เรื่องเด่น เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันศุกร์ที่ ๑๗ กรกฎาคม ๒๕๖๙

ในห้อง 'หลวงพ่อเล็ก วัดท่าขนุน' ตั้งกระทู้โดย iamfu, 17 กรกฎาคม 2026 at 17:34.

สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้
  1. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,673
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,180
    ค่าพลัง:
    +26,968
    เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันศุกร์ที่ ๑๗ กรกฎาคม ๒๕๖๙


     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  2. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,673
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,180
    ค่าพลัง:
    +26,968
    วันนี้ตรงกับวันศุกร์ที่ ๑๗ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙ เมื่อคืนฝนตกกระหน่ำลงมาอย่างหนัก ซึ่งเป็นไปตามข้อตกลงที่กระผม/อาตมภาพขอกับ "ท่านพ่อ" และเจ้าที่เจ้าทาง ที่ดูแลรักษานครลาซาแห่งนี้ ก็คือถ้าฝนจะตก ก็ขอให้ตกในเวลาที่เราอยู่บนรถ หรือว่าเข้าถึงที่พักแล้ว ถ้าหากว่ากำลังท่องเที่ยวอยู่ กรุณาอย่าเพิ่งตก ต้องกราบขอบพระคุณ "ท่านพ่อ" ตลอดจนกระทั่งเจริญพรขอบคุณเจ้าที่เจ้าทางทั้งหลายเป็นอย่างยิ่ง

    อากาศยามเช้าวันนี้ที่โรงแรม Urcove by HYATT Hotel เมืองลาซา อยู่ที่ ๑๓ องศาเซลเซียส กระผม/อาตมภาพตื่นแต่เช้าตามเคย แต่ออกไปไหนไม่ได้ ดังนั้นจึงภาวนาสะสม "เสบียงบุญ" อุทิศให้กับท่านทั้งหลายอย่างเต็มที่

    จนกระทั่งเกือบ ๗ โมงเช้า จึงลุกมาล้างหน้า เช็ดตัว แต่งตัวแล้วลงไปข้างล่าง เพิ่งจะถ่ายรูปบริเวณหน้าโรงแรมของเราได้นิดเดียว "ทิดเฟิร์ส" (นายบัณฑิต เอี่ยมตระกูล) และ "ดร.ดอย" (ดร.ภาณุพงศ์ วังประภา) ก็ตามมาถึง ในเมื่อเห็นว่าอากาศเย็นสดชื่นดีมาก พวกเราจึงเดินเลาะไปพระราชวังโปตาลา ในระหว่างนั้นก็มีซุ้มประตูสวย ๆ กระผม/อาตมภาพจึงได้ถ่ายรูปเอาไว้

    ปรากฏพอเดินข้ามถนนไปอีกฝั่งหนึ่ง ซึ่งน่าจะเป็นหน่วยราชการ เพราะมีทหารยืนประจำการอยู่ ทหารท่านนั้นก็เดินลงมาถามว่า "เป็นนักท่องเที่ยวใช่หรือไม่ ?" เมื่อตอบว่า "ใช่" เขาก็บอกว่า "กรุณาลบรูปเมื่อครู่นี้ด้วย เนื่องเพราะว่าติดที่ทำการของหน่วยทหารอยู่ในนั้น" กระผม/อาตมภาพจึงเปิดรูปให้เขาดู แล้วลบให้ดูทั้ง ๓ รูป จนเขาพยักหน้า "โอเค" กระผม/อาตมภาพจึงเดินต่อไปทางพระราชวังโปตาลา นึกว่านายทหารท่านนี้คงไม่เข้าใจว่า ถึงลบไปแล้วก็สามารถไปเปิดถังขยะรีไซเคิลกลับมาได้..!

