกสำนวนจีน
    “มิพานพบหนึ่งวัน ดั่งผันผ่านไปสามสารท“
    “เปรมปรีดิ์ยิ่งนัก ได้พบอีกครา”

    หวานกระไรปานนั้น

    สีจิ้นผิงหยิบท่อนหนึ่งจากบทกวีสมัยราชวงศ์ชิง
    “แม้นถูกถาโถมกระหน่ำ มิตรภาพยังง้ำยืนหยัด”

    ทั้งยังร่ายเสี้ยวหนึ่งจากบทกลอนของเหมาเจ๋อตง
    “กี่ลมกรรโชก หากนิ่งมิไหวติง“

    สองสหายโต้ตอบกันเช่นนี้

    อย่างไรก็ตาม มิใช่ชมดูที่พิธีต้อนรับ ยิ่งมิใช่วัดที่ถ้อยจำนรรจา
    อยู่ที่ดีลที่จรดปากกาต่างหาก

    กับทรัมป์ แทบไม่มีใด
    กับปูตินเล่า?
    จับตาซิ จะเซ็นอะไร !

    https://www.facebook.com/share/p/1CXhXqUm4t/
     
  8. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    232,359
    ค่าพลัง:
    +97,153
    สแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด ปลดพนักงาน 7,000 ชีวิต แทนด้วย AI ...
    ระบุว่าคัดออก พวกต้นทุนทรัพยากรมนุษย์มูลค่าต่ำ

    https://www.facebook.com/share/p/1Eewqe1748/
     
  9. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    232,359
    ค่าพลัง:
    +97,153
    UAE เร่งเครื่อง! สร้างท่อน้ำมันเลี่ยงช่องแคบฮอร์มุซ คืบหน้าเกือบ 50% เตรียมเปิดใช้ปี 2027

    https://www.facebook.com/share/1L9o6YbRAw/
     
  10. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    232,359
    ค่าพลัง:
    +97,153
    หนึ่งวันในมาเลเซีย ข่าวพาดหัวทั้งวันคือ “คนจีน” — บุกสนามบิน, ตั้งแก๊งคอลเซ็นเตอร์, ทุ่มตลาด, มั่วสุมในโรงแรม

    บล็อกเกอร์จีนในมาเลเซียถอนใจ สรุปข่าวเด่นวันเดียว 4 เรื่องล้วนเกี่ยวข้องกับชาวจีน สะท้อนภาพลักษณ์ที่กำลังเป็นปัญหาในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้


    เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2026 บล็อกเกอร์ชาวจีนที่อาศัยอยู่ในมาเลเซียเป็นเวลานานคนหนึ่ง ได้โพสต์คลิปสรุปข่าวมาเลเซียประจำวันลงในโซเชียลมีเดีย ก่อนที่จะถูกส่งต่อขยายผลโดยบัญชี X ของ 李老师不是你老师 (@whyyoutouzhele) ซึ่งเป็นแหล่งข่าวพลเมืองจีนนอกประเทศที่มีผู้ติดตามจำนวนมาก

    ในคลิป บล็อกเกอร์รายดังกล่าวกล่าวด้วยน้ำเสียงเหนื่อยหน่ายว่า “ก่อนเลิกงานวันนี้ ผมลองเปิดดูข่าววันนี้ของมาเลเซียดูสักหน่อย ปรากฏว่าทั้งวันมีแต่ข่าวคนจีน” พร้อมไล่เรียงข่าวเด่น 4 เรื่องที่เกิดขึ้นในวันเดียวกัน ทุกข่าวล้วนมีตัวเอกเป็นพลเมืองจีน


    ข่าวที่หนึ่ง: หญิงจีนก่อเหตุที่สนามบิน KLIA ไม่มีเงินซื้อตั๋วกลับบ้าน บุกฝ่าประตูตรวจคนเข้าเมือง

    หญิงสัญชาติจีนรายหนึ่งถูกจับกุมที่สนามบินนานาชาติกัวลาลัมเปอร์ (KLIA) อาคารผู้โดยสาร 1 หลังจาก เดินผ่านประตูออโต้เกตตรวจคนเข้าเมืองเข้าไปยังพื้นที่ขาออกระหว่างประเทศโดยไม่มีตั๋วเครื่องบินที่ถูกต้อง และแสดงพฤติกรรมก้าวร้าวเมื่อเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยเข้าตรวจสอบ 

    เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 13.35 น. ของวันที่ 16 พฤษภาคม ที่ประตูทางออกระหว่างประเทศ Gate C จากการสอบสวนเบื้องต้นพบว่า หญิงรายนี้เดินทางเข้ามาเลเซียเมื่อวันที่ 30 เมษายน เพื่อท่องเที่ยวกับเพื่อน แต่ไม่มีเงินเพียงพอที่จะซื้อตั๋วกลับประเทศบ้านเกิด 

    มีคลิปวิดีโอที่เผยแพร่ในโซเชียลมีเดียแสดงให้เห็นว่า หญิงรายนี้นอนราบกับพื้นและตะโกนซ้ำ ๆ ว่า “อย่าผลักฉัน” ขณะที่เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยพยายามควบคุมตัว ก่อนที่ตำรวจหญิงเสริม 4 นายจะหามตัวออกไป  ขณะที่ รายงานบางแห่งระบุว่า ก่อนเข้าฝ่าออโต้เกต หญิงรายนี้กระโดดลงมาจากชั้นบนของอาคารผู้โดยสารหลังจากพบว่าตนเองไม่สามารถขึ้นเครื่องบินกลับบ้านได้  เธอถูกฝากขังตามคำสั่งศาลเซปังเป็นเวลา 1 วันเพื่อสอบสวนเพิ่มเติม ภายใต้กฎหมายว่าด้วยพื้นที่และสถานที่หวงห้าม พ.ศ. 2502


    ข่าวที่สอง: ตำรวจมาเลเซียทลายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ข้ามชาติ จับ 187 ราย พบเป็นคนจีน 129 ราย ออกหมายจับเพิ่มอีก

    ตำรวจหลวงมาเลเซียประกาศทลายแก๊งฉ้อโกงออนไลน์ข้ามชาติได้สำเร็จ จับกุมผู้ต้องสงสัย 187 ราย ยึดทรัพย์สินมูลค่า 57.68 ล้านริงกิต ภายใต้ปฏิบัติการ Op Teguh 2.0 ระหว่างวันที่ 6-7 พฤษภาคม โดยปฏิบัติการดำเนินการโดยกองสอบสวนอาชญากรรมเชิงพาณิชย์ของ Bukit Aman ร่วมกับหน่วยงานต่าง ๆ เข้าตรวจค้น 46 จุดในคอนโดมิเนียมหรูและที่พักอาศัยรอบหุบเขากลัง 

    ผู้ต้องสงสัย 187 รายประกอบด้วยชาย 151 ราย หญิง 36 ราย หลากหลายสัญชาติ โดยเป็นชาวจีน 129 ราย ชาวมาเลเซีย 23 ราย ญี่ปุ่น 9 ราย เวียดนาม 8 ราย อินโดนีเซีย 7 ราย ลาว 4 ราย ไทย 3 ราย ฟิลิปปินส์ 2 ราย และเมียนมา 2 ราย 

    ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติมาเลเซีย ดาโต๊ะ เซรี โมห์ด คาลิด อิสมาอิล เปิดเผยว่า แก๊งดังกล่าวเปิดศูนย์คอลเซ็นเตอร์ฉ้อโกงด้านการลงทุนในหุ้น หลอกลวงความรัก และการพนันออนไลน์ โดยมีเป้าหมายเป็นเหยื่อทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงผู้ที่อยู่ในฮ่องกง จีน เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น 

    ทรัพย์สินที่ยึดได้ ประกอบด้วยอสังหาริมทรัพย์หรู 3 รายการ มูลค่า 38 ล้านริงกิต รถยนต์หรู 20 คัน มูลค่า 6.58 ล้านริงกิต ซึ่งรวมถึง Rolls-Royce Cullinan, Mercedes-Benz G63, Toyota Supra MK4 และ Zeekr 009 Executive อีกทั้งยังยึดสินค้าหรู 67 รายการ ทั้งนาฬิกา กระเป๋า เครื่องประดับ กระเป๋าสตางค์ และทองคำแท่ง มูลค่ารวม 12 ล้านริงกิต 