    เมื่อไปถึงตรงสี่แยกแล้วก็เลี้ยวซ้าย เห็นพระราชวังโปตาลาตั้งตระหง่านอยู่ ตอนแรกเราจะมุดลงใต้อุโมงค์ตรงสี่แยก แต่ตัดสินใจว่าถ่ายรูปที่ฝั่งนี้น่าจะสวยกว่า แต่ว่าเดินเท่าไรก็ไม่มีที่ให้มุดเข้าไปได้เสียที มองไปแล้วก็รู้ว่า เป็นหน่วยราชการที่ทหารยามท่านนั้นสั่งห้ามเราถ่ายรูปนั่นเอง

    เมื่อถ่ายรูปในบริเวณด้านหน้าพระราชวังโปตาลาเรียบร้อยแล้ว พวกเราก็เดินกลับ โดยใช้ความเร็วตามปกติ ปรากฏว่าไม่ได้รู้สึกเหนื่อยหอบแต่อย่างใด ต้องขอบพระคุณทุกท่านที่อำนวยอวยชัยให้จนสภาพร่างกายดีขนาดนี้ กลับมาถึงก็ได้เวลาห้องอาหารเปิดพอดี ก็คือ ๐๗.๓๐ น. ของเมืองจีน

    กระผม/อาตมภาพเข้าไปตักอาหารซึ่งออกไปในแนว "เจ" มาฉัน แล้วก็ขอตัวกลับขึ้นห้องพัก ไปแต่งเนื้อแต่งตัว เตรียมเดินทาง ก็คือใส่เสื้อฮีตเท็คตัวบาง แล้วก็เหน็บเอากระบอกน้ำชาลงมา มาถึงปรากฏว่ารถของเราเข้ามาพอดี พวกเราจึงชวนกันขึ้นไปนั่งข้างบน ทักโชเฟอร์ซึ่งไม่ว่าจะ "หนีห่าว" สักเท่าไรก็ได้แต่ยิ้มเฉย ๆ รู้สึกว่าจะมีโลกส่วนตัวสูงมาก ในเมื่อเป็นเช่นนั้น พวกเราก็ปล่อยให้เขาทำหน้าที่ของเขาไป
     
  3. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,673
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,180
    ค่าพลัง:
    +26,968
    ครั้นรถวิ่งมาได้ไม่นาน กระผม/อาตมภาพก็ท้วงว่า "เราไม่ได้ไปวัดเซรานี่นา" ทางด้าน "ดร.ดอย" ซึ่งทำหน้าที่หัวหน้าทัวร์บอกว่า วัดเซรานั้นเขาจะเปิดทำ "ตรรกะวิภาษ" กันในตอนบ่าย ๓ โมง ถ้าเราไปช่วงนี้ก็จะไม่ทันได้เห็น ดังนั้น..จึงให้ไป "วัดเดรปุง" เสียก่อน พวกเราก็เลยวิ่งไปยังวัดเดรปุง เลี้ยวเข้าไปบริเวณลานจอดรถแล้ว "นาย Keldor" มัคคุเทศก์ท้องถิ่นก็ชี้ให้พวกเราดูห้องน้ำตรงนั้น บอกว่า "มีใครจะใช้ restroom ก่อนหรือเปล่า ?" ในเมื่อไม่มี ก็ได้นำพวกเราเดินขึ้นไปทางด้านบน

    เพิ่งจะเข้าไปถึงก็เห็นมีคนขายไม้หอมพวกไม้สน ถุงละ ๑๐ หยวน กระผม/อาตมภาพจึงซื้อมา ทำการจุดถวายเป็นพุทธบูชา ควันโขมงไปทั้งท้องฟ้า เหลือบเห็นขอทานสองแม่ลูกจึงให้ไปคนละ ๒๐ หยวน จากนั้นก็เดินหมุนกงล้อมนต์ขึ้นไปเรื่อย ๆ เนื่องเพราะว่าการทำบุญทุกอย่างในวันนี้ อนุญาตให้บรรดาเจ้าที่เจ้าทางและท่านที่อนุเคราะห์ทั้งหลาย สามารถที่จะโมทนาได้โดยไม่ต้องบอกต้องกล่าว

    พวกเราเดินขึ้นไปจนกระทั่งถึงบริเวณที่มองเห็นก้อนหิน ที่ด้านหลังสลักภาพพระมัญชุศรีโพธิสัตว์อยู่บนหน้าผา ก็หยุดถ่ายรูปกันตรงนี้ "มัคคุเทศก์ Keldor" ของเราจัดการถ่ายทีวีให้เสียด้วย จากนั้นก็เดินขึ้นบันไดชันดิกไปเลย บอกว่าเราจะขึ้นบันไดกันครั้งแล้วครั้งเล่า ซึ่งกระผม/อาตมภาพเองทำคอย่น ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าในคณะจะมีใครไม่สามารถตามมาได้หรือเปล่า ?

    ภายในวัดเดรปุงนั้นประกอบไปด้วยวิหารใหญ่ ๆ เล็ก ๆ จำนวนมาก พวกเราแวะทุกหลังที่มองเห็น หยอดตู้ทุกใบที่มีอยู่ สักครู่หนึ่ง "หม่าม้า" (นางสาวไพรินทร์ สุวิชชาญพันธุ์) ก็บอกว่า พระท่านให้แลกแบงค์ย่อยได้ด้วย ว่าแล้วก็ส่งใบละ ๑ หยวนให้ดูเป็นปึกเลย กระผม/อาตมภาพรู้สึกว่าตัวเองเสียท่าที่แลกมาตั้งแต่เมืองไทย ทางด้านนี้เขาเล่นแลกกันง่าย ๆ ตรงนี้เอง..!

    ครั้นขึ้นไปถึงทางด้านบนแล้ว พวกเราก็ถ่ายรูปวิวทิวทัศน์ซึ่งเห็นตัวเมืองลาซาทั้งเมือง แล้วก็เดินทะลุเข้าไปในวิหารหลัก ซึ่งวิหารทุกหลังบอกอย่างชัดเจนว่าห้ามถ่ายรูป กระผม/อาตมภาพก็หยอดตู้ไปเรื่อย เห็นพระท่านกำลังเติมน้ำมันเนยไปด้วย จึงได้นำเอาผ้าขะตะที่ "นาย Keldor" ถวายมาในวันแรก ถวายบูชาต่อองค์ดาไลลามะองค์ที่ ๕ เนื่องเพราะว่าก่อนหน้านี้ ดาไลลามะองค์ที่ ๑ ถึงองค์ที่ ๕ ล้วนแล้วแต่จำพรรษาที่วัดเดรปุงแห่งนี้ จนกระทั่งดาไลลามะองค์ที่ ๕ ไปสร้างพระราชวังโปตาลา จึงไปจำพรรษาอยู่ที่นั่น
     
  4. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,673
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,180
    ค่าพลัง:
    +26,968
    กระผม/อาตมภาพหยอดตู้ทุกใบที่เห็น แล้วเดินออกมาข้างนอก ขึ้นบันไดไปรออยู่เป็นนาน กว่าที่ "หม่าม้า" (นางสาวไพรินทร์ สุวิชชาญพันธุ์) "สาวโจ" (นางสาวธีร์วรา สุวรรณศักดิ์) และ "ไอ้อ้วน" (นางสาวดวงฤทัย ตั้งวรกุลกิจ) จะค่อย ๆ ตะเกียกตะกายขึ้นบันไดมาถึง บอกทุกคนว่าถ่ายรูปตรงหน้าอาคารหลังนี้ก่อน แล้วเราก็ค่อยเข้าไปทางด้านข้าง ซึ่งเป็นโรงพิมพ์ มีแม่พิมพ์พระไตรปิฎกเก็บอยู่ไม่รู้กี่หมื่นกี่แสนอัน ?!" แล้วยังมีเจ้าหน้าที่กำลังทำการพิมพ์ให้พวกเราดูอีกด้วย..!