    ขณะนี้ตำรวจประกาศตามล่าผู้ต้องหาเพิ่มเติมอีก 3 ราย เป็นชายเชื้อสายจีน 1 ราย และชาย-หญิงสัญชาติจีน 2 ราย


    ข่าวที่สาม: บริษัทจีนรับงานในมาเลเซียอย่างผิดกฎหมาย ทุ่มราคาต่ำสุดขีด อุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์-ตกแต่งบ้านพื้นเมืองเริ่มทยอยปิดกิจการ

    ปัญหาบริษัทจีนที่เข้ามาทำธุรกิจในมาเลเซียอย่างผิดกฎหมาย โดยใช้กลยุทธ์ตัดราคาในระดับที่ผู้ประกอบการพื้นเมืองไม่สามารถแข่งขันได้ กำลังลุกลามจนกระทบต่ออุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์และตกแต่งภายในของมาเลเซีย โดยมีรายงานว่าผู้ประกอบการท้องถิ่นเริ่มรวมตัวกันฟ้องร้องบริษัทจีนเหล่านี้

    ผลสำรวจของสภาหอการค้าและอุตสาหกรรมจีนแห่งมาเลเซีย (ACCCIM) ที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน พบว่า 45.1% จากเจ้าของธุรกิจมาเลเซีย 245 รายที่เข้าร่วมการสำรวจ มีทัศนะมองโลกในแง่ร้ายเกี่ยวกับความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมตนเองเทียบกับธุรกิจจีนในช่วง 5 ปีข้างหน้า โดย 70.9% ระบุว่าการแข่งขันอยู่ในระดับ “รุนแรงหรือรุนแรงมาก” และ 86.4% ระบุว่าแรงกดดันด้านราคาเป็นผลกระทบที่สำคัญที่สุด 

    ในธุรกิจตกแต่งภายใน ค้าปลีก ความงาม และบริการที่เกี่ยวข้องกับงานแต่งงาน ผู้ประกอบการชาวจีนแผ่นดินใหญ่มักจะนำเข้าห่วงโซ่อุปทาน วัสดุ และทีมงานรับเหมาของตนเองมาด้วย ในขณะที่อาจช่วยให้ผู้บริโภคได้ราคาที่แข่งขันได้ แต่การพึ่งพาห่วงโซ่อุปทานนำเข้าทำให้มูลค่าที่สร้างขึ้นถูกจำกัดอยู่ในเครือข่ายของพวกเขาเอง ลดผลประโยชน์ที่จะกระจายสู่ซัพพลายเออร์มาเลเซีย 

    ปรากฏการณ์นี้ขยายตัวอย่างรวดเร็ว ผู้ประกอบการจีนแผ่นดินใหญ่บางรายเสนอแพ็คเกจถ่ายภาพในราคาต่ำเพียง 299 ริงกิต แม้ในโฆษณาเหล่านี้มักไม่เปิดเผยต้นทุนทั้งหมด ตั้งแต่ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม ไปจนถึงตกแต่งภายใน แฟชั่นด่วน บริการงานแต่งงาน และอู่ซ่อมรถ ผู้ประกอบการ SME ของมาเลเซียกำลังเผชิญแรงกดดันด้านการแข่งขันที่เพิ่มมากขึ้น ท่ามกลางกระแสการขยายตัวของธุรกิจจีนแผ่นดินใหญ่อย่างไม่หยุดยั้ง 


    ข่าวที่สี่: ตม.มาเลเซียบุกตรวจคลับหรูในโรงแรม 3 ดาว จับชาวต่างชาติ 152 ราย เป็นคนจีน 129 ราย พบบริการทางเพศและยาเสพติด

    สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองมาเลเซียได้บุกเข้าตรวจค้นศูนย์บันเทิงในกรุงกัวลาลัมเปอร์ที่ให้บริการลูกค้าระดับ “VVIP” เมื่อเช้ามืดวันที่ 15 พฤษภาคม ศูนย์ดังกล่าวกินพื้นที่ 6 ชั้นภายในโรงแรม 3 ดาวในย่าน Changkat โดยมีแพ็คเกจราคาสูงถึง 100,000 ริงกิต ผู้อำนวยการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ซาคาริยา ชาบาน ระบุว่า การบุกตรวจเมื่อเวลา 01.30 น. ดำเนินการหลังจากได้รับการร้องเรียนจากประชาชนและการรวบรวมข่าวกรองเป็นเวลา 2 สัปดาห์ 

    มีผู้ถูกตรวจสอบทั้งหมด 243 ราย ในจำนวนนี้เป็นชาวต่างชาติ 194 ราย ที่ถูกควบคุมตัว 152 รายประกอบด้วยชาวจีน 129 ราย ชาวไต้หวัน 2 ราย เวียดนาม 5 ราย เมียนมา 5 ราย บังกลาเทศ 8 ราย และอินโดนีเซีย ตุรกี วานูอาตู ประเทศละ 1 ราย ผู้ต้องสงสัยมีอายุระหว่าง 21-32 ปี ถูกควบคุมตัวภายใต้พระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2502/2506 และระเบียบ 39(b) ของระเบียบคนเข้าเมือง พ.ศ. 2506 

    ระหว่างการตรวจค้น ยังพบยาเค (ketamine) และอุปกรณ์เสพยาเสพติดอื่น ๆ ในห้องสวีทหรูบนชั้น 5 ของคลับ โดยรายงานของ New Straits Times ระบุว่า แต่ละห้องมีชายชาวจีนและ “พนักงานบริการลูกค้าหญิงต่างชาติ” จากเวียดนาม จีน และไทยใช้บริการอยู่ ซึ่งบางรายเห็นว่ากำลังเสพยาอย่างเปิดเผย 


    บทส่งท้าย: “หนึ่งวันในมาเลเซีย” ที่บล็อกเกอร์จีนยอมรับว่า “พูดไม่ออก”

    หลังไล่เรียงข่าวทั้ง 4 เรื่องจบ บล็อกเกอร์ชาวจีนผู้สรุปข่าวกล่าวด้วยน้ำเสียงหดหู่ว่า “ทุกท่านครับ นี่คือหนึ่งวันในมาเลเซีย ข่าววันนี้จบเพียงเท่านี้ ผมรู้สึกว่ามันยากที่จะพูดอะไรออกมาจริง ๆ”

    ปรากฏการณ์ที่ข่าวเด่นทุกเรื่องในวันเดียวกันมีตัวเอกเป็นชาวจีน — ทั้งในฐานะอาชญากร ผู้ฉ้อโกง ผู้ทุ่มตลาด และผู้ก่อความวุ่นวาย — กำลังก่อให้เกิดคำถามเกี่ยวกับภาพลักษณ์ของพลเมืองจีนในต่างแดน และผลกระทบของการอพยพย้ายถิ่นและการลงทุนจากจีนต่อสังคมเจ้าบ้านในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

    มาเลเซียกลายเป็นประเทศที่กำลังเผชิญทั้ง “ทุนจีน” และ “อาชญากรรมจีน” พร้อมกัน ในขณะที่ผู้ประกอบการพื้นเมืองและสังคมท้องถิ่นเริ่มแสดงท่าทีต่อต้านมากขึ้น ปฏิบัติการของตำรวจและสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองในเดือนพฤษภาคมนี้ อาจเป็นสัญญาณว่าทางการมาเลเซียกำลังเปลี่ยนแนวทางจากการ “เปิดประตูต้อนรับ” เป็นการ “เริ่มกวาดล้าง” อย่างจริงจัง


    แหล่งที่มา: 李老师不是你老师 (@whyyoutouzhele) บน X / The Star Malaysia / New Straits Times / Free Malaysia Today / The Edge Malaysia / Malay Mail / The Vibes / Business Today / Mothership.sg
    https://www.facebook.com/share/18m74zRVJL/
     
  11. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    232,359
    ค่าพลัง:
    +97,153
    อดีตที่ปรึกษา ‘ทรัมป์’ เตือน แถลงการณ์ร่วม ‘จีน-รัสเซีย’ 42 ฉบับ คือประกาศอวสานระเบียบโลกขั้วเดียว!