    พวกเราแวะเข้าไปวิหารหลังแล้วหลังเล่า จนกระทั่งไปเจอรูป "พระแม่ตาราขาว" ซึ่งเขาเชื่อว่าเป็นคู่ชีวิตของพระโพธิสัตว์ กระผม/อาตมภาพจึงบอกกับท่านว่า "โรคภัยไข้เจ็บที่เป็นอยู่ ขอฝากไว้กับแม่ด้วย" หลังจากนั้นก็เดินทำบุญไปเรื่อย จนกระทั่งออกมาทางด้านหลัง ด้านนี้มีลมพัดมา รู้สึกว่าเยือกเย็นมีพลังเป็นอย่างยิ่ง อยากจะยืนอยู่ตรงนั้นนาน ๆ เสียด้วยซ้ำไป..!

    แต่พวกเราก็วนลงมาจนถึงทางออกข้างล่าง เป็นวิหารที่มีพระ ๑,๐๐๐ องค์ ซึ่งก็ถ่ายรูปไม่ได้ตามเคย กระผม/อาตมภาพก็อาศัยว่าทำบุญไปเรื่อย พอเจ้าหน้าที่เผลอ ก็กดรูปไปเรื่อยเหมือนกัน จนกระทั่งเดินออกจากวิหารมา ชวนหมาที่นอนอยู่ตรงนั้นคุย เพื่อรอให้คนอื่นตามมาทัน แล้วก็เข้าไปในวิหารหลักหลังใหญ่ ซึ่งวิหารหลังนี้นั้น มีพระเจดีย์บรรจุสังขารขององค์ดาไลลามะ องค์ที่ ๑ องค์ที่ ๒ องค์ที่ ๓ องค์ที่ ๔ และและปันเชนลามะ องค์ที่ ๑๔ อยู่ในนี้ พวกเราจึงถวายสักการะและหยอดตู้ทำบุญกันอย่างสนุกสนาน

    หลังจากนั้นเดินออกมาก็จะเป็นวิหารหลักอีกหลังหนึ่ง ซึ่งบนหลังคานั้นจะมีบรรดาวัชระ ตลอดจนกระทั่งยอดเจดีย์ และบรรดากงล้อมนต์ต่าง ๆ ตลอดจนกระทั่งธรรมจักรกวางหมอบอยู่ด้วย พวกเราถ่ายรูปตรงนี้กันแล้ว ก็เข้าไปภายในวิหาร ซึ่งพระเจ้าหน้าที่กำลังเติมน้ำมันตะเกียงถวายสมเด็จพระศรีอาริยเมตไตรย กระผม/อาตมภาพจึงถ่ายรูปต่อหน้าต่อตาท่านเลย แล้วก็เดินออกมาทางด้านนอก ยังผ่านวิหารเล็ก ๆ ใหญ่ ๆ อีกหลายหลัง ส่วนใหญ่ก็เป็นรูปพระโพธิสัตว์ ตลอดจนกระทั่งท่านปัทมสัมภวะ ซึ่งเป็นอาจารย์ใหญ่สายทิเบตนี้
     
  5. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,673
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,180
    ค่าพลัง:
    +26,968
    ครั้นออกมาทางด้านนอกก่อนเขา กระผม/อาตมภาพก็บอกกับ "น้องเล็ก" (นางสาวจิราพร ซื่อตรงต่อการ) ว่า "ขอไปเข้าห้องน้ำหน่อย" แล้วก็เดินดุ่ม ๆ ลงไปยังลานจอดรถ ซึ่งห่างไปเป็นกิโลเมตร..! กำลังนั่งลงเท่านั้น โทรศัพท์ที่เหน็บอยู่ใต้สังฆาฏิก็หลุ่นปุลงไปในรางปัสสาวะ..! ยังดีที่ไม่ทันจะปัสสาวะลงไป ต้องรีบก้มลงไปเก็บขึ้นมาก่อน เมื่อทำธุระส่วนตัวเสร็จแล้ว "น้องเล็ก" โทรลงมาบอกว่า "คณะเขาจะเดินทางออกไปอีกด้านหนึ่ง ขอให้เดินย้อนกลับขึ้นมาด้วย"