    กลายเป็นประเด็นร้อนฉ่าสะเทือนทำเนียบขาวและเพนตากอนทันที เมื่อการเยือนกรุงปักกิ่งอย่างเป็นทางการของประธานาธิบดีรัสเซีย วลาดิเมียร์ ปูติน ในสัปดาห์นี้จบลงด้วยการลงนามในเอกสารความร่วมมือครั้งประวัติศาสตร์ร่วมกับประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ของจีน มากถึง 42 ฉบับ! ไฮไลท์ที่สำคัญที่สุดคือการออกแถลงการณ์ร่วมว่าด้วย “การสถาปนาโลกหลายขั้ว (Multipolar World) และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศรูปแบบใหม่” ซึ่งส่งผลให้ ไมเคิล ฟลินน์ (Michael Flynn) อดีตที่ปรึกษาด้านความมั่นคงแห่งชาติของโดนัลด์ ทรัมป์ ถึงกับนั่งไม่ติด ออกมาโพสต์เตือนสติชาวอเมริกันผ่านแพลตฟอร์ม X ว่า "อเมริกากำลังตกเป็นรองอย่างรุนแรง และไม่ได้เตรียมตัวรับมือกับความจริงทางการเมืองโลกยุคใหม่ที่ทรงอิทธิพลของตนเองกำลังเสื่อมถอยลงเลย!"

    1. สัญญาณเตือนจากคนในของทรัมป์: อเมริกาเพลี่ยงพล้ำเพราะเสพติดสงคราม

    ไมเคิล ฟลินน์ ได้ส่งสาส์นตรงถึงสังคมอเมริกันอย่างตรงไปตรงมาและน่าสนใจยิ่ง:

    ภาวะบอบช้ำจากสงคราม 20 ปี: ฟลินน์ระบุว่า หลังจากสหรัฐฯ จมปลักอยู่กับสงครามในตะวันออกกลางและสมรภูมิต่างๆ นานกว่าสองทศวรรษ จังหวะนี้อเมริกากลับต้องมาเผชิญหน้ากับความท้าทายที่น่ากลัวที่สุด นั่นคือ "#โลกหลายขั้ว ยุคใหม่ที่ระเบียบเดิมที่อเมริกาเคยเป็นใหญ่ (Hegemony) กำลังค่อยๆ สลายตัว"

    ความเสี่ยงจากการไม่ยอมปรับตัว: สิ่งที่ฟลินน์กังวลที่สุดไม่ใช่ความเก่งกาจของ #จีน หรือ #รัสเซีย แต่คือการที่รัฐบาลวอชิงตันยังคงหลับตาไม่ยอมรับความจริงว่า "ความเป็นเจ้าโลกของตนเองกำลังเสื่อมถอยลง" และหากยังดื้อแพ่งไม่ปรับกลยุทธ์ #อเมริกา จะเผชิญกับอนาคตที่เต็มไปด้วยความผันผวนและไร้ทิศทาง

    2. เจาะลึกแถลงการณ์ร่วม 42 ฉบับ: ค้อนทุบ "กฎแห่งป่า" ของตะวันตก

    ในฝั่งของปักกิ่ง ฉิน อาน (秦安) ผู้เชี่ยวชาญด้านการทหารชั้นนำของจีน ได้ออกมาประเมินว่า แถลงการณ์ร่วมชิ้นนี้ไม่ใช่แค่กระดาษลงนามธรรมดาๆ แต่มันคือ "คำประกาศปฏิวัติและเสียงกลองรบเพื่อยุติยุคอันธพาลครองโลก" โดยมีประเด็นสำคัญที่ทุบโต๊ะท้าทายระบบระเบียบเดิมดังนี้:

    ต่อต้านการหวนคืนสู่ '#กฎแห่งป่า' (Jungle Law): ประธานาธิบดี #สีจิ้นผิง ย้ำเตือนในที่ประชุมว่า โลกกำลังเผชิญความเสี่ยงที่จะถูกลากกลับไปสู่ยุคที่ "ใครมือยาวสาวได้สาวเอา" หรือกฎแห่งป่าที่ชาติตะวันตกชอบใช้ข่มขู่คนอื่น ดังนั้น จีนและรัสเซียจะร่วมมือกันปกป้องบทบาทของสหประชาชาติ (UN) และปฏิเสธลัทธิความเป็นเจ้าทุกรูปแบบ

    ยุทธศาสตร์ "ไม่พบวันเดียว ดั่งพลากจากสามฤดู": #ปูติน ถึงขั้นหยิบยกสุภาษิตโบราณของจีนมาอ้างอิงกลางงาน เพื่อแสดงความผูกพันและเน้นย้ำว่า ความสัมพันธ์นี้ตั้งอยู่บนความ "อุดมการณ์ร่วมกัน" เป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ที่ปลอดภัยของกันและกัน โดยไม่มุ่งเป้าทำลายชาติที่สาม

    3. กางพิมพ์เขียว 4 หลักการ สู่ระเบียบโลกใหม่ที่แฟร์กว่าเดิม

    แถลงการณ์ร่วมฉบับนี้ไม่ได้คิดขึ้นมาลอยๆ แต่เป็นการตกผลึกและส่งต่อความต่อเนื่องทางประวัติศาสตร์การทูตที่จีน-รัสเซียเคยเซ็นร่วมกันมาแล้วในปี 1997, 2005, 2017 และ 2565 (2022) โดยครั้งนี้มีการสถาปนา "4 เสาหลักแห่งโลกหลายขั้ว" ไว้อย่างชัดเจน:

    • หนึ่ง: การเปิดกว้างและโอบรับทั่วโลก (Global Inclusiveness) นัยยะคือการเลิกแบ่งแยกโลกเป็นฝั่ง "ประชาธิปไตยทิพย์" หรือ "เผด็จการ" ตามไม้บรรทัดที่อเมริกาชอบขีดเส้นแบ่งแยกพรรคพวก
    • สอง: ความมั่นคงที่แบ่งแยกไม่ได้ (Indivisible Security) เป็นการตอกย้ำว่า ชาติใดชาติหนึ่งจะสร้างความมั่นคงให้ตัวเอง บนความทุกข์ร้อนหรือการขยายฐานทัพข่มขู่คนอื่นไม่ได้ (ซึ่งพุ่งเป้าไปที่การขยายขั้วอำนาจท้าทายของกลุ่ม NATO โดยตรง)
    • สาม: ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่เป็นประชาธิปไตย หมายถึงทุกประเทศต้องมีสิทธิ์มีเสียงเท่ากันในการกำหนดกฎเกณฑ์โลก ไม่ใช่ปล่อยให้อเมริกาตั้งกฎเอง คุมเอง และลงทัณฑ์คนอื่นอยู่คนเดียว
    • สี่: ความหลากหลายของค่านิยม (Value Diversity) ยอมรับว่าแต่ละวัฒนธรรมมีระบบการเมืองและทางเลือกเศรษฐกิจของตัวเอง โดยไม่ต้องโดนบีบให้ก๊อปปี้โมเดลเสรีนิยมสไตล์ฝรั่ง

    ยุคที่อเมริกาจะใช้วิธีคว่ำบาตรตามใจชอบ ลากเรือรบไปปิดล้อมข่มขู่ชาวบ้าน หรือบังคับให้ทุกคนต้องใช้ระบบเงินดอลลาร์มันใกล้อวสานแล้ว แถลงการณ์ร่วม 42 ฉบับนี้กางแผนสถาปนาโลกหลายขั้วฉีกหน้ากากพญาอินทรีกลางปักกิ่งอย่างสง่างาม

    #ChinaFocus

    https://www.facebook.com/share/18aZvcTunC/
     
  12. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    232,359
    ค่าพลัง:
    +97,153
    กูรูฟัน หุ้นจะพุ่งก่อนพัง ฟองสบู่สุดท้ายของโลก เสี่ยงวิกฤต 80%

    ถ้าคุณรู้สึกว่าตลาดตอนนี้ “มันแปลกๆ”
    คุณไม่ได้คิดไปเอง

    เพราะในขณะที่ดอกเบี้ยยังสูง
    เศรษฐกิจโลกเต็มไปด้วยความเสี่ยง
    สงครามก็ยังไม่จบ

    แต่ตลาดหุ้นกลับขึ้นต่อ
    ทองคำก็ทำจุดสูงใหม่

    มันดูเหมือนทุกอย่างกำลังไปได้ดี
    แต่ในมุมของนักวิเคราะห์บางคน
    นี่อาจเป็น “ช่วงอันตรายที่สุด”

    David Hunter คือหนึ่งในคนที่มองภาพนี้ต่างออกไป
    เขาไม่ได้มองว่าเศรษฐกิจกำลังแข็งแรง

    แต่กำลังเข้าสู่ช่วงที่เรียกว่า
    “Final Parabolic Melt-up”

    แปลตรงตัวคือ
    การพุ่งขึ้นแบบตั้งฉากครั้งสุดท้าย
    ก่อนการล่มสลาย

    สิ่งที่เขาคาดคือ
    ในไม่กี่เดือนข้างหน้า

    ตลาดหุ้นสหรัฐอาจพุ่งขึ้นอีกประมาณ 30%
    ดันดัชนีไปแถว 9,000 จุด

    ทองคำอาจขึ้นไปแตะ 6,800 – 7,000 ดอลลาร์
    และสินทรัพย์เสี่ยงหลายตัวจะวิ่งแรงแบบไร้เหตุผล

    คำถามสำคัญคือ
    เงินมันมาจากไหน ในเมื่อ Fed ไม่ได้ผ่อนคลาย?

    คำตอบคือ “อารมณ์”

    ตลาดช่วงนี้ไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยเศรษฐกิจ
    แต่ขับเคลื่อนด้วย FOMO

    กองทุนขนาดใหญ่
    ที่ก่อนหน้านี้ยังลังเล

    จะเริ่มไล่ซื้อ
    เพราะกลัวตกรถ

    และนั่นคือจุดที่ฟองสบู่พองตัวเร็วที่สุด

    สิ่งที่น่ากังวลไม่ใช่ตอนมันขึ้น
    แต่คือ “ตอนมันหยุดขึ้น”

    เพราะ Hunter มองว่า
    หลังจากพีค

    โลกจะเจอ “The 80% Bust”

    การพังของสินทรัพย์ระดับ 80%
    ที่รุนแรงกว่าวิกฤตปี 2008

    ต้นตอของปัญหาคือ
    หนี้

    แต่ไม่ใช่หนี้ธรรมดา
    เป็นหนี้ที่ถูก leverage ซ้อน leverage

    ตั้งแต่กองทุน
    ไปจนถึง pension fund

    และจุดเสี่ยงไม่ได้อยู่แค่ในอเมริกา

    ญี่ปุ่นคือหนึ่งในระเบิดเวลา
    เพราะใช้นโยบายดอกเบี้ยต่ำมานาน

    ถ้าวันหนึ่งต้องขึ้นดอกเบี้ยแรง
    เงินที่เคยไหลออกไปลงทุนทั่วโลก
    จะไหลกลับทันที

    สิ่งที่จะเกิดคือ
    การเทขายสินทรัพย์ทั่วโลกพร้อมกัน

    เมื่อถึงจุดนั้น
    ทุกอย่างจะถูกขาย

    หุ้น
    คริปโต
    แม้แต่ทองคำก็อาจร่วง 30–50%

    ไม่ใช่เพราะมันไม่ดี
    แต่เพราะ “ต้องขาย”

    เพื่อเอาเงินสดไปโปะหนี้

    สินทรัพย์เดียวที่อาจได้ประโยชน์ช่วงแรก
    คือพันธบัตรรัฐบาล

    เพราะเงินจะไหลกลับหาที่ปลอดภัย

    แต่เรื่องยังไม่จบตรงนั้น

    เพราะเมื่อระบบเริ่มพัง
    ธนาคารกลางจะต้องเข้ามา

    และเครื่องมือเดียวที่เหลือคือ
    “การพิมพ์เงิน”

    Hunter ประเมินว่า
    งบดุลของ Fed อาจพุ่งจาก 9 ล้านล้าน
    ไปแตะ 30 ล้านล้านดอลลาร์

    นั่นคือการอัดเงินระดับที่โลกไม่เคยเห็น

    และผลลัพธ์คือ
    เงินเฟ้อที่ควบคุมไม่ได้

    ระดับ 20–25%
    อาจไม่ใช่เรื่องไกลตัวในทศวรรษหน้า

    เมื่อเงินกระดาษถูกลดค่าลง
    ความเชื่อมั่นในระบบจะเริ่มสั่นคลอน

    นี่คือเหตุผลที่หลายประเทศ
    รวมถึงกลุ่ม BRICS

    เริ่มสะสมทองคำมากขึ้น

    เพราะพวกเขาไม่ได้มองแค่วันนี้
    แต่มองไปถึง “โลกหลังวิกฤต”

    ในมุมของนักลงทุน
    สิ่งที่สำคัญไม่ใช่การทายจุดพีคให้แม่น

    แต่คือการเข้าใจว่า
    ตอนนี้เราอยู่ช่วงไหนของเกม

    ถ้านี่คือช่วงปลายจริง
    ผลตอบแทนอาจยังมาได้อีก

    แต่ความเสี่ยงก็เพิ่มขึ้นแบบทวีคูณ

    และความผิดพลาดครั้งเดียว
    อาจลบกำไรทั้งรอบ

    สิ่งที่น่าคิดคือ
    ถ้ารอบนี้เกิดขึ้นจริง

    มันจะไม่ใช่แค่ตลาดหุ้นพัง
    แต่มันคือ “การรีเซ็ตระบบการเงินโลก”

    คำถามที่ยังไม่มีใครตอบได้คือ
    เรากำลังอยู่ในช่วง melt-up จริง
    หรือเศรษฐกิจโลกแข็งแรงกว่าที่คิด

    เพราะคำตอบของคำถามนี้
    จะเป็นตัวกำหนดว่า
    10 ปีข้างหน้า ใครจะรอด และใครจะหายไปจากเกม
    https://www.facebook.com/share/1EGiX9kxBp/
     
  13. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    232,359
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ความร่วมมือวิทยาศาสตร์เหนือข้อพิพาทสมรภูมิการค้า จีน-ยุโรป จับมือส่งดาวเทียม SMILE ขึ้นสู่อวกาศวิจัยเกราะสนามแม่เหล็กป้องกันโลก เปิดยุคความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์เหนือข้อพิพาททางการค้า CAS ยกย่องเป็น "ต้นแบบความร่วมมือทางอวกาศ"
    สำนักข่าว SCMP รายงานว่า จีนและยุโรปประสบความสำเร็จในการส่งดาวเทียม SMILE (Solar Wind Magnetosphere Ionosphere Link Explorer) ที่พัฒนาร่วมกันดวงแรกขึ้นสู่วงโคจร เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ภายใต้ภารกิจสำรวจกลไกของสนามแม่เหล็กโลกซึ่งทำหน้าที่เป็นเกราะป้องกันโลกจากลมสุริยะ ความร่วมมือครั้งนี้เกิดขึ้นในจังหวะที่ความสัมพันธ์ปักกิ่ง–บรัสเซลส์ตึงเครียดจากปัญหาขาดดุลการค้าของสหภาพยุโรปต่อจีน แต่กลับแสดงให้เห็นว่าทั้งสองฝ่ายยังสามารถแยกสมรภูมิวิทยาศาสตร์ออกจากข้อพิพาททางเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์ได้ ดาวเทียม SMILE พัฒนาโดยสถาบันบัณฑิตวิทยาศาสตร์จีน (CAS) และองค์การอวกาศยุโรป (ESA) ภายใต้โครงการที่เริ่มตั้งแต่ปี 2015 เพื่อสร้างเครื่องมืออันทรงพลังในการศึกษาชั้นบรรยากาศและสนามแม่เหล็กของโลก โดยจะใช้การสังเกตการณ์ด้วยรังสีเอกซ์ต่อสนามแม่เหล็กโลกเป็นครั้งแรก ควบคู่กับการติดตามแสงเหนือ เพื่อทำความเข้าใจปฏิสัมพันธ์ที่ซับซ้อนระหว่างลมสุริยะและสนามแม่เหล็ก ซึ่งมีผลต่อความเสี่ยงต่อระบบไฟฟ้าและโครงสร้างพื้นฐานบนพื้นโลก การปล่อยดาวเทียมต้องเลื่อนจากกำหนดเดิม 9 เมษายน เนื่องจากพบปัญหาทางเทคนิคในสายการผลิต แต่ในที่สุดก็สามารถปล่อยได้สำเร็จ