    คราวนี้ก็เวรกรรมแหละครับ เพราะว่าเป็นทางขึ้นเขาตลอด เมื่อมาถึงปรากฏว่า ทุกคนอยู่ที่วิหารหลักด้านนอกสุด กำลังถ่ายรูปกันอยู่ เมื่อถ่ายรูปกันแล้ว "นาย Keldor" ก็พาพวกเราลัดเลาะลงไปตามตรอกซอกซอยเล็ก ๆ ซึ่งต้องรอกันอยู่เป็นระยะ ๆ เนื่องเพราะว่า "หม่าม้า" และ "ไอ้อ้วน" ทำท่าจะไม่ไหว ส่วน "สาวโจ" ของเรานั้น ถึงหน้าตาจะย่ำแย่ขนาดไหนก็บอกว่า "ไหวเจ้าค่ะ..!"

    เมื่อลงมาถึงรถ กระผม/อาตมภาพก็แทบจะเขกกบาลตัวเอง เพราะว่ารถของเราจอดอยู่หน้าห้องสุขาที่เพิ่งจะเข้าไปเมื่อครู่นี่เอง บอกว่าลงคนละทางก็นึกว่าไปจอดรถคนละที่ ที่ไหนได้..มัคคุเทศก์ของเราโทรเรียกรถกลับขึ้นมา แล้วก็จอดอยู่ที่เดิมเป๊ะเลย..!

    พวกเราขึ้นรถแล้วก็วิ่งตรงกลับเข้าตัวนครลาซา มาที่ร้านอาหาร สั่งอาหารจีนมานับ ๑๐ อย่าง ฉันไปได้ไม่เท่าไร "หม่าม้า" ก็วิ่งไปอ้วกที่ห้องน้ำ..! ถามแล้วได้ความว่าเมื่อคืนปวดหัว นอนไม่หลับ ตอนนี้ปวดลามลงมาถึงกระบอกตา แสดงว่าร่างกายขาดออกซิเจนมาก กระผม/อาตมภาพจึงขอให้ "ดร.ดอย" เจรจากับมัคคุเทศก์ของเรา เรียกแท็กซี่มา แล้วก็นำ "หม่าม้า" กลับไปที่โรงแรม ส่งถึงห้องพักแล้วกลับลงมา กำลังจะเจรจากับพนักงานต้อนรับว่า ให้เขาเรียกแท็กซี่และสแกนจ่ายให้ กระผม/อาตมภาพจะจ่ายเงินสดให้เขาเอง..!

    ยังไม่ทันไร "ทิดเฟิร์ส" ก็ส่งข้อความมา บอกว่า "ให้รออยู่ที่นั่นแหละ ทุกคนกินข้าวอิ่มแล้ว กำลังจะไปรับ" กระผม/อาตมภาพจึงเดินออกมาที่ข้างถนน เพราะว่ารถบัสของเรา ถึงจะเป็นมินิบัสก็เข้าลำบาก ครั้นยืนอยู่เป็นสิบนาที ปรากฏว่า "น้องเล็ก" โทรเข้ามาว่า ให้เดินไปทางด้านบริเวณที่หน่วยราชการ ซึ่งโดนทหารเรียกเมื่อเช้าให้หน่อย เพราะว่าทางด้านโรงแรมนั้นรถติดเหลือเกิน กระผม/อาตมภาพจึงเดินออกไป รออยู่ไม่ถึง ๕ นาทีรถก็มาถึงแล้ว
     
  6. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,673
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,180
    ค่าพลัง:
    +26,968
    ครั้นขึ้นรถแล้วก็วิ่งตรงไปยัง "พระราชวังฤดูร้อนนอร์บูลิงการ์" เป็นสถานที่ซึ่งกระผม/อาตมภาพเคยมาแล้ว พวกเรารอจนกระทั่ง "นาย Keldor" ไปซื้อตั๋วให้ ซึ่งต้องตัด "หม่าม้า" ออกจาก "ทิเบตเพอร์มิต" ไป ๑ คน..!