    ทั้ง CAS และ ESA ยกให้ SMILE เป็น “ต้นแบบ” ความร่วมมืออวกาศในอนาคต โดยชี้ว่าเป็นหุ้นส่วนแบบ 50/50 อย่างแท้จริงในแง่การแบ่งงาน การพัฒนาส่วนประกอบ (payload) และการประสานงานด้านวิศวกรรม แครอล มันเดล ผู้อำนวยการด้านวิทยาศาสตร์ของ ESA ระบุว่าทีมวิศวกรและนักวิทยาศาสตร์จากยุโรปและจีนต้องฝ่าความท้าทายระดับโลก ตั้งแต่ข้อจำกัดการเดินทางช่วงโควิด ไปจนถึงการทำงานของทีมที่กระจายอยู่ทั่วโลก ขณะที่บทบรรณาธิการในวารสาร National Science Review ซึ่งเขียนโดยหวัง ฉี จาก CAS, โคลิน ฟอร์ไซธ์ จาก UCL และฟิลิปป์ เอสคูเบต์ จาก ESA ระบุว่าภารกิจนี้สร้าง “การบูรณาการทางวัฒนธรรมวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมอย่างลึกซึ้ง” พร้อมยกระดับความเชื่อมั่นและความร่วมมือเป็นมาตรฐานใหม่ของโครงการอวกาศระหว่างประเทศ อย่างไรก็ดี พวกเขาเตือนว่าความคืบหน้าในการกำกับดูแล “สภาพแวดล้อมทางอวกาศร่วมกัน” ล่าช้ากว่าความเร็วในการปล่อยดาวเทียมเชิงพาณิชย์อย่างน่ากังวล และการปล่อยให้ความปลอดภัยทางอวกาศขึ้นอยู่กับการกำกับดูแลตนเองของผู้ประกอบการภายใต้แรงจูงใจเชิงพาณิชย์ที่รุนแรงเป็นเพียง “ภาพลวงตา” มากกว่าคำตอบที่แท้จริง

    บริบททางการเมืองรอบข้างกลับตอกย้ำความซับซ้อนของความร่วมมือครั้งนี้ ในเดือนกุมภาพันธ์ สหภาพยุโรปเพิ่งสั่งห้ามองค์กรที่มีฐานในจีนยื่นขอทุน Horizon Europe มูลค่า 93,000 ล้านยูโรใน “สาขาที่มีความสำคัญ” ด้วยเหตุผลด้านความปลอดภัยและการนำผลงานวิจัยไปใช้ทางการทหาร ขณะที่เบอร์นาร์ด ฟวง อดีตหัวหน้านักวิทยาศาสตร์ ESA เห็นว่าอนาคตของโครงการแบบ SMILE อาจต้องอาศัยรูปแบบความร่วมมือทวิภาคีมากขึ้น เช่น โครงการ SVOM ที่จีนและฝรั่งเศสร่วมกันพัฒนา มากกว่าจะหวังพึ่งกรอบพหุภาคีซึ่งต้องอาศัยฉันทามติจากทุกประเทศสมาชิก ภารกิจ SMILE จึงไม่เพียงเป็นก้าวสำคัญของวิทยาศาสตร์อวกาศและการป้องกันดาวเคราะห์ แต่ยังเป็น “สนามทดสอบ” ว่าจีน–ยุโรปจะรักษาพื้นที่ความร่วมมือเชิงวิทยาศาสตร์ไว้ได้มากเพียงใด ท่ามกลางความขัดแย้งทางการค้าและการแข่งขันด้านเทคโนโลยีที่ร้อนแรงขึ้นทุกวัน #imctnews รายงาน

    https://www.facebook.com/share/p/1D5qTYZTSG/
     
  14. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    232,359
    ค่าพลัง:
    +97,153
    พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ เข้าสู่ "โซนอันตราย" อย่างเต็มตัวแล้ว ผลตอบแทน 30 ปี พุ่งเหนือ 5.19% สูงสุดตั้งแต่ปี 2007 นักกลยุทธ์เตือน หากดอกเบี้ยคาดการณ์ขยับขึ้นต่อ อาจลุกลามกดดันหุ้น–สินทรัพย์เสี่ยงวงกว้าง
    CNBC รายงานว่า แรงเทขายพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ยืดเยื้อดันให้เส้นยีลด์ระยะยาวพุ่งขึ้นแตะจุดหมุนสำคัญ โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 30 ปีทะลุ 5.19% ในการซื้อขายวันอังคาร ซึ่งเป็นระดับที่ไม่เคยเห็นตั้งแต่ปี 2007 ขณะที่ยีลด์ 10 ปีกระชั้นเข้าใกล้ 4.69% ก่อนปิดที่ราว 4.667%

    นักกลยุทธ์ของ HSBC เตือนว่าระดับดังกล่าวสะท้อนว่า “พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ได้เข้าสู่โซนอันตรายอย่างเต็มตัว” เพราะยีลด์ 10 ปีในโซนนี้มีแนวโน้มสร้างแรงกดดันต่อสินทรัพย์เกือบทุกคลาส หากตลาดยังคงปรับมุมมองให้อัตราดอกเบี้ยนโยบายในระยะยาวอยู่ในกรอบที่เข้มงวดขึ้นต่อไป อัตราผลตอบแทนอาจถูกดันให้เข้าไปใน “โซนอันตรายที่ลึกยิ่งขึ้น” และมีโอกาสฉุดสินทรัพย์เสี่ยงให้เผชิญแรงขายระยะสั้นมากขึ้น

    อย่างไรก็ตาม ฝั่งสถาบันการเงินรายใหญ่บางแห่งประเมินว่าปัจจัยพื้นฐานยังช่วยพยุงภาพรวมตลาดไว้ได้บ้าง ทั้งจากกำไรบริษัทที่ยังแข็งแรง และการที่หุ้นหลายกลุ่มได้ถูกปรับฐานราคานำไปก่อนแล้ว ขณะที่นักลงทุนจำนวนไม่น้อยยังมองว่าความตึงเครียดกับอิหร่านจะส่งผ่านผลกระทบหลักผ่านท่อราคาน้ำมัน

    แต่สตีฟ ซอสนิค จาก Interactive Brokers เตือนว่า การที่ผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 30 ปีในการประมูลล่าสุดทะลุ 5% เป็นครั้งแรกนับจากช่วงก่อนวิกฤตการเงินโลก ถือเป็น “สัญญาณเตือนระดับสีเหลือง” ที่ไม่ควรมองข้าม โดยเขามองว่าหากยีลด์ 10 ปีขยับขึ้นสู่บริเวณ 4.65% หรือยีลด์ 30 ปีแตะระดับ 5.5% แรงกดดันในตลาดการเงินอาจทวีความรุนแรงกว่าที่เห็นอยู่

    ขณะที่เอียน ลินเจน แห่ง BMO Capital Markets ระบุว่า หากในช่วงไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้าอัตราผลตอบแทนพันธบัตร 30 ปีไต่ขึ้นสู่ราว 5.25% ตลาดหุ้นมีความเสี่ยงสูงที่จะเข้าสู่ภาวะ “ปรับฐานด้านมูลค่า” ที่ชัดเจนและยืดเยื้อกว่ารอบก่อนหน้า #imctnews รายงาน

    https://www.facebook.com/share/p/1CQwTDJ1VP/
     
  15. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    232,359
    ค่าพลัง:
    +97,153
    กรีซ-ตุรกีปะทะเดือดเรื่องเขตทางทะเลใน NATO ปม "Blue Homeland" ดันทะเลอีเจียนเสี่ยงเป็นจุดปะทุ สหรัฐฯ มีภาระหนักจากสงครามอิหร่านจนอาจไม่พร้อมไกล่เกลี่ย
    สำนักข่าว RT รายงานว่า กลางเดือนพฤษภาคม 2026 ความขัดแย้งระหว่างกรีซและตุรกีในทะเลอีเจียนขยับจากโต๊ะการทูตไปสู่สนามที่อันตรายยิ่งกว่า เมื่ออังการาเดินหน้าจัดทำกฎหมายใหม่ด้านเขตอำนาจทางทะเล ซึ่งเอเธนส์มองว่าเป็นความพยายามของตุรกีในการมอบสถานะทางกฎหมายให้กับหลักนิยม “Blue Homeland” หรือ Mavi Vatan ที่ขยายขอบเขต “มาตุภูมิทางทะเล” ของตน กรีซยืนยันว่าการเคลื่อนไหวฝ่ายเดียวของตุรกีไม่มีผลในทางกฎหมายและเป็นการยั่วยุทางการเมือง ขณะที่ตุรกีโต้ว่าเพียงแค่ปกป้องสิทธิทางทะเลและจัดระเบียบนโยบายในน่านน้ำของตนเอง เที่ยงตรงกับแนวคิด Blue Homeland ที่ถูกออกแบบโดยอดีตนายทหารเรือ Cem Gürdeniz และ Cihat Yaycı ตั้งแต่กลางทศวรรษ 2000 เพื่อผลักดันให้ตุรกีมองอธิปไตยจากทะเลรอบด้านในฐานะปัจจัยด้านความมั่นคงและอนาคตเศรษฐกิจ ไม่ใช่เฉพาะพรมแดนบนบก

    แนวคิดนี้ได้รับการตอบรับในหมู่สาธารณชนตุรกีที่รู้สึกว่าประเทศถูกจำกัดด้วยระเบียบภูมิภาคที่คนอื่นกำหนด แต่สำหรับกรีซ Blue Homeland คือการท้าทายระเบียบกฎหมายระหว่างประเทศที่ตนเชื่อว่าถูกปิดจบแล้วด้วยสนธิสัญญาต่างๆ โดยเฉพาะกรณีเกาะ แก่ง และโขดหิน 152 แห่งที่กรีซยืนยันว่าอธิปไตยของตน “ไม่อาจต่อรองได้” ความเปราะบางในตอนนี้อยู่ที่การยกระดับแนวคิดเข้าสู่ตัวบทกฎหมาย เพราะหากตุรกีบันทึก Blue Homeland ไว้ในกฎหมายภายใน แม้จะไม่เปลี่ยนกฎหมายนานาชาติ แต่จะทำให้การประนีประนอมในอนาคตยากขึ้น และเปิดพื้นที่ให้กระแสชาตินิยมใช้กฎหมายมากดดันรัฐบาลไม่ให้ถอย ประกอบกับความทรงจำจากวิกฤต Imia/Kardak ปี 1996 ที่เกือบทำให้สองชาติสมาชิก NATO เผชิญหน้าทางทหารเต็มรูปแบบ แสดงให้เห็นว่าความผิดพลาดเล็กน้อยในพื้นที่ทางภูมิศาสตร์ที่แคบและกดดันสูง สามารถลุกลามได้จากเพียงการเผชิญหน้าเรือตรวจการณ์ หรือการโต้ตอบทางสื่อสังคมออนไลน์

    บริบทภูมิรัฐศาสตร์ยิ่งทำให้สถานการณ์สลับซับซ้อน ในขณะที่สงครามรอบอิหร่านทำให้ตะวันออกกลางตึงเครียดด้านทหารและเศรษฐกิจ พร้อมตอกย้ำว่าทะเลคือ “เส้นเลือดใหญ่ของสงคราม” ตุรกีนำภาพนี้มาหนุนแนวคิด Blue Homeland ว่าจำเป็นต้องขยายอำนาจทางทะเล ส่วนกรีซกลับมองว่าความวุ่นวายในภูมิภาคคือเหตุผลที่ต้องปิด “พื้นที่สีเทา” ในทะเลอีเจียนให้เด็ดขาด อีกด้านหนึ่ง บทบาทของสหรัฐฯ ภายใต้การนำของโดนัลด์ ทรัมป์ ที่กำลังแบกรับภาระสงครามอิหร่าน ทำให้วอชิงตันอาจไม่มีทรัพยากรและความน่าเชื่อถือพอจะทำหน้าที่ไกล่เกลี่ยอย่างมีน้ำหนัก ตุรกีจึงอาจมองเห็นหน้าต่างโอกาสในการยืนยันข้อเรียกร้อง ขณะที่กรีซรู้สึกว่าร่มความมั่นคงจาก NATO อาจสั่นคลอน ในทางปฏิบัติ NATO ไม่สามารถตัดสินข้อพิพาทเรื่องอธิปไตยเกาะแก่งได้ ทำได้เพียงเรียกร้องความยับยั้งชั่งใจและจัดช่องทางสื่อสารทางทหาร ขณะที่ EU ก็มีข้อจำกัดเพราะตุรกีไม่ใช่สมาชิก และอังการามองถ้อยแถลงของยุโรปว่าเป็นเสียงของกรีซ–ไซปรัส มากกว่าจุดยืนที่เป็นกลาง ผลคือกรีซกับตุรกีกำลัง “คุยกันคนละเรื่อง” กรีซต้องการปักปันเขตแดนทางทะเลตามกรอบกฎหมายที่มีอยู่ ส่วนตุรกีต้องการโต๊ะเจรจาที่กว้างกว่านั้น ครอบคลุมน่านฟ้า น่านน้ำ และการลดกำลังทหาร ภาพรวมทั้งหมดจึงอยู่ในสภาวะ “การยกระดับความรุนแรงที่ถูกควบคุม” ที่น่ากังวล เพราะแม้ทั้งสองฝ่ายจะไม่ต้องการสงคราม แต่ทุกก้าวของการตรากฎหมายและการใช้สัญลักษณ์ชาตินิยมกำลังบีบให้ “ทางเลือกที่ไม่ใช่ความขัดแย้ง” ลดลงเรื่อย ๆ #imctnews รายงาน

    https://www.facebook.com/share/p/18k3mTxLuE/
     
  16. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    232,359
    ค่าพลัง:
    +97,153
    รัสเซีย–จีนเร่ง ลดพึ่งดอลลาร์และ SWIFT สำเร็จ การค้าทวิภาคีเกือบ 100% หันชำระด้วยรูเบิล–หยวน ปูทางสู่อธิปไตยทางการเงิน–โลกหลายขั้ว ทนคว่ำบาตรได้มากขึ้น เดินหน้าปั้นโมเดลให้ BRICS+ และ Global South ตามรอย
    สำนักข่าว Sputnik รายงานว่า การขับเคลื่อนสู่ความเป็นอิสระทางการเงินของรัสเซียและจีนกำลังก้าวสู่หมุดหมายสำคัญ หลังข้อมูลล่าสุดชี้ว่ามูลค่าการค้าทวิภาคีระหว่างสองประเทศเกือบทั้งหมดถูกชำระด้วยสกุลเงินประจำชาติ คือรูเบิลและหยวน แทนการพึ่งพาเงินดอลลาร์สหรัฐและเครือข่ายธนาคารระหว่างประเทศอย่าง SWIFT การเปลี่ยนผ่านนี้ไม่เพียงลดความเสี่ยงจากการถูกตัดออกจากระบบการเงินตะวันตก แต่ยังช่วยสร้าง “ระบบนิเวศเศรษฐกิจที่ทนทานต่อคว่ำบาตร” ซึ่งยังคงเติบโตได้แม้เผชิญกำแพงภาษีและความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก นักวิเคราะห์อย่างแองเจโล จูเลียโน ระบุว่าทรัพยากรพลังงานและแร่ธาตุของรัสเซียสอดรับอย่างลงตัวกับภาคการผลิตและเทคโนโลยีของจีน จนเกิดความเกื้อกูลกันทางเศรษฐกิจที่ทรงพลัง และทำให้การหันมาใช้สกุลเงินท้องถิ่นเป็น “จุดเปลี่ยนด้านอธิปไตยทางการเงิน” ของทั้งสองประเทศ