    เมื่อได้ตั๋วแล้ว พวกเราก็เดินเข้าไปชมตำหนักทีละหลัง ตั้งแต่พระตำหนักกาลซัง โพดรัง คำว่า "โพดรัง" คือพระตำหนักนั่นเอง พระตำหนักหลังที่ ๒ คือพระตำหนัก อูยับ โพดรัง แล้วก็ไปเป็นพระตำหนักสำคัญ คือตำหนักกลางน้ำ ชื่อจริงก็คือโซกยัล โพดรัง แต่ว่าคนมักจะเหมาว่านี่คือพระตำหนักนอร์บูลิงการ์

    ความจริงคำว่า "นอร์บูลิงการ์" หมายถึงสถานที่ทั้งหมด ที่ประกอบเป็นพระราชวังฤดูร้อน แล้วก็มาชมพระตำหนักทรูซิง โพดรัง จากนั้นเดินทะลุออกมาถึงพระตำหนักที่ประทับของพระดาไลลามะ ซึ่งมีชื่อว่าพระตำหนัก "ทักเท็น มิกยัวร์ โพดรัง"

    ภายในตำหนักหลังใดก็ห้ามถ่ายรูป แต่กระผม/อาตมภาพควักเงินทำบุญไปเรื่อย แล้วก็ถ่ายรูปไปเรื่อยเหมือนกัน จนกระทั่งชมตำหนักหลังนี้เสร็จ ก็เดินออกมาทางด้านนอกที่มีสวนไผ่ยาวเหยียด ออกมาแล้วก็รอจนคณะมาครบ แล้วเดินไปทางทิศที่กระผม/อาตมภาพชี้ให้ ซึ่งตอนแรก "น้องเล็ก" บอกว่าต้องออกทางขวา เพราะว่ามีลูกศรชี้ว่า Exit แต่กระผม/อาตมภาพบอกว่าเมื่อ ๙ ปีก่อนต้องออกทางด้านหน้า เพราะว่าเลี้ยวขวาไปก็จะเจอลานจอดรถพอดี ซึ่งกระผม/อาตมภาพเป็นฝ่ายถูก

    ครั้นเดินไปถึงแล้วเห็นรถของเราอยู่ มัคคุเทศก์ก็พาอ้อมไปจะขึ้นรถ ที่ไหนได้..ดันมีรั้วเสียนี่..! จึงต้องอ้อมมาเข้าด้านหน้าแต่โดยดี แล้วโชเฟอร์หน้าตายก็พาพวกเราไปยังวัดเซรา ซึ่งได้เวลาพอดิบพอดี จอดรถลงแล้ว หน้าวัดเซรามีขอทานเยอะแยะไปหมด ไม่ว่าจะเป็นนักบวชหรือฆราวาส กระผม/อาตมภาพต้องตัดใจ พาทุกคนเข้าไปทางด้านห้องซื้อตั๋ว

    ครั้นได้ตั๋วแล้วก็ยังต้องผ่านเครื่องสแกนเข้าไปภายในอีก แล้วก็นำทุกคนเดินเข้าไปชมห้องจำหน่ายหนังสือ หน้าตาคล้าย ๆ "มหาจุฬาบรรณาคาร" ของเรา แล้วก็กลับลงมา ตรงขึ้นไปยังตำหนักหลักหลังใหญ่ ซึ่งมีรูปปั้นบรรดาพระโพธิสัตว์ ตลอดจนกระทั่งพระลามะสำคัญ ๆ เต็มไปหมด โดยมี "ทิดเฟิร์ส" และ "ดร.ดอย" ตามมาด้วย

    กระผม/อาตมภาพทำให้ทั้งสองคนเห็นว่า การที่เราจะถ่ายรูปนั้น ถ้าเราวางกำลังใจถูก แบบไม่มีอะไรเหลือเลยแม้แต่น้อยหนึ่ง บรรดาพระลามะเจ้าหน้าที่ก็จะไม่สนใจเราไปเลย แล้วก็ถ่ายรูปต่อหน้าต่อตาท่านนั่นแหละ..! ห้องแล้วห้องเล่าที่ถ่ายรูปจนกระทั่งครบถ้วน ทำเอาทั้งสองคนยอมรับว่า สิ่งที่กระผม/อาตมภาพทำนั้น เป็นเรื่องที่เกินวิสัยบุคคลทั่วไปจะทำได้..!
     