    ในมุมภูมิรัฐศาสตร์ การสร้าง “ระบบรูเบิล–หยวน” ยังถูกมองว่าเป็นตัวเร่งให้แนวคิดโลกหลายขั้วเดินหน้าอย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น เพราะไม่ได้ส่งผลเฉพาะภายในสองประเทศ แต่ยังกลายเป็นต้นแบบให้แก่กลุ่ม BRICS+ และประเทศในซีกโลกใต้ที่ต้องการลดการพึ่งพาดอลลาร์และระบบการเงินที่ถูกกำหนดโดยตะวันตก การเติบโตของการค้าทวิภาคีภายใต้โครงสร้างการชำระเงินใหม่นี้จึงถูกยกเป็นหลักฐานเชิงปฏิบัติว่า “โลกหลายขั้ว” ไม่ได้เป็นเพียงวาทกรรม แต่สามารถแปลงเป็นกลไกทางการเงิน–การค้าที่จับต้องได้จริง และอาจเป็นฐานให้ระเบียบการค้าโลกในอนาคตหันไปให้ความสำคัญกับอธิปไตยทางการเงินของแต่ละรัฐมากขึ้น #imctnews รายงาน

    https://www.facebook.com/share/p/1Zr9QygJG3/
     
  17. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    232,359
    ค่าพลัง:
    +97,153
    EU ผลักดันมาตรการทางการค้าตอบโต้จีน หลังฉุดอุตฯเยอรมนีทรุด รายงานชี้ "China Shock" คือปัจจัยหลักฉุดอุตสาหกรรมเยอรมนีร่วง ทำส่งออก–จ้างงานหดหนัก EU เตรียมงัดเครื่องมือคุมโอเวอร์แคปาซิตี้–คุมลงทุนจีน ขณะนักการทูตเปรียบนโยบายเศรษฐกิจปักกิ่งเป็น “โรคมะเร็ง” ต้องตัดสินใจว่าจะเพิ่มมอร์ฟีนหรือทำเคมีบำบัด
    สำนักข่าว SCMP รายงานว่า รายงานฉบับใหม่ของ Centre for European Reform เตือนว่า “China shock” หรือแรงกดดันจากการแข่งขันทางการค้ากับจีน คือปัจจัยขับเคลื่อนที่สำคัญที่สุดที่ทำให้ภาคอุตสาหกรรมเยอรมนีเข้าสู่ภาวะซบเซา แม้ที่ผ่านมาเบอร์ลินจะพยายามโฟกัสที่การลดกฎระเบียบภายในประเทศมากกว่าจะยอมรับบทบาทของจีน นักเศรษฐศาสตร์ผู้จัดทำรายงาน แซนเดอร์ ตอร์ตัวร์ และแบรด เซตเซอร์ เปรียบผลกระทบนี้ว่าเป็น “Phantomschmerz” หรืออาการเจ็บจาก “แขนขาที่หายไป” โดยแขนขานั้นก็คืออุปสงค์การส่งออกที่ถูก “ตัดขาด” จากแรงกดดันด้านกำลังการผลิตและการแข่งขันของจีน รายงานชี้ว่า สัดส่วนการส่งออกของเยอรมนีไปจีนเมื่อเทียบกับ GDP ลดลงกว่า 40% จากจุดสูงสุดในปี 2021 และตั้งแต่กลางปี 2025 เยอรมนีกลายเป็นผู้นำเข้าสินค้าทุนจากจีนมากกว่าส่งออกไปจีน พลิกสถานะจากเดิมที่เคยเป็น “หัวจักรอุตสาหกรรมของยุโรป” อย่างสิ้นเชิง

    รายงานยังประเมินว่าตำแหน่งงานในเยอรมนีที่ผูกกับการส่งออกไปจีนอาจหายไปแล้วกว่า 400,000 ตำแหน่ง และในระยะกลาง ภาคการผลิตของยุโรปถึง 55% (และมากถึง 70% ในเยอรมนี) เสี่ยงเสียส่วนแบ่งตลาดให้จีน โดยเฉพาะเมื่อจีนมีกำลังการผลิตรถยนต์ที่สามารถรองรับอุปสงค์ทั่วโลกได้ถึง 65% ผู้เขียนชี้ว่า บัญชีเดินสะพัดเกินดุลของจีนแท้จริงสูงกว่า 5% ของ GDP และค่าเงินหยวนอ่อนกว่าความเป็นจริงเกือบ 30% ยิ่งซ้ำเติมความได้เปรียบของปักกิ่งเมื่อเทียบกับผู้ผลิตยุโรป ข้อค้นพบเหล่านี้ถูกเผยแพร่ในจังหวะเดียวกับที่คณะกรรมาธิการยุโรปกำลังเตรียมเสนอ “เครื่องมือทางการค้า” ชุดใหม่เพื่อจัดการปัญหากำลังการผลิตส่วนเกินและการพึ่งพาวัตถุดิบจากจีน โดยมีแนวคิดบังคับให้ผู้ผลิตในสาขาสำคัญ เช่น เครื่องจักรและเคมีภัณฑ์ ต้องกระจายฐานซัพพลายเออร์ให้มีอย่างน้อย 3 รายจาก 2 ประเทศ รวมถึงใช้มาตรการปกป้องทางการค้า เช่น ภาษีฉุกเฉินและโควตานำเข้า ให้บ่อยขึ้นเพื่อคานแรงทะลักของสินค้าจีนเข้าสู่ตลาดยุโรป #imctnews รายงาน

    https://www.facebook.com/share/p/1cPVnzeuLB/
     
  18. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    232,359
    ค่าพลัง:
    +97,153
    รองปธน.สหรัฐฯ เจ.ดี. แวนซ์ ยันเจรจาอิหร่านคืบหน้า "เป็นอย่างดี"แต่กองทัพสหรัฐฯ ยังอยู่ในสถานะ "locked and loaded" พร้อมปฏิบัติการทันที ทรัมป์ให้เวลาเตหะราน "2-3 วัน
    สำนักข่าว SCMP รายงานว่า เจ.ดี. แวนซ์ รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ ระบุว่า การเจรจาทางการทูตระหว่างวอชิงตันกับเตหะรานมีความคืบหน้า “เป็นอย่างดี” ทว่าก็ย้ำชัดว่ากองทัพสหรัฐฯ ยังอยู่ในสถานะ “locked and loaded” หรือพร้อมปฏิบัติการทันที หากการเจรจาล้มเหลวและจำเป็นต้องกลับมาเปิดฉากโจมตีอิหร่านอีกครั้ง โดยแวนซ์เผยว่า รัฐบาลจะไม่ยอมรับข้อตกลงใด ๆ ที่เปิดช่องให้อิหร่านครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ได้ ขณะเดียวกัน ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ก็เพิ่งเผยว่าเขาให้เวลาเตหะราน “สองถึงสามวัน” ในการบรรลุข้อตกลง และยอมรับว่าเกือบจะสั่งโจมตีไปแล้ว เพียง “ห่างแค่ชั่วโมงเดียว” ก่อนจะเบรกตามคำทัดทานของผู้นำชาติอ่าวอาหรับที่ขอให้เปิดโอกาสทางการทูตต่อไป

    แวนซ์ยังเปิดเผยว่า เขา จาเรด คุชเนอร์ และสตีฟ วิทคอฟฟ์ เคยเข้าร่วมวงเจรจากับฝ่ายอิหร่านที่กรุงอิสลามาบัดภายใต้การเป็นตัวกลางของปากีสถาน แม้รอบนั้นยังไม่ให้ผลชัดเจนก็ตาม พร้อมปัดข่าวเรื่องการเสนอให้รัสเซียเข้ามารับเก็บรักษายูเรเนียมเสริมสมรรถนะของอิหร่าน โดยยืนยันว่านั่น “ไม่เคยเป็นแผน” และไม่เคยถูกฝ่ายเตหะรานหยิบยกขึ้นมาหารือ ด้านการเมืองรอบข้าง ทรัมป์ได้โทรศัพท์หารือทั้งกับนายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู ของอิสราเอล และประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน โดยผู้นำปักกิ่งซึ่งเป็นลูกค้าน้ำมันรายใหญ่ของอิหร่านยังคงเรียกร้องให้ทุกฝ่ายอดกลั้นและดันแนวทางเจรจาเพื่อรับประกันว่า “อิหร่านต้องไม่ครอบครองอาวุธนิวเคลียร์” ตามที่ทั้งวอชิงตันและปักกิ่งเห็นพ้องร่วมกัน #imctnews รายงาน

    https://www.facebook.com/share/p/1KqGAq5W78/
     
  19. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    232,359
    ค่าพลัง:
    +97,153
    อิหร่านประกาศจะขยายสงคราม "ออกนอกภูมิภาค" หากสหรัฐฯ-อิสราเอลเปิดฉากโจมตีซ้ำ ขณะที่ "ทรัมป์" ขีดเส้นตายไม่กี่วันขู่ถล่มครั้งใหญ่ ท่ามกลางเกมลวงตาในช่องแคบฮอร์มุซที่ทั้งสองฝ่ายเชื่อว่า "เวลาอยู่ข้างตัวเอง"
    สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล และอิหร่าน กำลังเดินหน้าสู่จุดแตกหักครั้งใหม่ เมื่อกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามของอิหร่าน (IRGC) ออกแถลงการณ์เตือนขั้นเด็ดขาดว่า หากมีการรุกรานซ้ำ สงครามจะลุกลามออกไปไกล "นอกภูมิภาค" ตะวันออกกลาง และพร้อมตอบโต้ด้วยความรุนแรงระดับทำลายล้าง ท่ามกลางท่าทีของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่แม้ก่อนหน้านี้จะยอมชะลอการโจมตีตามคำขอของชาติอาหรับ แต่ล่าสุดกลับมากดดันด้วยการขีดเส้นตายเพียง "2-3 วัน" (ราวช่วงสุดสัปดาห์หรือต้นสัปดาห์หน้า) ให้เตหะรานยอมรับข้อเรียกร้องด้านนิวเคลียร์ มิฉะนั้นจะต้องเผชิญกับการโจมตีครั้งใหญ่ โดยทรัมป์ย้ำชัดว่าสหรัฐฯ "พร้อมทุกอย่างแล้ว" ขณะที่ฝั่งอิหร่านมองว่าหลักประกันของสหรัฐฯ ยังไม่เพียงพอที่จะป้องกันสงครามรอบใหม่ได้ และไม่มีทีท่าจะกลับเข้าสู่โต๊ะเจรจา

    ขณะเดียวกัน อาลี วาเอซ (Ali Vaez) ผู้อำนวยการโครงการอิหร่านจาก International Crisis Group วิเคราะห์ว่า การหยุดยิงในปัจจุบันเป็นเพียง "ภาพลวงตา" ที่ทั้งวอชิงตันและเตหะรานต่างเชื่อว่าการปิดล้อมและตอบโต้ในช่องแคบฮอร์มุซจะสร้างความเสียหายให้อีกฝ่ายมากกว่า และกำลังใช้ช่วงเวลานี้เตรียมพร้อมสำหรับการสู้รบระลอกใหม่ อย่างไรก็ดี ท่ามกลางความตึงเครียด ยังคงมีสัญญาณบวกเล็กๆ ในช่องแคบฮอร์มุซ เมื่อเรือบรรทุกน้ำมันของจีน 2 ลำ และเรือ "Universal Winner" ของเกาหลีใต้ สามารถเดินทางผ่านเข้าสู่อ่าวโอมานได้อย่างปลอดภัย ภายหลังปักกิ่งร้องขอให้เปิดเส้นทาง

    สอดคล้องกับท่าทีของรองประธานาธิบดี เจดี แวนซ์ ที่ระบุถึงความคืบหน้าในการเจรจา ทว่าในฝั่งผู้นำสูงสุดอิหร่าน โมชตาบา คามาเนอี ซึ่งกำลังฟื้นตัวจากการบาดเจ็บสาหัส ได้ส่งสารเนื่องในวันครบรอบ 2 ปีการเสียชีวิตของอดีตประธานาธิบดีอิบราฮิม ไรซี โดยปลุกระดมให้ประชาชนยืนหยัดต่อต้านกองทัพสหรัฐฯ และอิสราเอล พร้อมยกย่องความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของชาวอิหร่านในการเผชิญหน้ากับวิกฤตครั้งประวัติศาสตร์นี้ #imctnews รายงาน

    https://www.facebook.com/share/p/1DXBJuSWHs/
     
  20. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    232,359
    ค่าพลัง:
    +97,153
    จับตารีเซ็ตศึกการค้า จีน–สหรัฐฯ เห็นพ้องหารือปรับลดภาษีตอบโต้ ตั้งเป้าวางกรอบใหม่ให้สินค้าหมื่นล้านดอลลาร์ขึ้นไป หวังเปลี่ยน “สงครามภาษี” เป็น “ข้อตกลงความร่วมมือ”
    สำนักข่าวซินหัว รายงานว่า กระทรวงพาณิชย์จีนเปิดเผยว่า ปักกิ่งและวอชิงตันได้บรรลุความเห็นพ้องในหลักการเบื้องต้นที่จะเปิดการหารือภายใต้กลไกคณะที่ปรึกษาทางการค้า เพื่อจัดทำกรอบการปรับลดภาษีตอบโต้สำหรับสินค้าของอีกฝ่ายที่มีมูลค่าเทียบเท่ากันตั้งแต่ 3 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐขึ้นไป

    โดยแนวคิดสำคัญคือการนำอัตราภาษีแบบ “ชาติที่ได้รับความอนุเคราะห์ยิ่ง” (MFN) หรืออัตราที่ต่ำกว่า กลับมาใช้กับรายการสินค้าที่ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องว่าเป็นสินค้าสำคัญ การขยับครั้งนี้ถูกมองว่าเป็นขั้นตอนเชิงโครงสร้างในการคลี่คลายผลพวงของสงครามการค้าระหว่างสองเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดของโลก และเป็นสัญญาณว่าจีน–สหรัฐฯ กำลังพยายามรีเซ็ตความสัมพันธ์ด้านเศรษฐกิจจากโหมดเผชิญหน้าไปสู่โหมดบริหารจัดการความขัดแย้งผ่านกรอบกติกาที่ชัดเจนมากขึ้น

    เจ้าหน้าที่จีนระบุว่า หากกรอบดังกล่าวถูกนำไปปฏิบัติจริง ไม่เพียงจะช่วยเสริมสร้างเสถียรภาพและการเติบโตของการค้าทวิภาคีจีน–สหรัฐฯ แต่ยังอาจกลายเป็น “กรณีอ้างอิง” ที่ช่วยผลักดันความร่วมมือด้านการค้าเสรีในระดับโลกได้ด้วย เพราะเป็นตัวอย่างของการใช้กลไกหารือและหลักการเท่าเทียมกันในการคลี่คลายมาตรการตอบโต้ที่มีขนาดใหญ่ระดับหมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ

    ทั้งนี้ คณะทำงานด้านเศรษฐกิจและการค้าของทั้งสองประเทศจะยังคงเดินหน้าหารือในรายละเอียดอย่างใกล้ชิด เพื่อจัดทำข้อตกลงเชิงเทคนิคและผลักดันให้กรอบการปรับลดภาษีตอบโต้สามารถนำไปใช้ได้จริงโดยเร็ว ซึ่งจะเป็นบททดสอบสำคัญว่าจีน–สหรัฐฯ จะสามารถเปลี่ยน “สนามรบภาษี” ให้กลายเป็น “พื้นฐานของความร่วมมือที่จำกัดแต่จับต้องได้” ได้มากน้อยเพียงใด #imctnews รายงาน

    https://www.facebook.com/share/p/1Koq1EEFnL/
     

แชร์หน้านี้

Loading...