  7. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,673
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,180
    ค่าพลัง:
    +26,968
    แล้วขึ้นบันไดชันมากไปชั้นบน ปรากฏว่ายังมีห้องหับต่าง ๆ ให้พวกเราเข้าไปกราบสักการะพระโพธิสัตว์และพระเถระสำคัญอยู่อีกมาก เมื่อทำบุญจนพอใจก็กลับลงมาข้างล่าง เลี้ยวซ้ายไปก็ถึงสถานที่ซึ่งบรรดาพระลามะทั้งหลายมาแสดง "ตรรกะวิภาษ" กัน ก็คือถกเถียงกันในหัวข้อธรรม ซึ่งเอาแพ้เอาชนะกันชนิดเอาเป็นเอาตายเลยทีเดียว..!

    อย่างเช่นว่าฝ่ายหนึ่งตั้งคำถามว่า "เด็กอายุ ๑๒ ขวบขับรถชนพระธุดงค์มรณภาพไป ๑๐ รูป บาปจะตกอยู่กับใคร ? อันดับแรก ตัวเด็กเอง อันดับที่ ๒ พ่อแม่ที่สอนเด็กขับรถ อันดับที่ ๓ คุณตาที่ให้กุญแจเด็กไป อันดับที่ ๔ คุณยายที่สั่งให้เด็กขับรถไปส่งตนเอง เหล่านี้เป็นต้น..!

    ถ้าหากว่าตอบผิดไปจากหลักธรรมในพระพุทธศาสนา เป็นอัตโนมติเมื่อไรก็จะพ่ายแพ้ โดนอีกฝ่ายหนึ่งโห่จนแทบจมดิน ต้องรอการแก้ตัวในครั้งใหม่ แต่ภายในนั้นคนแน่นมากเป็นพิเศษ แม้จะมีป้ายห้ามถ่ายรูปอยู่ทุกที่ แต่ว่านักท่องเที่ยวทุกคนก็ยกกล้องถ่ายรูปถ่ายวีดีโอเป็นการใหญ่..!

    กระผม/อาตมภาพถ่ายรูปเสร็จแล้วก็เดินวนออกมา พาทุกคนซึ่งอยู่ในลักษณะ "สู้คนไม่ไหว" เหมือนกัน เลี้ยวซ้ายไปยังวิหารหลักอีกหลังหนึ่ง เข้าไปทำบุญและถ่ายรูปให้ทั้งสองหน่อได้เห็นเหมือนเดิม จนกระทั่งครบถ้วนสมบูรณ์แล้วเดินออกมา ไม่เจอใครเลย จึงได้เดินวนออกมาจนถึงลานจอดรถ ปรากฏว่าทุกคนมารออยู่บนรถกันหมดแล้ว..!

    พวกเราวิ่งตรงกลับไปยังโรงแรมที่พัก ครั้นขึ้นสู่ที่พักแล้ว กระผม/อาตมภาพก็ทำการบันทึกเสียงธรรมจากวัดท่าขนุนเอาไว้ก่อน หลังจากนี้ค่อยไปส่งงาน ตลอดจนกระทั่งส่งรูปต่าง ๆ เข้าไปในกลุ่มไลน์ ให้กับทุกคนได้ดูได้ฟังกันต่อไป

    สำหรับวันนี้ก็ขอเรียนถวายพระภิกษุสามเณรของเรา และบอกกล่าวแก่ญาติโยมแต่เพียงเท่านี้

    พระครูวิลาศกาญจนธรรม, รศ.ดร.
    เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน
    วันศุกร์ที่ ๑๗ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙
    (ถอดจากเสียงเป็นอักษร โดย เผือกน้อย)
     
สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้

แชร์หน้านี้

Loading...